4 ตัวอย่างรมต.-ส.ส.ประชาธิปัตย์ ก้มหน้าทำงาน งดวิจารณ์การเมือง


เพิ่มเพื่อน    

        ยามที่พรรคประชาธิปัตย์โดนถล่มเละจากสังคม ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ทั้งการแก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัยที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ และราคาไข่ไก่ที่แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว

        สาเหตุที่ทำให้พรรคกลายเป็นตำบลกระสุนตก มาจากรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องนี้ คือ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ชะงัก

        แม้พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ในเวลาเดียวกันก็มีคนของพรรคอีกมากเดินหน้าทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด ทั้งรัฐมนตรีและ ส.ส.ไม่มีปริปากหรือจิกกัดด่าว่ารัฐบาล กลับตรงข้ามก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์

        ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากเคหะสถานระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ซึ่งบ้านเราก็มีคนจำนวนหนึ่งที่เป็นพวกเร่ร่อน ไร้บ้าน ไม่อาจปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ อีกทั้งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะสามารถติดไวรัสโควิด-19 ได้ง่าย

        ดังนั้น “จุติ ไกรฤกษ์” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเจ้ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงต้องเข้าไปดูแล เพราะเป็นส่วนงานที่ต้องรับผิดชอบ

        ล่าสุด รมว.พม.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มคนดังกล่าว พร้อมคอนเซ็ปต์ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือดูแลจัดที่พักสะอาด ปลอดภัย แถมฟรีอาหาร 3 มื้อ โดยอาคารที่จัดให้มีทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ 1.บ้านมิตรไมตรี 4 มุมเมือง กรุงเทพมหานคร (อ่อนนุช) 2.บ้านมิตรไมตรี 4 มุมเมือง กรุงเทพมหานคร (ธนบุรี) 3.บ้านมิตรไมตรี 4 มุมเมือง กรุงเทพมหานคร (ดินแดง) 4.บ้านสร้างโอกาส ปทุมธานี และ 5.บ้านสร้างโอกาส ปากเกร็ด พร้อมทั้งมีอาหารครบ 3 มื้อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

        นอกจากนี้ สถานที่รองรับทั้ง 5 แห่ง จะมีเจ้าหน้าที่พูดคุยให้คำแนะนำปรึกษาเพื่อทำความเข้าใจ พร้อมแจ้งสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับสวัสดิการสังคมต่างๆ จากรัฐ มีบริการทางการแพทย์ และการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทั้งเช้าและเย็น โดยจะมีรถ กระทรวง พม. พร้อมรับส่งไปยังที่พักทั้ง 5 แห่ง ทั้งนี้ ในระยะยาวจะมีการสอนฝึกอาชีพ เพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอในการพึ่งพาตนเอง จะได้ไม่ต้องกลับมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะอีก

        นอกจากนี้ ยังมี “นิพนธ์ บุญญามณี” รองหัวหน้าพรรค ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกว่าแทบจะเป็นเบอร์ต้นๆ ที่ผุดโครงการผลิตหน้ากากผ้าแจกจ่าย โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลาง 225 ล้านบาทให้เมื่อวันที่ 3 มี.ค. และเกิดเป็นโครงการรวมพลังคนไทยร่วมใจป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19

        กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ประสานให้เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั้งประเทศ ดำเนินการ สามารถผลิตและแจกจ่ายไปแล้ว ซึ่งยอด ณ วันที่ 31 มี.ค. 42 ล้านชิ้น และตั้งเป้าหมายไว้ที่ 50 ล้านชิ้น

        เลือดแท้ ปชป.รายต่อไป ที่อยากกล่าวถึงนั้น เป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่กับประชาธิปัตย์โซนจังหวัดกระบี่มานาน จนรอบนี้ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ “พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล” ทายาทการเมืองของ “พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล” อดีตรัฐมนตรีและอดีต ส.ส.กระบี่หลายสมัยติดต่อกัน 

        ในช่วงแพ้ระบาด แม้ “พิมพ์รพี” จะเป็น ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่เธอมีความผูกพันธ์ใกล้ชิดกับชาวกระบี่ ทำงานพัฒนาสังคมมาหลายสิบปี วันนี้กักตัวเองอยู่ในจังหวัด และใช้เวลาให้เกิดประโยชน์

        ระดมพรรคพวกช่วยกันผลิตตู้ป้องกันโควิด-19 ซึ่งทำมาจากพลาสติกและท่อน้ำ PVC เพื่อเป็นอุปกรณ์กันไวรัสระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วย จนถึงปัจจุบันแจกให้กับสถานพยาบาลทั้งในระดับตำบลและอำเภอไปแล้ว 80 ตัว

        ปิดท้ายที่ “อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส.ส.คนรุ่นใหม่สมัยแรก ประกาศเปรี้ยง ขณะนี้ทำโครงการ “MiniMask” หน้ากากผ้าเพื่อเด็ก แจก 1 แสนชิ้น พร้อมส่งให้พี่น้องประชาชนที่มาลงทะเบียนฟรีทางไปรษณีย์ ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีมาก เผลอแปบเดียวโควตาเต็ม แถมยังมีผู้สนใจต้องการร่วมทำบุญในโครงการนี้อีก

        ทำให้ “ส.ส.บิล” ตัดสินใจทำต่อ โดยเชิญชวนให้บริจาคเงินคนละ 19 บาท เพื่อใช้สำหรับซื้อวัสดุในการตัดเย็บ และเป็นค่าจ้างสำหรับกลุ่มแม่บ้าน โดยเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านชิ้น

        นี่คือ 4 ตัวอย่างของชาวเลือดฟ้าที่พิสูจน์ฝีมือด้วยการลงมือทำ เน้นทำงานมากกว่าเน้นพูด หรือทำสงครามน้ำลายทางการเมือง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ของพรรคประชาธิปัตย์

        ฉะนั้น ใครที่กำลังพูดสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น มากกว่าทำประโยชน์ จงหยุด และให้ยึดพระคติธรรมในสมเด็จพระสังฆราช ที่ประทานเป็นกำลังใจในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ใจความว่า “เมื่อถึงยามคับขัน ประชาชนต้องการผู้กล้าหาญ, เมื่อถึงคราวปรึกษางาน ต้องการผู้ที่ไม่พูดพล่าม, ยามมีข้าวน้ำ ต้องการผู้เป็นที่รัก, ยามเกิดปัญหา ต้องการบัณฑิต ขอทุกท่านจงเป็นผู้กล้าหาญ ที่จะละความดื้อด้านเห็นแก่ตัว ความเคยตัว และความไม่ระมัดระวังตัว ขอจงเป็นผู้ที่ไม่พูดพล่าม โดยปราศจากสาระ ก่อความร้าวฉานชิงชัง ในยามที่สังคมต้องการสาระ คำปรึกษาหารือ และกำลังใจ แต่จงประพฤติตนเป็นบัณฑิต ผู้รู้รักษากายใจของตัวให้ปลอดจากโรคกายโรคใจ เป็นผู้ฉลาดศึกษา ค้นคว้า วางแผน ชี้แนะ และลงมือทำ”.


เสาร์นี้...เป็นเสาร์สุดท้าย "เดือนพฤษภา."นักสถิติศาสตร์การบ้าน-การเมืองบอกว่า "พฤษภา.กับตุลา." เป็นเดือน "ชง" ของประเทศ

"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"