การสร้างระยะห่างกับไวรัสทางความรู้สึก


เพิ่มเพื่อน    

                                 (1)

            การ สร้างระยะห่างทางสังคม หรือที่เรียกกันในภาษาปะกิตว่า Social Distancing อะไรประมาณนั้น ในยุคที่เชื้อโคโรนาไวรัส COVID-19 ท่านยังไม่หมดฤทธิ์ หมดเดช ลงไปง่ายๆ...อาจเป็นอะไรที่ก่อให้เกิดความเอ้อเร้อเอ้อเต่อ ความกระอักกระอ่วนใจ ต่อผู้คนจำนวนไม่น้อย อยู่พอสมควรเหมือนกัน...

                                                                           (2)

            ไม่ว่าผู้ที่ต้องเข้าคิว รอคิว จะเป็นคิวอะไรก็แล้วแต่ มีแต่ต้องยืนห่าง นั่งห่าง กันเป็นเมตรๆ วาๆ  อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ การเบียดเสียด แย่งยื้อ หรือการมุงไป มุงมา อันถือเป็นพฤติกรรมโดยปกติของบรรดา ไทยมุง ทั้งหลาย นับแต่นี้จะสูญสลาย หายไป หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจคาดคำนวณได้ แต่ยังไงๆ...คงไม่อาจนุงนัง นัวเนีย โอบกระหวัด รัดรึง เพื่อสร้างความอบอุ่นตามแบบฉบับวัฒนธรรม ประเพณี ที่ลอกเลียนมาจากพวก ฝรั่ง ได้อีกต่อไป มีแต่ต้องหันมา สวัสดี อยู่ห่างๆ ตามแบบฉบับไทยแท้แต่ดั้งเดิม อย่างมิอาจปฏิเสธ...

                                                                            (3)

            ส่วนจะถึงขั้นต้องอาศัย ไม้เขี่ย เวลามี เพศสัมพันธ์ ระหว่างกันและกัน หรือไม่ อย่างไร?...อันนั้น คงถือเป็นเรื่องของใคร-ของมัน ที่จะต้องไปพินิจ พิจารณากันเอาเอง ตามสภาพความเหมาะสม หรือตามสถาน กาลเวลา ในแต่ละช่วง แต่ละระยะ แต่อย่างน้อย...ทุกสิ่งทุกอย่าง คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป  เพราะขนาดบ้านเราช่วงหลังๆ นี้...จะเดินเข้าไปในร้านอาหาร ภัตตาคาร ยังหนีไม่พ้นต้องเจอกับฉากกระจก ฉากพลาสติก มากั้นหน้า กั้นกลาง กั้นหลัง กั้นข้าง บรรดาผู้ที่เข้ามานั่งรับประทานอาหาร แบบชนิดโต๊ะต่อโต๊ะ โอกาสที่จะเฮๆ ฮาๆ ชนแก้ว ชนขวด รินหนาปัญญาเกิด แบบเดิมๆ คงไม่น่าจะสอดคล้องกับสถานการณ์มากมายซักเท่าไหร่นัก...

                                                                            (4)

            แต่การ สร้างระยะห่าง ในลักษณะที่ว่า...แม้อาจช่วยป้องกันเชื้อไวรัส ที่มาจากงู หรือค้างคาว อย่างไวรัส COVID-19 ได้บ้าง แต่สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ไวรัสทางความรู้สึก แล้ว แค่การนั่งห่างๆ ยืนห่างๆ หรือห่างกันคนละบ้าน แบบ Work From Home ก็ตาม ก็คงไม่ได้ช่วยให้เกิดการป้องกันไวรัสชนิดที่ว่านี้แต่อย่างใด แถมเผลอๆ...อาจยิ่งก่อให้เกิดการแพร่ระบาด การติดเชื้อ หนักยิ่งขึ้นไปใหญ่  เพราะยิ่งจมอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอมือถือ มากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่ต้องเจอกับเชื้อ ไวรัสทางความรู้สึก ซึ่งถูกแพร่ ถูกระบาด จากคนสู่คน อย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ ย่อมมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเท่านั้น...

                                                                                (5)

            ดังนั้น...โลกใน ยุคหลัง COVID-19 จึงเป็นโลกที่ควรต้องหาทางระมัดระวังเชื้อ ไวรัสทางความรู้สึก เอาไว้อย่างจริงๆ จังๆ หรือไม่น้อยไปกว่าการระมัดระวังการแพร่เชื้อ ติดเชื้อ ไวรัส COVID-19 นั่นแล คือไม่ใช่แค่ต้องยืนห่าง นั่งห่าง ระหว่างกันและกันแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังต้องหาทางสร้างระยะห่างจากสิ่งใดๆ ก็ตาม ที่อาจกลายมาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด ปฏิกิริยา เกิดการ ปรุงแต่ง ทางความรู้สึก ไปตามที่เชื้อไวรัสทางความรู้สึกนั้นๆ ต้องการ ไม่ก็ต้องเร่งประดิษฐ์ คิดค้น วัคซีน หรือตัวยารักษาไวรัสทางความรู้สึกไปเป็นช่วงๆ เป็นระยะๆ ไม่งั้น...โอกาสจำนวนผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อ หรือกระทั่งผู้ที่อาจตาย เพราะเชื้อไวรัสประเภทนี้ อาจสูงโด่เด่ซะยิ่งกว่าเหยื่อ COVID-19 เอาง่ายๆ...

                                                                                  (6)

            เพราะอย่างที่บรรดาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เขาได้ มองข้ามช็อต เอาไว้ล่วงหน้านั่นแหละว่า โอกาสที่โลก ยุคหลัง COVID-19 จะเป็นโลกที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอยู่แล้วแน่ๆ ไม่ว่าในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ โดยที่การเปลี่ยนแปลงที่ว่าจะเป็นไปในลักษณะไหน แบบใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าภายในสังคมนั้นๆ หรือประเทศนั้นๆ มี ภูมิคุ้มกัน ต่อ ไวรัสทางความรู้สึก ที่จะอุบัติตามมาหลังผ่านพ้นยุค COVID-19 มากหรือน้อยเพียงใด???

                                                                                    (7)

            สำหรับประเทศไทย สังคมไทยของหมู่เฮาทั้งหลาย ที่ว่ากันว่าเติบโตมาจาก สังคมพุทธ นั้น...ว่าไปแล้วสิ่งที่น่าจะช่วยให้เกิด ภูมิคุ้มกัน ต่อ ไวรัสทางความรู้สึก ได้ดีที่สุด ไม่ว่าสายพันธุ์ไหน หรือไม่ว่าจะกลายพันธุ์ไปเป็นแบบไหน ก็น่าจะหนีไม่พ้นไปจากการหันไปหยิบเอาคำชี้แนะ ชี้นำ จากบรรดาพระสงฆ์ องคเจ้า ทั้งหลาย มาดัดแปลง มาประยุกต์ ให้เหมาะสม สอดคล้องกับฉากสถานการณ์ต่างๆ ไปเป็นระยะๆ โดยเฉพาะคำชี้แนะ ชี้นำ ให้หาทาง สร้างระยะห่าง เอาไว้กับอะไรต่อมิอะไรก็ตาม ที่เข้ามากระทบกับ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือเข้ามาสร้าง ปฏิกิริยา มา ปรุงแต่ง อารมณ์ความรู้สึกของใครต่อใคร ไปตาม อัตตา ของตัวเอง หรือพูดง่ายๆ ให้มี สติ เข้าไว้นั่นแหละดี ไม่แกว่งมา แกว่งไป  ไม่ สุดโต่ง ไปในด้านหนึ่ง ด้านใด ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ เดิน ไปในแนวกลางๆ แนว มัชฌิมาปฏิปทา  โอกาสที่จะอยู่รอด ปลอดภัย ทั้งจากไวรัสแท้ๆ หรือทั้งไวรัสทางความรู้สึก ย่อมเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ...

                                                             -------------------------------------------------------- 


เชื่ออะไรผมอย่างได้มั้ย? คือผมจะบอกว่า..... เห็นความ "ดิบ-กระแดะ-ด้าน" ของนักเรียน-นักศึกษาใต้ปฏิบัติการล้างสมองของสามสัสแล้ว ไม่ต้องห่วงกันไปหรอกว่า เมื่อพวกนี้โตขึ้น จะเป็นผู้เข้ามากำหนดอนาคตประเทศ

ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ