'จตุพร'แนะชาวไทยนั่งสมาธิคนละ 1 นาทีจะช่วยชาติบ้านเมืองได้อย่างไร ก้าวไกลสะดุ้ง!หาเศษหาเลยทางการเมือง ผิดเวลา ความนิยมที่เคยได้ก็จะสูญหาย


เพิ่มเพื่อน    

26 มี.ค.63 - นายจตุพร หพรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวในรายการหยิบข่าวมาคุย ถึงกรณีรัฐบาลประกาศใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 วานนี้ ว่า กฎหมายฉบับนี้ตราขึ้นในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  แต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้ถูกนำมาใช้ในการจัดการทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาของแต่ละฝ่าย โดยใช้มาตรา 11 และมาตรา 12 เป็นหลัก แต่ในการประกาศของพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่24มี.ค. เป็นการใช้มาตรา 6 และมาตรา 9  ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับนี้เป็นหลัก หลังจากประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วและมีผลบังคับใช้ในวันที่26มี.ค. ก็จะมีคำสั่งคู่เช่น ห้ามบุคคลออกจากเคหสถานตามเวลาที่กำหนด หรือเคอร์ฟิว เนื่องจากการให้ข่าวในซีกของรัฐบาล เมื่อมีคำสั่งปิดสถานบันเทิง คนก็แห่กันไปนั่งกินดื่นกันที่ชายทะเล ดังนั้นการกำหนดระยะเวลาและการกำหนดพื้นที่นั้น เชื่อว่ามาตรการจะเริ่มต้นจากเบา และยกระดับตามลำดับ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด19  แต่หากนำไปเทียบเคียงกับมาตรา 11 ในช่วงที่นำมาใช้กับพวกตน และฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายจะทวีความรุนแรง เช่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำผิด ก่อให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยสามารถควบคุมตัวได้ 7 วัน และขยายเวลาได้ไม่เกิน 30 วัน ดังนั้นมาตรา 11 และมาตรา 12 จะมีความรุนแรงกว่ามาตรา 6 และมาตรา 9 อย่างมาก

 ครั้งนี้เชื่อว่า รัฐบาลคงคิดในสถานการณ์แห่งความเป็นจริงของการเป็นคนไทย เชื่อว่าหากพรวดพราดคนไทยจะปรับตัวไม่ทัน พร้อมมองว่า เมื่อมีการยึดอำนาจ การใช้อำนาจโดยส่วนใหญ่ก็จะใช้ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งคณะยึดอำนาจของแต่ละคณะนั้น จะหลีกเลี่ยงไปลิดรอนสิทธิ ในการใช้ชีวิตปกติของประชาชน ดังนั้นในครั้งก็เชื่อว่ารัฐบาลเองก็ต้องระมัดระวัง เพราะสถานการณ์ไม่ใช่การแก้ไขวิกฤตทางการเมือง แต่เป็นการแก้ไขวิกฤตเรื่องโรคระบาด  มาตรา 9 ยังคุ้มครองรัฐบาลให้อำนาจจัดการกรณีการเสนอข่าว และโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของประชาชนหรือไม่นั้น รัฐบาลต้องระมัดระวัง ไม่นำเรื่องโควิด 19 มาเป็นเรื่องการเมืองเสียเอง เพราะไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถแก้ปัญหาโรคระบาดนี้ได้

นายจตุพรกล่าวว่า ประเทศไทย ที่อยู่ท่ามกลางความคิดแตกต่างทางการเมืองตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้น เชื่อว่าทุกคนก็มีอารมณ์ค้าง การที่วางเรื่องการเมืองลงทำให้หลายคนอึดอัดใจ ซึ่งได้พยายามอธิบายและมีหลายคนคัดค้าน ดังนั้นอยากบอกว่า วันนี้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เมื่อฝ่ายค้าน ภาคประชาชนด้านการเเพทย์ได้เสนอแนวทางเกือบครบถ้วนแล้ว แต่คนที่ใช้อำนาจในการแก้ไขคือรัฐบาล เมื่อรัฐบาลประกาศออกมาเป็นมาตรการใดก็ตามหากไม่ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน  เช่น แนวทางที่ทางการแพทย์เสนอคือ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ต้องปฏิบัติตาม เพราะในทางการแพทย์ระบุชัดว่าหากปล่อยไว้ไม่ทำอะไรจะมีผู้ติดเชื้อสูงถึง 3 แสนคน และตาย 7 พันคน ดังนั้นความเห็นทางการแพทย์เสมือนการเขียนเสือให้วัวกลัวก็ตาม แต่ทั้งโลกก็ต่อสู้กับไวรัสชนิดนี้ และส่วนตัวเชื่อว่า หากไวรัสชนิดนี้มาโดยธรรมชาติ ก็จะใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่หากเป็นในรูปแบบของอาวุธชีวภาพ มีผู้ปล่อยเชื้อขณะเดียวกันผู้ปล่อยเชื้อมียารักษา โรคนี้ก็จะจบอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างหนึ่งว่า สถานการณ์ของประเทศไทย เราอยู่ท่ามกลางความโชคร้ายสะสม ภัยแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตตกต่ำ และยืนกันอยู่บนความทุกข์อย่างครบถ้วน

สำหรับมาตรการ เยียวยาต่างๆของรัฐบาล 8 มาตรการทั้งเรื่องสนับสนุนคนละ 5000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน  สินเชื่อฉุกเฉิน 1 หมื่นบาทต่อราย  สินเชื่อพิเศษ 5 หมื่นบาทต่อราย  โรงจำนำดอกเบี้ยต่ำ ยืดการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  หักลดหย่อนเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าเสี่ยงภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และ ฝึกอบรมมีเงินใช้ เหล่านี้ในความเป็นประเทศไทยจะมีความยุ่งยาก และล่าช้า ดังนั้นมาตรการที่บอกว่า จะสนับสนุนเงินให้กับแรงงานจำนวน 5 พันบาทต่อรายเป็นเวลา 3 เดือน เป็นห่วงว่า หากกระบวนการเกิดความล่าช้า หรือมีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น ก็อยากฝากไปยังรัฐบาลว่า การบริหารจัดการเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าเก่งไม่กลัว แต่กลัวช้า ดังนั้นขั้นตอนต่างๆ รัฐบาลยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะต้องจ่ายเงินให้กับผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 3 ล้านคน ให้เสร็จภายในวันที่เท่าไหร่ จะทันต่อสถานการณ์หรือไม่ แต่ขณะนี้ราคาสินค้าได้ขึ้นรอไว้ก่อนแล้ว คือความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง 

นายจตุพร กล่าวอีกว่า สถานการณ์หลังจากนี้ไปทุกฝ่ายต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเรากำลังเจออยู่กับอะไร และในแต่ละส่วนจะต้องมีความรับผิดชอบ รวมถึงมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ประชาชนนอกจากรับผิดชอบต่อตัวเองและต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวม โดยเชื่อว่า ความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ยังมีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหา วันนี้ตนเชื่อว่า ประชาชนแม้รัฐบาลประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว แม้ยังไม่บังคับใช้ แต่ความกังวลและความไม่สบายใจที่ยังแก้ไขปัญหาไม่ได้ โดยเฉพาะปัญหาปัญหาทางใจที่ใหญ่กว่าปัญหาทางกายที่วันนี้มีคนติดเชื้อเพิ่มอีก 107 ราย รวมผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด 934  ราย เสียชีวิต 4 ราย รักษาหาย 70 ราย  

"แต่ในโลกความเป็นจริงความวิตกกังวลเกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ หากทุกฝ่ายนั่งสมาธิคนละ 1 นาทีว่า เราจะช่วยชาติบ้านเมืองได้อย่างไร และจะต้องเสียสละกันบ้างอย่างไร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องไม่หาเศษหาเลยทางการเมือง คือ เวลานี้หากใครพูดหาเศษหาเลยทางการเมือง ซึ่งเคยได้รับความนิยมในเวลาปกติ หากมาผิดเวลาเช่นนี้ ความนิยมที่เคยได้ก็จะสูญหาย เพราะทุกคน ณ วันนี้ไม่ต้องการให้นักการเมืองมาเล่นการเมือง โดยไม่รู้จักกาลเทศะ ดังนั้นรัฐบาลต้องเป็นแบบอย่างที่สำคัญ นักการเมืองซีกฝ่ายค้าน ภาคประชาชนก็ต้องคิดเอาชาติบ้านเมืองให้รอด เพราะถึงอย่างไรก็ตามเมื่อไม่มีโควิด 19 แล้วเรายังทะเลาะกันได้เหมือนเดิม ยังเห็นต่างกันได้เหมือนเดิม  เพราะวันนี้หากไม่ร่วมกันแก้ปัญหาก็จะตายกันหมด ดังนั้นการคิดเสียสละเช่นนี้ ทุกฝ่ายต้องมีวุฒิภาวะทางการเมือง"

หลังจากนี้ไป รัฐบาลต้องยิ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อแก้ไขโรคระบาด โควิด 19 ไม่ใช่เป็นการแก้ไขโรคระบาดการเมือง หากวันใดรัฐบาลใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง รัฐบาลก็จะล่มสลาย เพราะเป็นเส้นด้ายบางๆที่คนไม่สบายใจอยู่แล้ว

 สำหรับการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ล่าสุดจำกัดสิทธิ์สื่อมวลชนเข้าร่วมฟังการแถลงข่าว อนุญาตเพียงสื่อช่องหลักนั้น หากเริ่มต้นเช่นนี้ก็เหนื่อย และรัฐบาลจะเสียหายเอง ดังนั้นรัฐบาลควรคิดเสียใหม่ อย่างอ้างเรื่องสถานที่แคบ หรือจำกัดบุคคล แต่สามารถป้องกันได้ ทั้งการใส่หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือ  การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย การพ้นยาฆ่าเชื้อในสถานที่ หรือ วิธีการใดก็ได้  แต่อย่าใช่การจำกัดสิทธิ์โทรทัศน์ทางการเมืองเช่นนี้ ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อสารของประชาชนอีกซีกหนึ่งจะได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล อีกทั้ง วิธีคิดการแบ่งเช่นนี้ เคยแบ่งในยามที่บ้านเมืองไม่ปกติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สู้ทางการเมืองก็แบ่งกันมาแล้ว ครั้งนี้สู้กับโรคระบาดยังมาคิดแบ่งสื่ออีกหรือ พร้อมเรียกร้องการแถลงครั้งต่อไป อย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก


ตลาดข่าววันนี้.......ยังคงเซ็งแซ่อยู่กับเรื่องศึกชิงตำแหน่ง "เจ้าสำนัก" พลังประชารัฐ ระหว่างทีมบุ๋น "สมคิด-อุตตม-สนธิรัตน์"กับทีมบู๊ "พลเอกประวิตร-สุริยะ-สมศักดิ์"

พปชร.ที่ 'อยู่เป็น-อยู่ไม่เป็น'
"การเมืองวันที่ไม่มีประยุทธ์"
เมื่อ "ทัวร์ลง" เดือนพฤษภา.
"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"