เปิดคำร้องฝากขังบรรยายพฤติกรรมสุดเหี้ยม'แม่ปุ๊ก'วางยาฆ่าลูก!


เพิ่มเพื่อน    

25 พ.ค. 63 - ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ยื่นคำร้องฝากขัง น.ส.นิษฐา วงวาล หรือแม่ปุ๊ก ผู้ต้องหาคดีถูกกล่าวหาว่าวางยาลูก 2 คน จนเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส โดยอ้างลูกเป็นโรคประหลาดเพื่อเรียกร้องรับเงินบริจาค ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2563 เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนยังต้องสอบปากคำพยานอีก 10 ปาก  รอผลตรวจของกลางและผลตรวจสอบการพิมพ์มือของผู้ต้องหา  ด้วยความจำเป็นจึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้ มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 20 - 31 พ.ค. นี้

คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้รับตัว น.ส.นิษฐา วงวาล อายุ 29 ปี เพื่อดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่า รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น และฉ้อโกงประชาชน 

พฤติการณ์คือ  เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2563 น.ส.เอมอัชนา (มารดาแท้ๆ ของน้องยิ้ม) ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ได้มาร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นิษฐา โดยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2558 ได้ถูกผู้ต้องหาหลอกลวงว่าจะขอรับอุปการะเลี้ยงดูบุตรของ น.ส.เอมอัชนา ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ โดยหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นผู้มีฐานะดี มีอาชีพการงานที่มั่นคง โดยอ้างว่าเป็นเภสัชกรเมื่อ น.ส.เอมอัชนา คลอดบุตรแล้วชื่อว่าน้องยิ้ม  ผู้ต้องหาได้มารับตัวน้องน้องยิ้มที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ เพื่อไปดูแล

ต่อมาผู้ต้องหาได้แจ้งว่าน้องยิ้มมีอาการป่วย จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพ จึงหลอกลวงให้ น.ส.เอมอัชนา ทำการเปิดบัญชีธนาคารทหารไทย จำนวน 1 บัญชี และผู้ต้องหา ได้เปิดบัญชีธนาคารทหารไทย อีกจำนวน 2 บัญชี เป็นชื่อบัญชีของ น.ส.เอมอัชนา ปรากฏว่า ผู้ต้องหาได้นำบัญชีธนาคารดังกล่าวไปใช้ในการแสวงหาประโยชน์โดยอ้างว่าเป็นมารดาของน้องยิ้ม ที่ป่วยด้วยโรค "เรนินโนม่าห์"  และใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณารับบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งบริจาคเงินโดยตรงและในรูปแบบของการซื้อสิ่งของ เช่น เครื่องมือแพทย์ เครื่องมือวัดไข้ จนมีผู้หลงเชื่อโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคารตามที่กล่าวมาข้างต้นจำนวนมาก ในบางครั้งก็ไม่ส่งสินค้าให้ มีผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อโอนเงินค่าสินค้าเข้าบัญชีธนาคารดังกล่าว ผู้เสียหายจำนวนมากได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุหลายท้องที่ อยู่ระหว่างการดำเนินคดี

ต่อมา น.ส.นิษฐา ได้แจ้งกับ น.ส.เอมอัชนา ว่าน้องยิ้มป่วยหนัก เข้าทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ และในวันที่ 12 ส.ค. 2562 น้องยิ้มได้เสียชีวิต โดยผู้ต้องหาห้ามไม่ให้ น.ส.เอมอัชนา เข้ามาเยี่ยมดูอาการไข้และไม่ให้ไปร่วมงานศพ โดยอ้างว่าสามารถดูแลได้ และไม่อยากเห็นหน้า น.ส.เอมอัชนา เนื่องจากมีหน้าตาคล้ายกับน้องยิ้ม หากเห็นแล้วจะมีความคิดถึง น.ส.เอมอัชนา หลงเชื่อ จึงไม่ได้ไปเยี่ยมไข้และไม่ได้ไปร่วมงานศพแต่อย่างใด

จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาได้รับอุปการะเลี้ยงดูน้องยิ้มจริง และอ้างว่ามีบุตรชายอีก 1 คนชื่อ น้องอิ่มบุญ อายุ 2 ขวบเศษ ไม่ปรากฏชื่อของบิดา และมีพฤติกรรมฉ้อโกงหลอกลวงขายสินค้าเครื่องมือแพทย์ กระทำความผิดและมีหมายจับกุมในหลายท้องที่ ได้พบข้อความใน facebook ส่วนตัว ของผู้ต้องหา ปรากฏข้อความขอรับบริจาคเงินหรือขายสินค้า โดยใช้ภาวะอาการเจ็บป่วยทุกข์ทรมานของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญ เป็นเครื่องมือในการโฆษณา จนมีผู้หลงเชื่อโอนเงินเข้ามาในบัญชีธนาคารของ น.ส.เอมอัชนา เป็นจำนวนมาก โดยผู้ต้องหาเป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็มและสมุดบัญชีธนาคาร เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารดังกล่าวจำนวนถึง 20 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 ปี โดยเงินดังกล่าวผู้ต้องหาเป็นผู้นำไปใช้ประโยชน์ทั้งหมด

จากการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ แพทย์ผู้ทำการรักษาอาการเจ็บป่วยของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญ ปรากฏข้อมูลว่า น้องอิ่มบุญเข้ามาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 และน้องยิ้ม ไม่ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรค “โรนินโนม่าห์” ตามที่ผู้ต้องหาแสดงข้อความอันเป็นเท็จในการโฆษณาขายสินค้า และรับบริจาคแต่อย่างใด อีกทั้งอาการเจ็บป่วยทั้งของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญไม่ได้เกิดจากโรคที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นอาการของผู้ที่ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายด้วยการกินเข้าไป

จากการตรวจสอบชิ้นเนื้อและตรวจสอบร่างกายของเด็กอย่างละเอียดแล้วยังพบว่า ทั้งน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญได้รับสารพิษประเภท “สารกัดกร่อน” ซึ่งเป็นกรดหรือด่างเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งคล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่ดื่มสารพิษประเภทน้ำยาล้างห้องน้ำไฮเตอร์ เพื่อฆ่าตัวตาย จากการเฝ้าดูอาการของแพทย์และพยาบาลผู้ทำการรักษาพบว่า  เมื่อ น.ส.นิษฐา มาเยี่ยมไข้ ได้นำอาหารมาให้น้องยิ้มและน้องอิ่มบุญกิน จะมีอาการทรุดหนัก ปากบวมมีเลือดออกที่ปาก จมูกและมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นมากมาย โดยทุกครั้งเมื่อเด็กมีอาการเจ็บปวดทุกข์ทรมาน น.ส.นิษฐา จะถ่ายรูป ถ่ายทอดสดเพื่อนำไปโฆษณาแสวงหาประโยชน์เรียกรับเงินบริจาคแก่ผู้มีจิตเมตตาสงสารทุกครั้ง คณะแพทย์พยาบาลจึงได้มีมาตรการควบคุมไม่ให้ น.ส.นิษฐา เข้าเยี่ยม และไม่ให้นำอาหารมาให้เด็กกินอีก ปรากฏว่าอาการกลับดีขึ้นตามลำดับ  ผลจากการกระทำของ น.ส.นิษฐาคือ น้องยิ้มได้ถึงแก่ความตาย และน้องอิ่มบุญได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส บาดเจ็บสาหัส หลอดลมและหลอดอาหารเสียหาย มีอาการพิการและได้รับทุกข์ทรมานจากการกลืนอาหารไปตลอดชีวิต 

แพทย์ผู้ทำการรักษา ฝ่ายกฎหมาย และนักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว จึงเชื่อว่า น.ส.นิษฐา เป็นผู้ให้สารพิษประเภทสารกัดกร่อนเข้าสู่ร่างกายด้วยการกิน เพื่อให้น้องยิ้มและน้องอิ่มบุญมีอาการเจ็บป่วยทุกขเวทนาน่าสงสาร เพื่อที่จะลงข้อความผ่านอินเตอร์เน็ต ต่อสาธารณชนขายสินค้าและรับบริจาคแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องหาเอง การกระทำของผู้ต้องหาที่กระทำต่อน้องยิ้ม เป็นความผิดฐานรับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฉ้อโกงในการแสดงตนเป็นคนอื่น ฉ้อโกงประชาชน  และการกระทำต่อน้องอิ่มบุญเป็นความผิดฐานรับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น และฉ้อโกงประชาชน

ต่อมาวันที่ 18 พ.ค. 2563 พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา ในข้อหาดังกล่าว ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับที่ 675/2563 ลงวันที่ 18 พ.ค. 2563 เวลา 14:00 น  เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับข้างต้นเพื่อนำส่งดำเนินคดี นอกจากนี้ คณะแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับผู้ต้องหา ในความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก มาตรา 40 ที่ สภ.คลองหลวง ตามคดีอาญาที่ 127/2563 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

เหตุเกิดที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ ต.ปากน้ำโพธิ์  อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2558 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ที่บ้านพักของ น.ส.นิษฐา ถ.เทิดราชัน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. 2558 เกี่ยวเนื่องกัน ถึงที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต  ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 20 ธ.ค. 2561 ถึง 12 ส.ค. 2562 (กรณีน้องยิ้ม)

ท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง หากให้ประกันผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบผู้ต้องหาและพยานซึ่งเป็นบิดาของผู้ต้องหา ได้ให้การว่าผู้ต้องหาเคยเข้ารับการรักษาโรคสุขภาพจิต ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ผลการตรวจสอบพบว่ามีความผิดปกติกับการจัดการความเครียด เมื่อเดือน ก.พ. 2563 แต่ในขณะทำการสอบสวน ผู้ต้องหารับทราบเข้าใจคำถามของพนักงานสอบสวน สามารถตอบคำถามของพนักงานสอบสวนได้ มีสติสัมปชัญญะดี จึงขออนุญาตให้นำส่งผู้ต้องหาไปตรวจสุขภาพจิตอย่างละเอียด เพื่อประกอบสำนวนการสอบสวน.

 


"ธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์"ถึงวันนี้ (๒๖ ต.ค.๖๓).......ประเมินสถานการณ์ผ่านแนวรบด้านถนนและด้านรัฐสภาแล้ว เป็นไงบ้างครับ?"ล้มเจ้า" สำเร็จแน่?

หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?