มะกันสู้ภัยCOVID ทุ่ม5แสนล.ดอลล์ ทรัมป์ชงฉาย‘ยูวี’


เพิ่มเพื่อน    

 ชาวมุสลิมทั่วโลกเริ่มถือศีลอดภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ อินโดนีเซียสั่งห้ามเดินทางโดยเรือและเครื่องบิน สิงคโปร์ยอดติดเชื้อรายใหม่ต่ำกว่าพันแล้ว รัฐสภาสหรัฐผ่านงบช่วยเหลืออีกก้อนเกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์ "หมอทรัมป์" ล่อเป้า แนะนักวิจัยควรลองฉีดสารฆ่าเชื้อโรคหรือฉายแสงยูวีเข้าร่างกายผู้ป่วยโควิด-19

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2563 ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ SARS-CoV-2 ทำให้ชาวมุสลิมหลายพันล้านคนทั่วโลกต้องปฏิบัติตนในช่วงฤดูถือศีลอดเดือนรอมฎอนต่างจากอดีตที่ผ่านมา โดยรัฐบาลหลายประเทศยังคงใช้มาตรการล็อกดาวน์ ขอให้ประชาชนอยู่บ้าน ห้ามการประกอบพิธีในมัสยิด และห้ามการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก แม้แต่การรวมญาติมิตรร่วมรับประทานอิฟตาร์ หรืออาหารมื้อละศีลอด
    อย่างไรก็ดี ยังมีผู้นำศาสนาและมุสลิมหัวอนุรักษนิยมบางรายที่ประกาศจะขัดขืนมาตรการห้ามนี้ รวมถึงที่บังกลาเทศและปากีสถาน ซึ่งผู้คนจำนวนมากยังมาร่วมพิธีละหมาดเมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดี เช่นเดียวกับที่อินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก มัสยิดใหญ่สุดในจังหวัดอาเจะห์ก็มีคนเข้าร่วมละหมาดหลายพันคน 
    องค์การอนามัยโลกเคยร้องขอให้หยุดกิจกรรมบางอย่างในช่วงเดือนรอมฎอนเพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ ทั้งนี้ การรวมตัวในมัสยิดเคยเป็นศูนย์กลางของการแพร่เชื้อกลุ่มใหญ่มาแล้วทั้งที่มาเลเซีย, ปากีสถาน และอินเดีย 
    เมื่อวันพฤหัสบดี รัฐบาลอินโดนีเซียออกคำสั่งห้ามการเดินทางทางเรือและทางอากาศทั้งหมดเริ่มมีผลตั้งแต่วันศุกร์ ไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายน เนื่องจากหวั่นเกรงว่าการเดินทางกลับบ้านช่วงเทศกาลอีดิลฟิตรีในช่วงวันหยุดฉลองสิ้นสุดรอมฎอนของประชากรหลายร้อยล้านคนจะยิ่งทำให้ไวรัสแพร่กระจายมากขึ้น แต่มาตรการล่าสุดนี้ไม่ครอบคลุมถึงกรณีฉุกเฉิน, การทูตหรือการขนส่งสินค้า
    เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียแถลงเมื่อวันศุกร์ว่า อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มเป็นสถิติสูงสุดรายวันที่ 436 คน ยอดสะสมเพิ่มเป็น 8,211 คน เสียชีวิตเพิ่ม 42 คน ยอดรวมเป็น 689 ศพ
    ในกลุ่มอาเซียน สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 897 คน ลดลงจากจำนวนมากกว่า 1,000 คนที่เพิ่มติดต่อกันนาน 4 วัน ยอดรวมผู้ติดเชื้อ 12,075 คน เสียชีวิต 12 คนเท่าเดิม, มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 88 คน ยอดสะสม 5,691 คน เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน รวมเป็น 96 ศพ และฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 211 คน ยอดสะสม 7,192 คน เสียชีวิตเพิ่ม 15 คน ยอดตายรวมเป็น 477 ศพ 
    วันเดียวกัน ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์เพิ่งมีคำสั่งให้ขยายเวลาล็อกดาวน์กรุงมะนิลาออกไปถึงวันที่ 15 พฤษภาคม หรือนานรวม 8 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังขยายไปยังภูมิภาคอื่นที่มีการระบาดหนัก และผ่อนคลายในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้อย สถานีโทรทัศน์ของฟิลิปปินส์รายงานด้วยว่า ดูเตร์เตยังกล่าวระหว่างการประชุมกับคณะทำงานวิกฤติโดยเขาเสนอรางวัล 50 ล้านเปโซ (เกือบ 32 ล้านบาท) แก่ชาวฟิลิปปินส์ที่สามารถผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้
    ถึงขณะนี้ โควิด-19 คร่าชีวิตชาวโลกแล้วมากกว่า 191,000 ราย จากผู้ติดเชื้อมากกว่า 2,721,000 ราย สหรัฐอเมริกาสถานการณ์หนักที่สุดในโลก มีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 869,000 ราย เสียชีวิตแล้วเกือบ 50,000 ราย และก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากมาตรการล็อกดาวน์ที่กักประชากรอเมริกันกว่าครึ่งประเทศให้อยู่กับบ้าน โดยมีคนตกงานแล้วมากกว่า 26 ล้านคนนับแต่เกิดการระบาดรุนแรงในสหรัฐ
    เมื่อวันพฤหัสบดี รัฐสภาสหรัฐเพิ่งอนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 483,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มเติมจากงบ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ก่อนหน้านี้ งบก้อนล่าสุดจะช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กที่เสี่ยงต่อการล้มละลายและสนับสนุนโรงพยาบาลที่ขาดแคลน
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปรารถนาจะเปิดเศรษฐกิจของประเทศโดยเร็ว แต่ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐเพิ่งเตือนให้ระวังการแพร่ระบาดระลอกสองที่อาจรุนแรงกว่ารอบนี้ เพื่ออาจเกิดในช่วงฤดูหนาวที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐ 
    ระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดี วิลเลียม ไบรอัน ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ นำเสนอผลการศึกษาที่ยังไม่เคยตีพิมพ์หรือผ่านการตรวจทานโดยในแวดวงนักวิทยาศาสตร์ ว่านักวิทยาศาสตร์พบว่าแสงแดด, ความร้อน และความชื้น สามารถฆ่าไวรัสโคโรนาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่อยู่บนพื้นผิววัสดุหรือที่ลอยในอากาศ เพิ่มความหวังว่าโรคระบาดนี้อาจลดการแพร่เชื้อได้ในช่วงฤดูร้อน
    ประธานาธิบดีทรัมป์ยกผลการศึกษาดังกล่าวมาแนะนำนักวิจัยว่า ควรค้นคว้าเพิ่มเติมในประเด็นนี้ โดยทรัมป์กล่าวกับ ดร.เดบอราห์ เบิร์กซ์ ผู้ประสานงานด้านไวรัสโคโรนาของทำเนียบขาว ว่าน่าจะมีการทดลองฉายแสงอัลตราไวโอเลตใส่ร่างกายผู้ป่วย หรือฉีดสารฆ่าเชื้อโรคเข้าร่างกายผู้ป่วย 
    "ผมว่า ถ้าคุณลองฉายแสงเข้าไปในร่างกาย ซึ่งคุณสามารถทำได้ผ่านทางผิวหนังหรือด้วยวิธีอื่น ผมคิดว่าคุณเคยบอกว่ากำลังทดสอบเรื่องนี้อยู่ด้วยเช่นกัน ฟังดูน่าสนใจ" ทรัมป์กล่าว "แล้วผมยังเห็นยาฆ่าเชื้อที่สามารถฆ่ามันได้ใน 1 นาที แค่ 1 นาที และมีวิธีที่เราสามารถทำอะไรแบบนั้นได้ เช่นการฉีดเข้าร่างกายหรือการทำความสะอาด น่าสนใจที่จะลองดู"
    บีบีซีรายงานว่า ภายหลังคำแถลงของทรัมป์ บรรดาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญออกมาตำหนิและกล่าวแย้งเขาทันที โดยเตือนว่าการทำตามคำแนะนำของทรัมป์เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ เช่น ดร.วิด คุปตา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการหายใจ กล่าวกับเอ็นบีซีนิวส์ว่า การแนะนำให้ฉีดหรือกินสารทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคเข้าร่างกายเป็นเรื่องที่ไม่รับผิดชอบและอันตราย ส่วนคาซิฟ มาห์มูด แพทย์จากเวสต์เวอร์จิเนียทวีตว่า ในฐานะแพทย์ เขาไม่แนะนำให้ฉีดสารฆ่าเชื้อโรคเข้าปอด หรือใช้รังสียูวีภายในร่างกายเพื่อรักษาโควิด-19.
 


โทษทีเถอะ.... มัวไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลซะ ๒ วัน เรื่อง "ตำรวจ-อัยการ" สั่งไม่ฟ้อง "นายบอส เรดบูล" เลยเหมือนผม "สับไกค้าง"

ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'
"บอส-เรดบูล" เมาหลังขับ?