ป่วยใหม่เพิ่ม1ติดเชื้อจ่อเป็นศูนย์


เพิ่มเพื่อน    

  เฮทั้งประเทศ! พบติดเชื้อเพิ่มแค่ 1 ราย ศบค.ย้ำต้องมีสติ-ร่วมมือกัน 100% คาด 2 เดือนปลอดโควิด สธ.แจงสาเหตุตรวจเชื้อยะลาผิดพลาด รู้ผลรอบสาม 6 พ.ค. กมธ.สาธารณสุขสภาจ่อเรียกสอบ ชี้เรื่องใหญ่กระทบเชื่อมั่นประเทศ กห.เตรียมโรงแรม 7 แห่งชลบุรีกักตัวคนไทยกลับจากต่างแดน

     ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม เวลา 11.30 น. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.แถลงว่า  สถานการณ์ในประเทศไทยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 1 ราย เป็นชายไทยอายุ 46 ปี อยู่ใน จ.นราธิวาส มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน มีอาการไข้ น้ำมูก เจ็บคอ มีเสมหะ หายใจเหนื่อยหอบเมื่อวันที่ 25 เม.ย. จากนั้นไปรักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งใน จ.นราธิวาส และตรวจพบโควิด-19 ในวันที่ 4 พ.ค.มีประวัติไปร่วมศาสนพิธีในต่างประเทศ และยังมีการสัมผัสในครอบครัว ชุมชน ซึ่งยังต้องหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป ยังไม่เจาะจงสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 2,988 ราย หายป่วยสะสม 2,747 ราย และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม
     สำหรับกรณีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อที่ จ.ยะลา ขอให้รอผลอีกสักนิด เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ต้องเก็บตัวอย่างและทบทวนกระบวนการทั้งหมด โดยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  จะประชุมเพื่อหาแนวทางคลายข้อสงสัยให้เห็นถึงมาตรฐานของการปฏิบัติการ ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการตรวจเชื้อนั้น เรื่องนี้ สธ.ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งตามนโยบายที่ให้เพิ่มปริมาณห้องปฏิบัติการจะต้องเพิ่มคุณภาพไปด้วยกัน  แต่ยอมรับว่าการปฏิบัติทุกอย่างมีเรื่องต้องเรียนรู้ให้เท่าทันกัน แล็บที่เปิดใหม่กับแล็บที่เปิดมา 3-4  เดือนมีข้อจำกัด แต่ผู้บริหารให้ความสำคัญจึงคิดในหลายระบบ แล็บใหม่อาจต้องตรวจสองแล็บ และแล็บอ้างอิงในส่วนกลางเพื่อความมั่นใจของประชาชน ต้องทำทุกอย่างเพื่อความมั่นใจของประชาชน  เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถ้าข้อต่อเชื่อมไม่สนิท หลวมเมื่อไหร่จะขับเคลื่อนไม่ได้ เราจะนำข้อห่วงใยไปสู่การพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น
    นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าสถานที่ที่พบเชื้อมากที่สุด ได้แก่ ในศูนย์กักกัน รองลงมาคือ การสัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้า การค้นหาเชิงรุก ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศและอยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้และสถานที่ชุมชน ขณะที่ปริมาณการตรวจหาเชื้อตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.มีมากถึง  50,741 ราย พบผู้ติดเชื้อ 767 ราย คิดเป็นความสามารถในการค้นหา 1.51%
     นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ในหัวข้อ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ที่ สธ.ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำการสำรวจประชาชน 99,865 ราย จำนวน 4 ครั้ง ตลอดเดือนเมษายน ที่ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า พบว่า 99.8% เข้าใจว่าควรทำมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติอย่างไร และ 93.8% คิดว่า มาตรการนี้ช่วยลดการแพร่ระบาดได้ ส่วนพฤติกรรมป้องกันตัวเองของประชาชน พบว่าการใส่หน้ากากอนามัยมีเพิ่มสูงขึ้นและคงที่อยู่ที่ 91.2% การล้างมือด้วยสบู่ เจลแอลกอฮอล์คงที่อยู่ที่ 87.2% ขณะที่การกินร้อนช้อนตัวเองเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86.1% การรักษาระยะห่างลดลงอยู่ที่ 65.3% ไม่เอามือจับหน้า จมูก  ปาก อยู่ที่ 62.9% เราอยากให้ความร่วมมือของประชาชนเกิน 90% ขึ้นไปเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด
มีสติ-ร่วมมือ 2 เดือนไร้โควิด
    "ขอฝากว่าในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เน้นย้ำเสมอว่าตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ 1 รายวันนี้มาจากพฤติกรรมเมื่อ 14 วันที่ผ่านมา ซึ่งเราร่วมมือกันจึงทำให้ได้ตัวเลขแบบนี้ แต่หลายคนมีความกังวลใจกันมาก รวมถึงผม ว่าใน 7-14 วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ที่แล้วมาไม่เป็นไร แต่วันนี้ต้องมีสติตลอดเวลา  อย่างน้อยที่สุดใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่าง รวมถึงเวลาออกไปร้านค้าก็ให้ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา คอยแนะนำร้านค้าด้วยไมตรีจิต ให้เป็นไปตามมาตรการ เราต้องพึ่งกันและกัน ต้องร่วมมือกัน 100% เพราะจะทำให้เราไม่มีตัวเลขผู้ป่วยอีก ถ้ายกระดับเป็นขั้นๆ เต็มที่คือ 2 เดือนเท่านั้นเราจะปลอดโรคและปลอดภัยกันทุกคน" โฆษก ศบค.ระบุ
     ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า คาดว่าวันที่ 6 พ.ค.นี้จะรู้ผลยืนยันกรณียะลาจากการตรวจซ้ำรอบสาม ซึ่งขณะนี้ทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่ กำลังนำตัวอย่างของสารคัดหลั่งของทั้ง 40 คนส่งมาตรวจหาเชื้อรอบสามที่ห้องปฏิบัติการในกรุงเทพฯ โดยอยู่ระหว่างเดินทาง น่าจะมาถึงคืนนี้และจะใช้เวลาตรวจไม่เกิน 3 ชั่วโมง แต่ก็ย้ำว่าต้องทำอย่างรอบคอบ
     สำหรับสารคัดหลั่งที่นำมาตรวจ ประกอบด้วย สารคัดหลั่งเก่าที่เคยตรวจในสองรอบก่อนหน้านี้  และสารคัดหลั่งใหม่ ผู้ใกล้ชิดทั้ง 40 คนเบื้องต้นได้กักตัวไว้ บางส่วนได้ตรวจหาเชื้อไปแล้ว หากผลยืนยันว่าติดเชื้อต้องตรวจหาผู้ใกล้ชิดทั้งหมด พร้อมชี้แจงสาเหตุความผิดพลาดของผลตรวจว่า ปกติแล้วการตรวจหาเชื้อแต่ละครั้งจะมีการสอบทานผลตรวจจากสองทาง คือนำสารไปผสมกับน้ำเปล่าที่ต้องไม่เจอเชื้อ และนำไปผสมกับตัวเชื้อที่ต้องเจอเชื้อเช่นกัน แต่ในกรณีนี้ผลตรวจกับน้ำเปล่ากลับพบเชื้อ  ห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อที่ยะลาจึงต้องยุติการตรวจตามหลักการที่กำหนดไว้ และเจ้าหน้าที่กำลังเข้าตรวจสอบว่าความผิดพลาดนี้มาจากอะไร ซึ่งคงมาจากอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง ที่ประกอบด้วย จากทีมผู้ตรวจ จากระบบ และจากเครื่องตรวจหาเชื้อ
     อย่างไรก็ตาม การตรวจเชื้อที่ผิดพลาดเคยเกิดขึ้นแล้ว ขอย้ำว่าเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นอีกได้  เพราะการตรวจเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ผลถูกต้องทุกครั้ง แต่ยืนยันว่าห้องปฏิบัติการที่ยะลามีประสิทธิภาพ  เคยตรวจกลุ่มเสี่ยงมาแล้ว 4,000 คน ซึ่งผลแม่นยำ
     นพ.โอภาสกล่าวว่า ปัจจุบันมีการตรวจหาเชื้อจากกลุ่มเสี่ยงโรคโควิด-19 ไปแล้ว 227,860 ตัวอย่าง จากห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อที่มีอยู่ 150 ห้อง โดยเฉพาะสัปดาห์ที่แล้วที่ตรวจได้ถึงวันละ  6,000 ตัวอย่าง เพิ่มขึ้นจากต้นเดือน เม.ย.ถึงสองเท่า ส่วนวิธีการตรวจที่เป็นการเก็บสารคัดหลั่ง จากบริเวณจมูกและคอมาตรวจ แม้จะมีข้อด้อยอยู่บ้าง เช่นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการตรวจ และมีต้นทุนสูง แต่ยังเป็นวิธีตรวจหาเชื้อที่ดีที่สุด
     ที่ จ.ภูเก็ต คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ตแจ้งสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.-4 พ.ค.63 มีผู้ติดเชื้อยืนยันโรคโควิด-19 แล้วจำนวน 220 ราย (ไม่พบรายใหม่) โดยผู้ติดเชื้อได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน 179 ราย (กลับบ้านเพิ่ม 2 ราย) เสียชีวิต 2 ราย กำลังรักษาพยาบาลอยู่ 38 ราย ในจำนวนนี้อาการรุนแรง 1 ราย ที่เหลืออาการอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ผู้มีอาการเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 5,183 ราย (รายใหม่ 168 ราย) โดยยังคงรักษาพยาบาล  85 ราย (เป็นผู้ติดเชื้อยืนยัน 38 ราย อยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 47 ราย) กลับบ้านแล้ว 5,098 ราย
     จำนวนผู้ได้รับการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการทั้งหมด  9,218 ราย (พบเชื้อ 220 ราย) เป็นผู้มีอาการเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสะสม 5,183 ราย  (พบเชื้อ 182 ราย) และเป็นผู้ได้รับการตรวจหาเชื้อจากการคัดกรองเชิงรุก 4,035 ราย  (พบเชื้อ 38 ราย)
ยะลาปัดแล็บตรวจพลาด
    ที่มัสยิด หมู่ที่ 9 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ทีมสอบสวนโรคจากโรงพยาบาลบันนังสตา สาธารณสุขอำเภอบันนังสตา ได้ลงพื้นที่ทำการตรวจสแกนหาผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามมาตรการเชิงรุก หลังจากที่ในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ได้พบผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้จำนวน 22 ราย หมู่ที่ 4 จำนวน 5 ราย หมู่ที่ 5 อีก 5 ราย รวมเป็น 31 ราย จังหวัดยะลาและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาจึงต้องเปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มผู้สัมผัส เป้าหมายทั้งตำบล 838 คน ซึ่งประชาชนให้ความร่วมมืออย่างดี แต่ในช่วงของเดือนรอมฎอน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำเป็นต้องมาเก็บตัวอย่างในช่วงกลางคืน
     นพ.สงกรานต์ ไหมชุม สาธารณสุขจังหวัดยะลา กล่าวว่า กรณีของ ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา ยืนยันว่าไม่ได้มีการปกปิดข้อมูล เพราะจังหวัดยะลาต้องการควบคุมโรคให้เร็ว จึงเปิดปฏิบัติการเชิงรุก และทำให้พบผู้ป่วยยืนยัน 40 คนในการตรวจผลปฏิบัติการครั้งแรกที่ห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลยะลา ซึ่งมี 24  คน เป็นชาวตำบลบาโงยซิแน ซึ่งเป็นการพบการติดเชื้อเพิ่ม 30 เปอร์เซ็นต์แบบก้าวกระโดด ทำให้สาธารณสุขจังหวัดยะลาต้องขอตรวจซ้ำในห้องปฏิบัติการที่ 2 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดสงขลา ผลตรวจเป็นลบ ไม่พบการติดเชื้อ แต่เพื่อความแม่นยำจึงส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ 3 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์กรุงเทพฯ
     ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่ใช่ความผิดพลาดของห้องปฏิบัติการ แต่อาจเป็นไปได้ในทางเทคนิคที่เป็นผลสงสัยว่าอาจจะเป็นบวก เนื่องจากในช่วง 10 วันที่ผ่านมาห้องปฏิบัติการที่ยะลาต้องตรวจกว่า 3 พันตัวอย่าง และเจ้าหน้าที่เพียง 8 คน จึงให้มีการพักชั่วคราว และตรวจสอบระบบใหม่ทั้งหมด ขณะที่ผู้ป่วย 40 คนยังคงอยู่โรงพยาบาล เพื่อทำการสอบสวนโรคจนกว่าจะมีผลยืนยันว่าไม่ติดเชื้อโควิด-19
     นายธราวุธ ช่วยเกิด นายอำเภอบันนังสตา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการตรวจไป 5 อำเภอ ทั้งอำเภอเมืองยะลา, รามัน, ธารโต, ยะหา และบันนังสตา ที่มีการเก็บตัวอย่างมากสุดกว่า 2 พันคน และก่อนหน้านี้พบผู้ติดเชื้อแล้ว 72 คน ต้องเก็บตัวอย่างผู้สัมผัส 1,400 คนให้เสร็จภายใน 3 วันนี้
     ขณะที่ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร  กล่าวว่า ในฐานะแพทย์และที่ปรึกษา กมธ.ฯ เห็นว่าห้องแล็บที่ให้ผลตรวจผิดพลาดเชื่อถือไม่ได้เช่นนี้ไม่ควรนำมาใช้ในประเทศไทย เพราะสร้างความเสียหายใหญ่หลวง  เนื่องจากการแจ้งผลตรวจเป็นบวกหรือเป็นลบมีผลต่อการควบคุมโรค การป้องกันหรือรักษาโรค มีผลต่อจิตใจของผู้รับการตรวจ เสียงบประมาณ เสียเวลา ซึ่ง สธ.ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมทราบ ไม่เช่นนั้นอาจจะมีคนคิดไปว่าทางราชการกลบเกลื่อนตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย คนไทยหรือชาวต่างประเทศอาจจะไม่เชื่อถือตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยที่เสนอมาตั้งแต่ต้นได้เพราะความผิดพลาดครั้งนี้ และการตรวจครั้งที่ 3 เป็นเรื่องจำเป็นมาก กมธ.สาธารณสุขจะตรวจสอบเรื่องนี้ โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงใน กมธ.ต่อไป
     ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า เรื่องผลตรวจการติดเชื้อที่ยะลาหากชี้แจงไม่เคลียร์จะกระทบต่อความเชื่อมั่น ทำให้เกิดคำถามว่าตัวเลขก่อนหน้านี้และกรณี จ.ยะลา เราเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ศบค.ต้องมีคำตอบให้ประชาชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
     วันเดียวกัน พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า  พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ เดินทางไปค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี เป็นประธานประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหัวหน้าหลายส่วนราชการในพื้นที่ เตรียมการรองรับคนไทยที่ทยอยเดินทางกลับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเที่ยวบินที่บินตรงลงท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา และยังได้ร่วมพิจารณาแผนการใช้โรงแรมในพื้นที่อีก 7 แห่ง จำนวน 2,500 ห้อง เพื่อหมุนเวียนรองรับเป็นพื้นที่กักควบคุมโรคแห่งรัฐเพิ่มเติม จากโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน ซึ่งมีอยู่เดิม โดยปัจจุบันมีผู้เข้าพักกักควบคุมโรคแล้วจำนวน 577 ห้อง.
 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.