ยอดติดเชื้อแดนกิมจิพุ่ง! ‘อิหร่าน’ดับเพิ่มอีก2ราย


เพิ่มเพื่อน    

 "เกาหลีใต้" น่าห่วง พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ทะลุ 204 ราย มากสุดนอกประเทศจีน "รัฐบาลโสม" ประกาศเมืองแทกู-ชองโดเป็นเขตจัดการพิเศษ "อิหร่าน" มีคนเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 คน "อนุทิน" แจงไทยยกระดับเป็นโรคติดต่อร้ายแรง เหตุเพื่อสะดวก จนท.ปฏิบัติงาน ขอ ปชช.อย่าวิตก

    คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนแถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตอีก 118 คน เมื่อวันพฤหัสบดี จำนวนรวมผู้เสียชีวิตภายในจีนแผ่นดินใหญ่เพิ่มเป็น 2,236 คน ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองอู่ฮั่น หนึ่งในผู้เสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีคือนายแพทย์เผิง หยินฮัว แพทย์วัย 29 ปี ประจำโรงพยาบาลประชาชนหมายเลข 1 ในเขตเจียงเซียของเมืองอู่ฮั่น เขาเป็นบุคลากรทางการแพทย์คนที่ 8 ของจีนที่สังเวยไวรัสชนิดนี้ และเป็นหนึ่งในผู้ป่วยอายุน้อยที่สุดที่เสียชีวิต 
    ส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในจีนเมื่อวันพฤหัสบดีพบเพิ่ม 889 ราย มากกว่ายอดเมื่อวันพุธที่เป็นจำนวนต่ำที่สุดในรอบเกือบ 1 เดือน แต่ในกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่นี้ 258 คน อยู่นอกมณฑลหูเป่ย์ ซึ่งถือเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อนอกหูเป่ย์ที่เพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากลดลงต่อเนื่องมานาน 16 วัน จำนวนรวมผู้ติดเชื้อทั้งประเทศมีมากกว่า 75,000 คน ขณะเดียวกันจีนพบแหล่งแพร่เชื้อแก่คนกลุ่มใหญ่ภายในเรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาล 2 แห่งในกรุงปักกิ่ง รวมมากกว่า 500 คน
    ที่เรือนจำเหรินเฉิง ในมณฑลชานตง ทางภาคตะวันออก พบผู้คุม 7 คน และนักโทษ 200 คนติดเชื้อ ทางการจีนสั่งปลดเจ้าหน้าที่ 8 คนออกจากงาน และที่เรือนจำหญิงอู่ฮั่น มีผู้ติดเชื้อ 230 คน ทำให้พัศดีถูกปลดด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ติดเชื้อ 41 รายในสถานดัดสันดานเมืองซาเยี่ยน และผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ 1 รายที่ศูนย์กักกันเยาวชน ที่มณฑลเจ้อเจียงในภาคตะวันออกพบผู้ติดเชื้ออีก 34 รายในเรือนจำ ซึ่งทำให้ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ 1 รายโดนปลด
    ในกรุงปักกิ่ง โรงพยาบาลฟูซิงตรวจพบผู้ติดเชื้อ 36 คน ทั้งเจ้าหน้าที่แพทย์, คนไข้ และครอบครัวคนไข้ โรงพยาบาลแห่งนี้ถูกปิดกันกันมาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม ส่วนโรงพยาบาลประชาชนมหาวิทยาลัยปักกิ่ง คนไข้รายหนึ่งติดเชื้อจากญาติ 2 คนที่มาเยี่ยม
    ภายนอกจีนแผ่นดินใหญ่มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1,000 คนแล้ว และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 13 คน ภายหลังรัฐบาลอิหร่านยืนยันเมื่อวันศุกร์ว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย รวมเป็น 4 รายในประเทศ ส่วนผู้ติดเชื้อรวมผู้เสียชีวิตด้วยนั้นมีทั้งหมด 18 คน ส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองกุม 
    สถานการณ์การแพร่ระบาดในอิหร่านทำให้อิรักซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกันวิตกกังวล รัฐบาลอิรักมีคำสั่งเมื่อวันพฤหัสบดี ห้ามชาวอิหร่านเดินทางเข้าประเทศและห้ามชาวอิรักเดินทางเข้าอิหร่าน และสั่งปิดจุดผ่านแดนโดยจะอนุญาตให้เฉพาะชาวอิรักผ่านกลับเข้าประเทศได้เท่านั้น แต่คนเหล่านี้จะต้องถูกตรวจและอาจถูกกักกันนาน 14 วัน สายการบินแห่งชาติอิรักแอร์เวย์ก็ระงับเที่ยวบินไปอิหร่านด้วย 
    ขณะเดียวกันสายการบินแห่งชาติของคูเวตก็ประกาศระงับเที่ยวบินอิหร่านเช่นกัน และท่าเรือจะหยุดการเดินเรือทั้งขาไปและขากลับจากอิหร่าน รัฐบาลคูเวตยังสั่งห้ามพลเมืองเดินทางไปเมืองกุม ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมด้วย พร้อมเตือนว่าผู้ที่เดินทางจากเมืองนั้นจะต้องถูกกักกัน
    รัฐบาลเกาหลีใต้ยืนยันเมื่อวันศุกร์ว่าพบผู้ติดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว เป็น 204 รายแล้ว ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุดนอกจีน ไม่นับรวมผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญที่ญี่ปุ่น ในจำนวนผู้ติดเชื้อนี้มากกว่า 120 คนเป็นสมาชิกของคริสตจักรพระเยซูชินชอนจิ ซึ่งมักถูกมองเป็นนิกายนอกรีต การแพร่เชื้อในโบสถ์คริสตจักรแห่งนี้สาขาเมืองแทกูมีจุดเริ่มต้นจากหญิงวัย 61 ปีที่เริ่มมีไข้เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ แต่เธอปฏิเสธการตรวจไวรัสโดยอ้างว่าไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศ เธอเข้าร่วมพิธีที่โบสถ์นี้อย่างน้อย 4 ครั้งก่อนจะตรวจเจอไวรัส
    นายกเทศมนตรีเมืองแทกู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของเกาหลีใต้ มีประชากรมากกว่า 2.5 ล้านคน มีคำแนะนำประชาชนให้อยู่แต่ภายในเคหสถาน ส่วนฐานทัพสหรัฐซึ่งมีทหาร, เจ้าหน้าที่และครอบครัวอยู่ภายในมากกว่า 10,000 คน สั่งจำกัดการเข้า-ออก ข่าวการพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากทำให้ธุรกิจร้านค้าหลายแห่งในเมืองนี้ปิดกิจการ ผู้คนที่เดินบนถนนส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย และเจ้าหน้าที่ออกพ่นยาฆ่าเชื้อโรคที่โบสถ์แห่งนี้ด้วย ชาวเกาหลีใต้ชื่อโซ ดงมิน วัย 24 ปีบอกว่า จำนวนคนติดเชื้อมากมายที่นี่ทำให้เขากังวลว่าแทกูจะเป็นอู่ฮั่นแห่งที่ 2
    นอกจากที่เมืองแทกู ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งเกาหลี (เคซีดีซี) ยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาลที่เมืองชองโดเพิ่มเป็น 16 คน เมื่อวันศุกร์รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศให้เมืองแทกูและชองโดเป็น "เขตจัดการพิเศษ" แล้ว
    สถานการณ์ในเกาหลีใต้และจีนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านติดกับเกาหลีเหนือ ทำให้ทางการเกาหลีเหนือซึ่งปิดพรมแดนนับแต่ไวรัสแพร่ระบาดหนักในจีน ประกาศยกเลิกการแข่งขันวิ่งมาราธอนเปียงยางเดือนเมษายนนี้
    ออสเตรเลียประกาศว่า ชาวออสเตรเลีย 2 คนที่อพยพจากเรือสำราญไดมอนด์ปรินเซส ที่ถูกญี่ปุ่นกักกันไว้ก่อนหน้านี้ ถูกตรวจพบภายหลังว่าติดเชื้อโควิด-19 ภายหลังเดินทางกลับถึงออสเตรเลีย ทั้งที่การตรวจในญี่ปุ่นไม่พบการติดเชื้อ ผู้ติดเชื้อ 2 รายนี้ยิ่งเพิ่มคำถามถึงนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่อนุญาตให้ผู้โดยสารบนเรือกลับบ้านได้หลังการตรวจไม่พบเชื้อ
    นอกจากออสเตรเลีย ต่อมาทางการอิสราเอลยืนยันว่ามีพลเมืองติดเชื้อไวรัสเป็นรายแรก ผู้ติดเชื้อรายนี้เคยเป็นผู้โดยสารของไดมอนด์ปรินเซส แล็บกลางของกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลตรวจพบว่าเขาติดเชื้อภายหลังเดินทางกลับจากญี่ปุ่นเมื่อต้นสัปดาห์ ส่วนผู้โดยสารชาวอิสราเอลอีก 12 รายที่กลับถึงบ้านแล้ว ตรวจไม่พบการติดเชื้อ
    เมื่อวันพฤหัสบดี ทางการญี่ปุ่นเพิ่งแถลงว่า มีผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นบนเรือสำราญลำนี้ ซึ่งลงจากเรือมารักษาอาการภายหลังตรวจพบเชื้อ เสียชีวิต 2 ราย โดยทั้งคู่อายุมากกว่า 80 ปี
    ที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน ซึ่งมีรายงานผู้ติดเชื้อแล้วเกือบ 70 ราย และมีคนเสียชีวิต 2 ราย เมื่อวันศุกร์เจ้าหน้าที่ได้สั่งกักกันโรคตำรวจ 59 นาย ที่เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงกับเพื่อนตำรวจนายหนึ่งที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ คำแถลงของตำรวจกล่าวว่า ตำรวจเหล่านี้ถูกระบุว่าสัมผัสใกล้ชิดกับตำรวจวัย 48 ปีที่ติดเชื้อระหว่างงานเลี้ยงเมื่อวันอังคาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่า ตำรวจ 4 นาย รวมถึงภรรยาของตำรวจที่ติดเชื้อและแม่ยายของเขาเริ่มมีอาการป่วย 
    ข่าวตำรวจติดเชื้อและการกักกันโรคตำรวจจำนวนมากทำให้ผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยกลับมาชุมนุมกันที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งเมื่อวันศุกร์เพื่อเฉลิมฉลองด้วยความดีใจ ชายคนหนึ่งเสนอขวดเบียร์โคโรนาแก่ผู้ที่ผ่านไปมา โซเชียลมีเดียของฮ่องกงก็คึกคักด้วยข้อความของชาวฮ่องกงที่ว่าพวกเขาจะฉลองโอกาสนี้ด้วยการดื่มแชมเปญ ความสาแก่ใจของผู้ประท้วงชาวฮ่องกงเป็นการตอบโต้ที่ตำรวจนายหนึ่งเคยถูกถ่ายวิดีโอไว้ได้ขณะร้องตะโกนว่าเขาและเพื่อนตำรวจจะดื่มแชมเปญฉลองการตายของนักศึกษาคนหนึ่งที่เสียชีวิตระหว่างร่วมการชุมนุมเมื่อหลายเดือนก่อน
    ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 08.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ตึกไทยคู่ฟ้าตามปกติ โดยนายกฯ ได้เรียกนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เข้าพบ เพื่อหารือถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ให้จัดทำเป็นแพ็กเกจใหญ่ หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติเมื่อวันที่ 20 ก.พ. มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดมาตรการ เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจและลูกจ้าง โดยเฉพาะธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในระบบกว่า 15 ล้านคน รวมถึงการอุปโภค บริโภค ในโครงการชิมช้อปใช้ เฟส 4 เติมเงินในบัตรสวัดิการแห่งรัฐ เพื่อจูงใจให้ไทยเที่ยวไทย ชดเชยนักท่องเที่ยวชาวจีนที่หายไป
    "นายกฯ ขอให้ทุกฝ่ายกลับไปทำรายละเอียดและนำกลับมาเสนอเข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์ถัดไปหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ" แหล่งข่าวระบุ
    ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊ก "Anutin Charnvirakul" ถึงกรณีในวันจันทร์ที่ 24 ก.พ. จะมีการหารือเพื่อยกระดับโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นโรคติดต่อร้ายแรงว่า การออกประกาศว่าโรคใดเป็นโรคติดต่อร้ายแรง จะกระทำเมื่อคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อมีมติของที่ประชุมแล้ว จึงนำเสนอให้ รมว.สาธารณสุข เป็นผู้ลงนามในประกาศ 
    นายอนุทินระบุว่า คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อส่วนใหญ่ คือแพทย์ผู้มีความชำนาญและประสบการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้เป็นอย่างดี และหากจะต้องมีการประกาศให้โรค COVID-19 เป็นโรคติดต่ออันตรายแล้ว ประชาชนทั่วไปก็ยังคงใช้ชีวิตตามปกติเหมือนทุกวัน
      "การประกาศเป็นฐานให้บังคับใช้ข้อกำหนดในกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติโรคติดต่อได้โดยสะดวก เมื่อมีความจำเป็น เช่น การประกาศว่าเมืองใด ในประเทศใด เป็นเขตติดโรค เพื่อใช้มาตรการคัดกรอง หรือกักกันผู้เดินทางจากเมืองนั้นๆ ด้วยความเร่งด่วน ก็จะสามารถกระทำได้ทันที และการประกาศเรื่องนี้ยังผลให้เกิดความมั่นใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานว่ามีกฎหมายรองรับ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ย่อมได้รับคุ้มครองการปฏิบัติงานหากกระทำไปด้วยเจตนารมณ์ที่สุจริต เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคเหล่านี้" นายอนุทินระบุ
    ที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า กต.ยังคงต้องติดตามการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยด้วย เพราะนานาประเทศยังจับตามอง แม้ไทยจะมีมาตรการที่เข้มข้น แต่ต้องไม่ชะล่าใจ เนื่องจากไทยอยู่ใกล้กับจีน และประเทศอาเซียนที่ยังมีคนติดเชื้ออยู่ ซึ่งยังต้องมีการประชุมคณะทำงานศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน (RRC) เพื่อติดตามสถานการณ์ในแต่ละประเทศ รวมถึงสถานการณ์ที่เมืองอู่ฮั่น เพราะยังมีคนไทยที่ยังตกค้างและอาศัยอยู่อีกหลายสิบคน
    ด้าน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมตอนหนึ่งถึงเชื้อไวรัส COVID-19 ว่า สภากลาโหมได้สั่งให้ทุกเหล่าทัพพร้อมมาตรการ 1.ยกระดับการทำงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคระบาดของกระทรวงกลาโหมเพื่อสนับสนุนการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นหน่วยประสานการปฏิบัติ 2.เพิ่มช่องทางการรับรู้ของประชาชนในการป้องกันและดูแลตัวเองให้มากขึ้น 3.ให้กองกำลังป้องกันชายแดนเพิ่มมาตรการการคัดกรองพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง 
    นอกจากนี้ 4.ได้กำชับให้มณฑลทหารบกทั้ง 35 แห่ง โรงพยาบาลเหล่าทัพสนับสนุนการรักษาผู้ป่วย รวมทั้งเตรียมการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามรองรับ เตรียมพื้นที่ในหน่วยทหารซึ่งอาจเป็นในหน่วยมณฑลทหารบกเพื่อรองรับการควบคุมและรักษาผู้ติดเชื้อหากสถานการณ์ระบาดเกินการควบคุมเข้าสู่ระยะที่ 3 พร้อมขอให้กองทัพอากาศประสานกับอดีตนักบินเพื่อเตรียมพร้อมเพื่อไปรักคนไทยที่อู่ฮั่น
    ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ว่า วันนี้สถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อยังคงที่ 35 คน รักษาหายแล้ว 19 คน โดยหายเพิ่มอีก 2 คนจากวันที่ 20 ก.พ. มี 17 คน เหลือรักษาตัวใน รพ. 16 คน ส่วนผู้ป่วยอาการหนัก 2 คนยังคงที่ โดยมีผู้ป่วยอยู่ที่เข้าข่ายเกณฑ์สอบสวนโรค 1,151 คน เพิ่มขึ้น 99 คน แต่รักษาหายแล้ว 941 คน 
    "เหตุที่พบผู้อยู่ในเกณฑ์สอบสวนโรคเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากมีการขยายวงการตรวจคัดกรองให้เพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศและเขตปกครองพิเศษ ทั้งจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า จีน ไทเป พร้อมการเฝ้าระวังผู้ป่วยปอดอักเสบใน 8 จังหวัดท่องเที่ยวที่อดีตเคยมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปจำนวนมาก" รองอธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว 
    ส่วนนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กล่าวว่า เนื่องจากมีการเข้มงวดการขออนุญาตส่งออกหน้ากากอนามัย จึงมีผู้ที่พยายามแยกการส่งออกไม่ให้ถึง 500 ชิ้น เพื่อหลีกเลี่ยงเงื่อนไขการขออนุญาต กกร.จึงมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ห้ามการส่งออกหน้ากากอนามัย ยกเว้นได้รับการอนุญาตจากเลขานุการ กกร. โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ.2563 เป็นต้นไป โดยการนำออกได้มีกรณีเดียวคือ การนำไปใช้เป็นการส่วนตัวไม่เกิน 30 ชิ้น/คน/ครั้ง ยกเว้นคนป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ให้นำติดตัวได้ไม่เกิน 50 ชิ้น. 
 


รู้แหละว่า "กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน" ช่วงนี้หนักหน่อยก็เห็นใจและซาบซึ้งแต่พลันที่ "นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน" ถือโอกาสออกมา ขอเดือนละ ๕,๐๐๐ เป็นเวลา ๖ เดือนให้พวกเขาบ้าง ......ขนลุก!

"เงินหมุนไป-ไหนล่ะงาน?"
ต่ำใต้ในหล้า"บทศึกษาไทย"
"ถอยเพื่อรุกในแนวรบโควิด"
ข่าวดี "ลุงยง" ถึงคนไทย
ประเทศไทย 'ยังไงๆ ต้องรอด'
เคอร์ฟิว "เซฟก่อนตายจริงๆ"