อานิสงส์COVID 'พลังเงียบ'หนุน รัฐบาลประยุทธ์


เพิ่มเพื่อน    


    วิกฤติโควิด-19 ซูเปอร์โพลพบส่งผลกลุ่มพลังเงียบสนับสนุนรัฐบาลบิ๊กตู่เพิ่มขึ้น สวนทางกลุ่มนิยมรัฐบาล คะแนนนิยมลดน้อยลง ประชาชนจี้ฝ่ายการเมืองช่วยลดภาระรายจ่ายลงอีก 
    เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจด้วยวิธีผสมผสาน (Mixed Method) ทั้งในและนอกโลกโซเชียลมีเดีย เรื่องคนเครียด โควิด-19 โดยศึกษาจากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ รวม 1,012 ตัวอย่าง 
    ผลโพลพบประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 74.8 รับรู้ว่าคนไทยเสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 น้อยกว่าประเทศอื่น รองลงมาร้อยละ 25.2 ระบุว่าคนไทยเสียชีวิตไม่น้อยกว่าประเทศอื่น และเมื่อถามถึงสิ่งที่พบเห็นในช่วงที่เกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 73.2 เห็นระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเข้มแข็ง ทำให้ทุกภาคส่วนตื่นตัวดูแลสุขภาพกันมากขึ้น รองลงมาร้อยละ 23.8 ระบุว่าปานกลาง ส่วนประชาชนร้อยละ 3.0 ระบุว่าน้อยมาก     
    เมื่อถามถึงผลกระทบช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 66.2 ระบุว่ารายได้ลดลง รองลงมาร้อยละ 28.3 ระบุว่าเหมือนเดิม มีเพียงร้อยละ 5.5 ระบุเพิ่มว่ามีรายได้ขึ้น
     "ที่น่าห่วงอย่างยิ่งคือ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 67.5 ระบุว่า มีความเครียดเพิ่มขึ้น รองลงมาร้อยละ 30.5 ระบุว่าเหมือนเดิม ขณะที่ประชาชนร้อยละ 2.0 ระบุว่าความเครียดลดลง" ผลสำรวจระบุ
    ส่วนคำถามในผลสำรวจที่ว่า สิ่งที่ต้องการจากฝ่ายการเมือง พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 91.7 ต้องการให้ฝ่ายการเมืองช่วยลดภาระรายจ่ายลงอีก รองลงมาร้อยละ 8.3 ระบุว่าเพียงพอแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 90.3 ต้องการให้ช่วยจ้างงานและช่วยคนตกงานให้มากขึ้น ขณะที่ประชาชนร้อยละ 9.7 ระบุว่าพอใจแล้ว และที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมคือ เมื่อศึกษาถึงแนวโน้มเกี่ยวกับจุดยืนทางการเมืองตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2562 มาจนถึงวันที่นายกรัฐมนตรีขอให้มหาเศรษฐีช่วยแก้ปัญหาวิกฤติไวรัสโควิด-19 พบว่ากลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลลดลงจากร้อยละ 41.2 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 36.2 ส่วนกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลลดลงเช่นกัน จากร้อยละ 31.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 26.6 ขณะที่กลุ่มพลังเงียบสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27.7 มาอยู่ที่ร้อยละ 37.2
     ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า สาเหตุที่ประชาชนมีความเครียดเกิดจากปัจจัย 2 ส่วน คือ 1.รายได้ลดลง, ตกงาน และรายจ่ายเพิ่ม 2.การอยู่บ้านกักตัว, ข่าวลือ, ข้อมูลลวง และความแตกแยกทางการเมือง ทำให้คนไทยมีความเครียดเพิ่มสูงขึ้น การแก้ไขส่วนที่ 1 ควรใช้ "แนวเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข" อัดฉีดเงินเข้าสู่ 3 ช่องทางคือ อัดฉีดเงินโดยตรงให้กับประชาชนกว่า 20 ล้านที่ขึ้นทะเบียนขอรับเงินเยียวยา โดยจะให้มากหรือให้น้อย อยู่ที่การพิจารณา แต่เชื่อว่าทุกคนจะไม่ผิดหวัง ช่องทางที่ 2 คืออัดฉีดเงินไปที่วิสาหกิจชุมชนกว่า 8 หมื่นชุมชนทั่วประเทศ เพื่อช่วยสร้างงานสร้างอาชีพตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และช่องทางที่ 3 คืออัดฉีดเงินไปยังผู้ประกอบการธุรกิจที่ขึ้นทะเบียนกระทรวงการคลัง
    สำหรับแนวทางการแก้ไขในส่วนที่ 2 คือ เสนอให้จัดตั้ง "กลุ่มเพื่อนทางไกล" เพื่อช่วยบรรเทาความเครียดของประชาชน นำโดยกลุ่มจิตแพทย์และจิตอาสาจากทุกภาคส่วน ให้เข้าถึงประชาชนระดับปัจเจกบุคคลและครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือเยียวยาทางด้านจิตใจ
    "หากผลเอกซเรย์คัดกรองพบว่าประชาชนกำลังเดือดร้อนต้องการรับการรักษาเยียวยาด้านวัตถุและเหตุปัจจัยอื่น ควรให้คณะบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญคือหากรัฐบาลจับมือฝ่ายค้านทำงานร่วมกันโดยไม่แบ่งแยก จะช่วยให้คนทั้งประเทศฝ่าฟันวิกฤติไวรัสโควิด-19 ได้อย่างสัมฤทธิผลในอนาคต" ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าว.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"