ประธานญาติวีรชนฯค้านเปลี่ยนม้ากลางศึกต่อสู้ไวรัสโควิด19 แนะรัฐปรับวิธีการทำงาน


เพิ่มเพื่อน    

 

22 มี.ค.2563 นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 และอดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการระบาดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาล ว่า พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังไม่มีภาวะผู้นำในการแก้ไขสถานการณ์วิกฤติไวรัสโควิด-19ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ประเทศไทยยังโชคดีที่มีบุคคลากรทางแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สูงจึงได้รับมือไม่ให้แพร่ระบาดมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ภายหลังการยึดอำนาจ22พ.ค.2557 คณะกรรมการญาติวีรชนฯได้ให้กำลังใจและสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำในการปฏิรูปประเทศและสร้างความปรองดองรวมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรักสามัคคีมาโดยตลอดเพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤติทางการเมือง แต่พล.อ.ประยุทธ์กลับไม่ทำตามสัญญาจึงรู้สึกผิดหวังและได้เรียกร้องให้ลาออกเพื่อเปิดทางให้มีรัฐบาลช่วยชาติมากอบกู้วิกฤติของบ้านเมือง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดภาวะวิกฤติการระบาดของไวรัสซึ่งเปรียบเสมือนยามศึกสงครามก็ไม่อยากให้”เปลี่ยนม้ากลางศึก” แต่บุคคลที่เป็นผู้นำประเทศจะต้องแสดงภาวะผู้นำให้เป็นที่ประจักษ์มิเช่นนั้นชาติบ้านเมืองจะไปไม่รอด

“เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ทำตามสัญญาขอเวลาต่อไปเรื่อยๆ จึงส่งผลเกิดวิกฤติศรัทธาต่อผู้นำ โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชนในสถานการณ์วิกฤติที่ไปคนละทิศทางจนเกิดความสับสนอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อเห็นภาพพล.อ.ประยุทธ์ ประชุมร่วมกับคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับชาติก็ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นขึ้นมาระดับหนึ่ง ในฐานะที่เกิดมาเป็นคนไทยจึงขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติโรคระบาดไวรัส โดยให้ระงับยับยั้งข้อขัดแย้งทางการเมืองเอาไว้ก่อนจนกว่าประเทศชาติจะรอดพ้นภัยจากไวรัสที่ระบาดอยู่ขณะนี้ หลังจากนั้นค่อยมาร่วมกันหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองอีกครั้ง แต่เฉพาะหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์จะต้องพิสูจน์ภาวะผู้นำให้ได้โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนต้องรู้จักพูดโน้มน้าวจิตใจของคนทั้งชาติให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันพร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวมถึงจะเอาชนะสงครามการระบาดของไวรัสโควิด-19 ไปได้”นายอดุลย์ กล่าว  

นายอดุลย์ กล่าวด้วยว่า การแก้ไขสถานการณ์ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้บูรณาการทุกหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขาดความเป็นเอกภาพเกิดความขัดแย้งของหน่วยงานราชการด้วยกันเองจนเกิดความสับสน จึงขอเสนอแนวทางการบูรณาการด้วยการยุบคณะกรรมการแก้ไขปัญหาทั้งหมดเหลือศูนย์เดียว คือ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื่อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 )หรือ”ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19”ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯแล้วปรับโครงสร้างใหม่ด้วยการดึงนายแพทย์อาวุโสที่เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยามาร่วมเป็นรองประธานฯและกรรมการ มีหน้าที่และอำนาจเหมือนเดิมที่สามารถสั่งการเด็ดขาดให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานของรัฐรวมทั้งภาคเอกชนให้ปฏิบัติได้ และให้แต่งตั้งโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19มีหน้าที่แถลงชี้แจงข่าวสารเพียงแห่งเดียวทุกวันเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนจนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย สำหรับนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานฯมีหน้าที่พูดโน้มน้าวให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลความจำเป็นในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆจนกว่าจะเอาชนะสงครามไวรัสโควิด-19ในครั้งนี้


 ยินดีกับ "โอ๊ค-พานทองแท้" เขาหน่อย! เพราะเมื่อวาน (๒๘ พ.ค.๖๓) มีรายงานอ้าง "แหล่งข่าว" เผยแพร่ ว่าคดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย ๑๐ ล้านบาท ที่ "โอ๊ค-พานทองแท้" เป็นจำเลย และศาลชั้นต้นยกฟ้องไปเมื่อ ๒๕ พ.ย.๖๒ 

ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"
ไม่มีประยุทธ์ "พปชร.ขายอะไร?"