สหรัฐป้ายสีจีนแฮ็กข้อมูล 140ผู้นำโลกดันใช้วัคซีนฟรี


เพิ่มเพื่อน    

  ยอดสังเวยโควิด-19 จ่อ 300,000 ศพ อนามัยโลกเตือนไวรัสโคโรนาอาจคงอยู่ตลอดไปและชาวโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน "โดนัลด์ ทรัมป์" ยันยอมรับไม่ได้ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อค้านเปิดประเทศ ทางการสหรัฐอเมริกากล่าวหาจีนพยายามแฮ็กข้อมูลยาและวัคซีน ขณะผู้นำทั่วโลกกว่า  140 คนลงนามจดหมายเรียกร้องวัคซีนและยาฟรีสำหรับทุกคน

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ในสหรัฐอเมริกาถึงช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2563 จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ภายใน 188 ประเทศและดินแดน มียอดสะสมที่ 4.364 ล้านรายแล้ว และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 297,491 ราย 
     สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากที่สุด 1,390,764 ราย, อันดับ 2 รัสเซีย 252,245 ราย, อันดับ 3 สหราชอาณาจักร 230,985 ราย, อันดับ 4 สเปน 228,691 ราย, อันดับ 5 อิตาลี 222,104 ราย, อันดับ 6  บราซิล 190,137 ราย, อันดับ 7 ฝรั่งเศส 178,184 ราย, อันดับ 8 เยอรมนี 174,098 ราย, อันดับ 9 ตุรกี  143,114 ราย และอันดับ 10 อิหร่าน 112,725 ราย
     ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด อันดับ 1 ยังคงเป็นสหรัฐอเมริกาที่ 84,136 ราย เพิ่มขึ้นวันเดียวมากกว่า 1,800 ราย, อันดับ 2 สหราชอาณาจักร 33,264 ราย, อันดับ 3 อิตาลี 31,106 ราย, อันดับ 4  สเปน 27,104 ราย, อันดับ 5 ฝรั่งเศส 27,077 ราย, อันดับ 6 บราซิล 13,240 ราย, อันดับ 7 เบลเยียม  8,903 ราย, อันดับ 8 เยอรมนี 7,861 ราย, อันดับ 9 อิหร่าน 6,783 ราย และอันดับ 10 เนเธอร์แลนด์  5,581 ราย
     ภูมิภาคอาเซียน สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด และเมื่อวันพฤหัสบดีกระทรวงสาธารณสุขแถลงว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 752 คน ยอดสะสมเพิ่มเป็น 26,098 รายแล้ว เสียชีวิต 21 รายเท่าเดิม, ฟิลิปปินส์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 258 คน ยอดรวมเป็น 11,876 คน เสียชีวิตเพิ่ม 18 คน ยอดรวมเป็น 790 คน, มาเลเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 40 คน เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน ยอดติดเชื้อสะสมเป็น 6,819 คน เสียชีวิต 112  คน ส่วนอินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 568 คน เสียชีวิตเพิ่ม 15 คน ยอดติดเชื้อสะสมเป็น 16,006 คน  และเสียชีวิต 1,043 คน
     รายงานเอเอฟพีเปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่สถานการณ์การแพร่ระบาดทุเลาลงในหลายประเทศและรัฐบาลต่างๆ ทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่เชื้อ โดยองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ)  ได้กล่าวเตือนอีกครั้งเมื่อวันพุธว่า ไวรัสนี้อาจไม่มีวันหายขาดไปจากโลกและชาวโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน แบบเดียวกับไวรัสเอชไอวี
     "เรามีไวรัสชนิดใหม่เข้าสู่ประชากรมนุษย์เป็นครั้งแรก ฉะนั้นจึงยากที่จะทำนายว่าเราจะเอาชนะมันได้เมื่อใด" ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการโครงการฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของดับเบิลยูเอชโอ แถลงที่นครเจนีวา 
     นับแต่เกิดวิกฤติโควิด-19 มีประชากรเกินครึ่งโลกที่อยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ดับเบิลยูเอชโอเตือนว่า ไม่มีทางที่จะรับประกันได้ว่าการผ่อนคลายข้อจำกัดจะไม่กระตุ้นให้เกิดการแพร่เชื้อระลอกสอง "หลายประเทศอยากจะออกจากมาตรการที่แตกต่างกัน" ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ดับเบิลยูเอชโอกล่าว "แต่คำแนะนำของเรายังคงเป็นการขอให้ประเทศทั้งหลายคงความตื่นตัวในระดับสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้"
     รัฐบาลสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมีปัญหาขัดแย้งกับผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เมื่อทรัมป์พยายามผลักดันให้สหรัฐอเมริกากลับมาเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเร็ว หวังจะพลิกฟื้นภาวะเศรษฐกิจที่แนวโน้มกำลังมืดมัว ซึ่งตอกย้ำด้วยการคาดการณ์ของเจอโรม เพาเวลล์  ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาว่า การชัตดาวน์ยืดเยื้ออาจก่อคลื่นของการล้มละลายที่จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาอย่างถาวร 
     เมื่อวันพุธ ทรัมป์กล่าวตอบโต้ ดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อที่ได้รับการยอมรับในแวดวงระหว่างประเทศ และยังทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านการรับมือโควิด-19 ให้รัฐบาลของเขา โดยบอกว่าคำกล่าวของเฟาซีที่ว่าการเปิดประเทศเร็วไปเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดที่ไม่สามารถควบคุมได้นั้น เป็นคำพูดที่ "ไม่อาจยอมรับได้" และเขาไม่เห็นด้วยกับเฟาซีเรื่องการปิดโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาต่อไปอีก แทนที่จะเปิดได้ในเดือนกันยายนนี้
     ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังทวีตโจมตีจีนซ้ำอีกว่า โลกต้องประสบกับโรคระบาดรุนแรงจากจีน และการทำข้อตกลงการค้าต่อให้มากถึง 100 ฉบับก็ไม่ได้สร้างความแตกต่าง
     สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) และสำนักงานความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน  (ซีไอเอสเอ) ของสหรัฐอเมริกากล่าวโทษจีนว่า แฮกเกอร์จีนกำลังพยายามขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนายาและวัคซีน แต่ทั้งสองหน่วยงานนี้ไม่ได้แสดงหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวหา
     ต่อมาในวันพฤหัสบดี จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงตอบโต้ว่า สหรัฐอเมริกาใส่ร้ายป้ายสีจีนอีกแล้ว พร้อมกับย้อนว่าหากดูจากประวัติในอดีต สหรัฐอเมริกาคือผู้ที่ปฏิบัติการปล้นทางไซเบอร์ทั่วโลกครั้งใหญ่ที่สุด และจีนมีเหตุผลให้ต้องกังวลมากกว่าว่าจะตกเป็นเป้าหมายการจารกรรมทางไซเบอร์ เพราะจีนกำลังเป็นผู้นำของโลกในการค้นคว้าวิจัยและรักษาโควิด-19
     ถึงขณะนี้ยังไม่มียาใดที่สามารถรักษาโควิด-19 ได้ และวัคซีนป้องกันก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาในหลายประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีผู้นำประเทศทั้งในอดีตและปัจจุบันมากกว่า 140 คนร่วมกันลงนามในจดหมายฉบับหนึ่ง เรียกร้องว่าวัคซีนโรคโควิด-19 ไม่ควรถูกจดสิทธิบัตรและความรู้นี้ควรแบ่งปันแก่ทุกประเทศ และทุกคนในโลกควรได้รับวัคซีนโดยเท่าเทียมกัน 
     ผู้นำที่ร่วมลงนามในจดหมายนี้มีอาทิ ประธานาธิบดีไซริล รามาโพซา แห่งแอฟริกาใต้ และนายกฯ  อิมรอน ข่าน ของปากีสถาน เรียกร้องด้วยว่าสมัชชาอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชเอ) ที่จะประชุมใหญ่ประจำปีในสัปดาห์หน้าควรผลักดันแนวคิดนี้.


 


ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ นะ ใส่หรือไม่ใส่ชุดนักเรียนเนี่ย....มันเรื่องของผู้ใหญ่เฮงซวยปั่นหัวเด็กต่างหาก มีคนบอกว่าอย่าไปห้ามเลย เพราะยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'