เยียวยาทุกคนเท่ากันเลยดีกว่าไหม


เพิ่มเพื่อน    

รัฐบาลมีแผนในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่เชื้อโควิด-19 โดยแจกเงินจำนวนเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลาสามเดือนให้กับผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม คือผู้ที่มีอาชีพอิสระ เช่น คนขับแท็กซี่ พนักงานเสริฟ พนักงานโรงแรม พนักงานนวด/เสริมสวย ช่างตัดผม ฯลฯ ขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยานี้เป็นจำนวนกว่า 27 ล้านคนแล้ว กระทรวงการคลังได้คัดกรองผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและจ่ายเงินเดือนแรกออกไปแล้วให้กับผู้ลงทะเบียนจำนวนประมาณ 4 ล้านคน

แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ผ่านการคัดกรอง โดยกระทรวงการคลังแจ้งว่าไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เช่น เป็นนักศึกษา เป็นเกษตรกร หรือมีอาชีพที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นี้ สร้างความไม่พอใจให้กับบุคคลเหล่านี้ เพราะปรากฏว่าบางคนอายุเกือบ 50 ปีขี่วินมอเตอร์ไซค์ แต่ถูกระบุว่าเป็นนักศึกษา บางคนไม่เคยทำไร่ทำนาเลย แต่ถูกปฏิเสธเพราะระบบ artificial intelligence (AI) ของกระทรวงการคลังจัดให้เป็นเกษตรกร แม้ว่าภาครัฐจะยอมให้มีการอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิ์ได้ แต่ก็เชื่อว่าความวุ่นวายต่างๆ คงไม่หมดไปง่ายๆ คงจะมีความผิดพลาดในระบบคัดกรองและการประท้วงต่อไป และการแจกจ่ายเงินออกมาให้ผู้คนได้ใช้จ่ายเพื่อบรรเทาปัญหาการว่างงานและการขาดรายได้ก็คงจะล่าช้าออกไปอีก

รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 9 ล้านคน จ่ายคนละ 15,000 บาทในสามเดือน จึงเป็นงบประมาณรวม 135,000 ล้านบาท แต่ผมเชื่อว่าเมื่อคัดกรองไปจนครบคนแล้ว อาจพบว่าจะต้องจ่ายชดเชยให้มากเกิน 9 ล้านคนแน่ๆ ซึ่งในที่สุดก็อาจจะทำให้ภาครัฐต้องจ่ายเงินรวมกันมากถึง 300,000 ล้านบาทก็ได้

อีกส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนคือการจ่ายเงินชดเชยการว่างงานจากกองทุนประกันสังคมให้กับผู้ที่เป็นสมาชิกของกองทุนฯ ที่ต้องออกจากงานอันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 คาดว่าผู้ได้รับเงินชดเชยส่วนนี้น่าจะมีจำนวนระหว่าง 1 - 2 ล้านคน และหากอัตราการชดเชยนี้เท่ากับเงินที่ภาครัฐจ่ายให้กับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม คือ 15,000 บาทในช่วงสามเดือนข้างหน้า เงินทั้งหมดที่จะจ่ายออกจากกองทุนประกันสังคมในส่วนนี้ก็น่าจะตกประมาณ 15,000 - 30,000 ล้านบาท

รัฐบาลยังมีแผนที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วย โดยในขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือส่วนนี้ แต่ข่าวเบื้องต้นระบุว่าจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้ผู้ที่ลงทะเบียนเป็นเกษตรกรครัวเรือนละ 30,000 บาท ในปัจจุบันมีเกษตรกรลงทะเบียนจำนวนประมาณ 7.5 ล้านครัวเรือน ถ้ารัฐบาลจ่ายเกษตรกรทุกครัวเรือนก็จะใช้งบประมาณรวม 300,000 ล้านบาท

เมื่อรวมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งสามกลุ่มข้างต้น คือ กลุ่มผู้มีอาชีพอิสระ (ที่ไม่ใช่เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม) กลุ่มผู้ที่เป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคม และกลุ่มเกษตรกร ก็จะปรากฏว่า รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้นระหว่าง 465,000 ล้านบาท ถึง 550,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากงบประมาณของรัฐและบางส่วนจ่ายออกจากกองทุนประกันสังคม

ผมอยากจะเสนอว่า แทนที่รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยาชดเชยแยกเป็นกลุ่มๆ ตามที่ได้วางแผนไว้ข้างต้น รัฐบาลน่าจะพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนคนไทยทุกคนในจำนวนเท่าๆ กัน โดยกำหนดจ่ายให้กับประชาชนที่มีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไป จะมียกเว้นก็เฉพาะบุคคลที่ได้รับเงินเดือน เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินช่วยเหลือเลี้ยงดู และสวัสดิการจากภาครัฐ ซึ่งก็ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมไปถึงนักโทษในคุก เท่านั้น

การจ่ายเงินเท่ากันเป็นรายหัวเป็นวิธีการเยียวยาที่สามารถบริหารจัดการได้โดยไม่ยุ่งยากมากนัก เพราะภาครัฐสามารถคัดกรองโดยตรวจสอบเฉพาะอายุและการเป็นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจได้โดยง่าย อย่างน้อยก็ง่ายกว่าเกณฑ์การคัดกรองที่ AI ของกระทรวงการคลังกำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น จึงเป็นการแจกจ่ายเงินที่ทำได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทั่วถึงด้วย

บางคนอาจจะค้านว่า วิธีการจ่ายเท่ากันรายหัวนี้มีความไม่เท่าเทียมกัน เพราะผู้ที่ได้รับการชดเชยมีรายได้ไม่เท่ากัน และมีบางกลุ่มไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 การชดเชยจึงไม่ควรใช้เงินจ่ายเท่ากันทุกคน

ผมต้องยอมรับในจุดอ่อนของวิธีการนี้ แต่เราก็ได้เห็นความยุ่งยากและความไร้ประสิทธิภาพของความพยายามที่จะคัดแยกเอาเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบที่มีรายได้น้อยแล้ว ผมต้องชี้ให้เห็นด้วยว่าวิกฤติโควิด-19 นี้มีผลกระทบต่อทุกคนในประเทศ (มนุษย์ทั่วโลกด้วยซ้ำไป) ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม มากบ้างน้อยบ้าง หากเรากำหนดให้ผู้ที่ต้องการรับเงินเยียวยานี้ต้องมาลงทะเบียนกับภาครัฐ ผมก็ยังหวังว่าผู้มีรายได้ค่อนข้างดีส่วนใหญ่ก็คงมีจิตสำนึกที่จะเลือกไม่มาลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินส่วนนี้จากภาครัฐ อันจะทำให้ความเป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

แล้วควรจ่ายหัวละเท่าไหร่? ต้องใช้เงินมากไหม? ผมเสนอให้พิจารณาโดยเทียบกับสองประเทศในโลกที่ใช้วิธีจ่ายเงินเยียวยาโควิด-19 เท่ากันทุกคน คือญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา รัฐบาลญี่ปุ่นแจกเงินเยียวยาประชาชนญี่ปุ่นทุกคนหัวละ 100,000 เยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 30,000 บาท รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังจ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ (stimulus check) ให้กับประชาชนอเมริกันหัวละ 1,200 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 40,000 บาท โดยให้เฉพาะกับคนที่มีรายได้ก่อนหักภาษีไม่เกิน 100,000 เหรียญต่อปี

การเปรียบเทียบกันระหว่างประเทศน่าจะเป็นการใช้ตัวเลขรายได้ต่อหัวเป็นเกณฑ์ การคำนวณรายได้ต่อหัวเมื่อปรับด้วยค่าครองชีพ (หรือที่เรียกว่า purchasing-power-parity per capita income) สำหรับปี 2560 แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีรายได้ต่อหัวประมาณ 60,000 เหรียญต่อปี ญี่ปุ่นมีรายได้ต่อหัวประมาณ 42,000 เหรียญต่อปี และไทยมีรายได้ต่อหัวประมาณ 18,000 เหรียญต่อปี เมื่อปรับตามความแตกต่างของรายได้ต่อหัวแล้ว ปรากฏว่าเงินเยียวยาในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะเทียบเท่ากับเงินเยียวยาในไทยที่มีมูลค่าประมาณ 12,000 บาทต่อคน

ดังนั้น เพื่อให้การเยียวยาในไทยไม่น้อยหน้ามาตรการเดียวกันกับที่ใช้ในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รัฐบาลไทยจึงควรจ่ายเงินเยียวยาโควิด-19 แก่คนไทยทุกคนในอัตราหัวละ 12,000 บาท

จำนวนคนที่รัฐบาลไทยจะต้องจ่ายเท่ากันเป็นรายหัวนี้น่าจะเป็นประมาณ 45 ล้านคน คือจำนวนผู้มีสัญชาติไทยทั้งหมดประมาณ 65 ล้านคน หักด้วยจำนวนคนไทยอายุต่ำกว่า 20 ปีประมาณ 15 ล้านคน และหักออกไปอีกด้วยจำนวนผู้เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสากิจ และผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงทะเบียนขอรับเงิน (อาจจะเป็นเพราะไม่เดือดร้อนมากนัก) รวมกันประมาณ 5 ล้านคน เบ็ดเสร็จแล้วมาตรการจ่ายชดเชยเท่ากันรายหัวจะต้องใช้เงินทั้งสิ้นประมาณ 540,000 ล้านบาท (12,000 คูณด้วย 45 ล้าน) ซึ่งอาจจะเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าเงินที่จะใช้ในมาตรการเยียวยาคนสามกลุ่มตามที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ขณะนี้ แต่จำนวนเงินที่มากกว่าก็ไม่น่าจะเกิน 100,000 ล้านบาท

ถึงแม้ว่าจะใช้เงินมากกว่าอยู่บ้าง แต่ผมเชื่อว่าการจ่ายเงินเยียวยาเท่ากันรายหัวน่าจะทำได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า ทั่วถึงกว่า และมีผลบรรเทาความเดือดร้อนได้มากกว่าด้วย หากจะเปลี่ยนมาใช้มาตรการนี้ก็ยังพอทำได้ในขณะนี้ เพราะเม็ดเงินที่ได้จ่ายออกไปแล้วภายใต้มาตรการปัจจุบันก็สามารถปรับมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาเท่ากันรายหัวได้ และจำนวนเงินรายหัวที่ลดลง (จาก 15,000 บาท) ก็น่าจะเป็นสิ่งที่พอยอมรับได้เพราะถือว่าเป็นการกระจายรายได้ออกไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

อนึ่ง รัฐบาลควรจะใช้โอกาสในการแจกเงินให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในคราวนี้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและขอความร่วมมือจากผู้ได้รับประโยชน์นี้ เพื่อนำเอาใช้เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการ/ควบคุม/สืบสวนโรคการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น อาทิเช่น การกำหนดหรือขอความร่วมมือให้ผู้ได้รับเงินเยียวยาทุกคนใช้แอพพลิเคชั่นบางอย่าง (เช่น แอพฯ ที่ชื่อ “หมอชนะ”) บนมือถือ เพื่อทำให้ contact tracing เป็นไปได้อย่างครบถ้วนและรวดเร็วมากขึ้น

พรายพล คุ้มทรัพย์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.