ไต้หวัน ณ วันที่มี ผู้ติดเชื้อใหม่เท่ากับ 0


เพิ่มเพื่อน    

            ตัวหนังสือ Zero หรือ "ศูนย์" ที่ขึ้นเป็นไฟตัวเบ้อเร่อบนตึกโรงแรม Grand Hotel Taipei วันก่อน เป็นการประกาศชัยชนะของเกาะแห่งนี้ในการสู้กับโควิด-19

            วันนั้นตรงกับ 14 เมษายนที่ผ่านมา เป็นวันแรกในรอบ 36 วันที่ไต้หวันไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่

            รัฐมนตรีสาธารณสุขไต้หวัน เฉิน ซื่อจุง ประกาศก่อนหน้านั้นว่าไม่พบผู้ป่วยใหม่จากโควิด-19 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม...หรือ 36 วันก่อนหน้านั้น

            ผู้จัดการโรงแรมบอกว่าการเปิดไฟ Zero ก็เพื่อ "บอกทุกคนในไต้หวันและทั้งโลกว่าเราทำได้"

            อย่างน้อย 3 ประเทศและ 1 เกาะ (ไต้หวัน) ที่ได้ชื่อว่าสามารถรับมือกับโควิดได้ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพ โดยวัดจากจำนวนคนติดเชื้อและเสียชีวิต

            นั่นคือเกาหลีใต้, ไอซ์แลนด์, เยอรมนี และไต้หวัน

            ไต้หวันมีประชากร 24 ล้านคน มีผู้ป่วยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ 390 รายและเสียชีวิต 6 ราย

            และทำได้ด้วยตัวเลขที่ต่ำเตี้ยทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้วิธี "ปิดเมือง" หรือ lockdown แต่อย่างใด

            สูตรแห่งความสำเร็จน่าจะเป็น

            1.เตรียมพร้อมตลอดเวลา

            2.ตัดสินใจและลงมือทำทันที ไม่ลังเล ไม่ล่าช้า

            3.ตรวจเร็ว ติดตาม และกักตัว (Test, Trace, Quarantine)

            4.ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการแก้ปัญหา อย่าใช้ความรู้สึก ห้ามเอาการเมืองนำหน้า

            ไต้หวันมีการเตรียมพร้อมในระดับดีเพราะเคยได้รับบทเรียนสาหัสสมัยโรค SARS ในปี 2003 ที่คร่าชีวิต 181 คนบนเกาะแห่งนี้

            หลังจากนั้นจึงตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านโรคระบาดเป็นการเฉพาะที่เรียกว่า Central Epidemic  Command Center

            กลไกนี้สามารถยกขึ้นเป็นวอร์รูมระดับชาติได้เมื่อเกิดโรคระบาด

            พอเห็นสัญญาณแรกๆ เมื่อวันที่ 20 มกราคม ศูนย์แห่งนี้ก็ถูกสั่งการให้เริ่มทำงานทันที

            ก่อนหน้าที่จะมีคนติดเชื้อคนแรกด้วยซ้ำ

            ที่สำคัญคือ ศูนย์แห่งนี้มีอิสระในการทำงานของตัวเอง สามารถตัดสินใจเดินเครื่องได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง

            ภายใน 3 สัปดาห์ศูนย์แห่งนี้ตัดสินใจเดินเรื่องอย่างน้อย 120 รายการ

            เช็กลิสต์นี้คือ "คู่มือ" สำหรับการตั้งรับโรคระบาดได้เกือบทุกกรณี

            ปัจจัยสำคัญต่อมาคือ "ความเร็วและเร่งด่วน"

            เกือบจะทันทีที่รัฐบาลจีนรายงาน WHO ว่ามีโรคระบาดที่เมืองอู่ฮั่น ไต้หวันก็ประกาศเตือนภัยทันที

            วันที่ 20 มกราคม ไต้หวันสั่งให้ "ระวังภัย" เที่ยวบินจากอู่ฮั่น และสองวันต่อมาทางการก็เริ่มส่งคำเตือนและข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรคระบาดให้ประชาชนได้รับทราบทุกวัน

            ทั้งๆ ที่วันนั้นมีคนติดเชื้อเพียง 1 คน

            หนึ่งสัปดาห์หลังจากมีคนป่วยรายแรก ไต้หวันเริ่มแจกมือถือที่ใช้การติดตามผู้ถูกกักตัวด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

            พร้อมทั้งประกาศควบคุมการเดินทางเข้าออกโดยเน้นไปที่มณฑลหูเป่ย์ของจีนแผ่นดินใหญ่

            ตั้งแต่วันนั้นถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลไต้หวันเพิ่มมาตรการควบคุมเพื่อสกัดการขยายตัวของไวรัสตัวนี้

            ตอนที่ประกาศให้ผู้คนใช้นโยบาย "รักษาระยะห่าง" หรือ social distancing เมื่อวันที่ 1 เมษายนนั้น ไต้หวันมีคนติดเชื้อเพียง 335 คนเท่านั้น

            มาตรการที่สำคัญต่อมาคือ test, trace and quarantine นั่นคือการไล่ตรวจ, ไล่ล่า และกักตัวคนที่เข้าข่ายต้องสงสัย

            ทั้งคนติดเชื้อและคนที่อยู่ใกล้ชิด

            ไต้หวันใช้วิธีการตรวจแบบรุก ตามตรวจคนที่ลงจากรถ เรือ และเครื่องบินอย่างละเอียด

            ใครมีอาการหวัดหรือปอดบวมจะถูกตรวจซ้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าการตรวจครั้งแรกไม่มีความผิดพลาด

            ที่น่าจะสำคัญไม่แพ้กันคือการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี

            สิ่งที่ไทยเรายังไม่ได้ทำเหมือนไต้หวันคือ การเชื่อมฐานข้อมูลของรายชื่อผู้ประกันสุขภาพกับศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง

            เมื่อมีการบริหารข้อมูลจากหลายๆ แหล่งเช่นนี้ ก็สามารถใช้ในการสร้างระบบส่งข้อความเตือนประชาชน เพื่อตรวจหาประชากรที่เข้าเกณฑ์ "สุ่มเสี่ยง" เพื่อช่วยกักและรักษาได้ทันท่วงที

            เป็นการป้องกันไม่ให้เกิด super spreader หรือพาหะนำเชื้อที่สามารถแพร่ไปให้หลายๆ คนได้

            ด้วยระบบการผสมผสานฐานข้อมูลเช่นนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจหาผู้ติดเชื้อและผู้เข้าข่ายเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

            ใครก็ตามที่ไปหาหมอเพราะมีอาการทางเดินหายใจไม่ปกติ ฐานข้อมูลทางด้านประกันสุขภาพก็จะเก็บข้อมูลไว้ และเมื่อมีการระบาดของโรคเมื่อใดก็ย่อมจะตามตัวทุกคนที่ต้องได้รับการดูแลและรักษาได้ตลอด

            ไต้หวันจึงได้รับการยกย่องว่าเก่งกว่าหลายๆ ประเทศเช่นนี้เอง. 


"เพนกวิน-รุ้ง-ไมค์-อานนท์" วันนี้คึกเขาน่าจะรู้...คึกวันนี้ แต่คุกพรุ่งนี้!เพราะเขาไม่ใช่เด็กแล้ว เป็นทนาย เป็นนักศึกษาปริญญาตรี-โท ยกเว้นนายไมค์ ศึกษาขยะศาสตร์ ในมหา'ลัยชีวิตจริง 

ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!