กลัวไวรัสนำเข้า สหรัฐจำกัดนักเดินทางจากบราซิล ขณะ'โบลโซนาโร'ยังเริงร่า


เพิ่มเพื่อน    

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งจำกัดการเดินทางจากบราซิลเข้าสหรัฐ โดยห้ามบุคคลที่ไม่ใช่พลเมืองอเมริกันเกือบทั้งหมด ป้องกันผู้ติดเชื้อรายใหม่เข้าประเทศ หลังยอดติดเชื้อโควิด-19 ในบราซิลทะยานขึ้นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ อีกด้านประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ยังเริงร่าออกพบปะผู้สนับสนุนโดยไม่สวมหน้ากาก

ชาอีร์ โบลโซนาโร ประธานาธิบดีบราซิล (ไม่สวมหน้ากาก) ออกพบปะผู้สนับสนุนด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม

    สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มากที่สุดในโลก แต่สถานการณ์ในภาพรวมดีขึ้นแล้วและหลายมลรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ถึงช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม สหรัฐมีผู้ติดเชื้อสะสม 1,643,499 ราย จากผู้ติดเชื้อทั่วโลก 5,421,679 ราย และมีผู้เสียชีวิต 97,722 ราย จากยอดทั่วโลก 345,223 ราย แต่จำนวนผู้สังเวยชีวิตรายวันในสหรัฐถึงค่ำวันอาทิตย์มีเพียง 638 คน ลดจากที่เคยมากกว่า 1,000 รายติดต่อกันหลายวัน ส่วนบราซิลมีผู้ติดเชื้อ 363,211 ราย มากเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีผู้เสียชีวิต 22,666 ราย

    รายงานรอยเตอร์และเอเอฟพีกล่าวว่า เมื่อวันอาทิตย์ ทำเนียบขาวประกาศว่า สหรัฐจะไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติอเมริกันเกือบทั้งหมดที่เคยอยู่ในบราซิล 2 สัปดาห์ก่อนวันยื่นขออนุญาต เดินทางเข้าสหรัฐ ข้อบังคับใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับวันที่ 28 พฤษภาคม โดยยกเว้นสำหรับผู้ที่ถือกรีนการ์ด, ญาติสนิทของพลเมืองสหรัฐ และลูกเรือเที่ยวบิน

    คำสั่งห้ามนี้เป็นการตอกหน้าประธานาธิบดีโบลโซนาโรที่ดำเนินตามประธานาธิบดีทรัมป์เกือบทุกย่างก้าวในการจัดการกับโรคระบาด รวมทั้งการคัดค้านมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม และล่าสุดยังแนะนำให้ใช้ยาต้านมาลาเรียในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งที่ผู้เชี่ยวชาญหรือแม้แต่หน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐชี้ถึงอันตรายจากผลข้างเคียง

    เคย์ลีห์ แม็กเอนานี เลขานุการฝ่ายสื่อมวลชนของทำเนียบขาว กล่าวว่า ข้อบังคับใหม่นี้จะช่วยรับประกันว่าชาวต่างชาติที่เคยอยู่ในบราซิล จะไม่นำเชื้อไวรัสมาแพร่ในสหรัฐเพิ่มเติม แต่กฎนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการค้า

    ด้านกระทรวงการต่างประเทศบราซิลออกแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจของสหรัฐเหมือนกับมาตรการที่สหรัฐใช้มาก่อนหน้านี้ ที่ระงับการเข้าประเทศของชาวต่างชาติจากหลายประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาทิ จีน, อิหร่าน, สหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ รวมถึงประเทศในกลุ่มปลอดวีซาเชงเกนของยุโรป

     แถลงการณ์ยังย้ำว่า สหรัฐและบราซิลมีความร่วมมือระดับทวิภาคีที่สำคัญในการต่อสู้กับไวรัสนี้ โดยสหรัฐบริจาคเงินให้บราซิล 6.5 ล้านดอลลาร์ และยังให้คำมั่นจะส่งเครื่องช่วยหายใจมาให้อีก 1,000 เครื่องด้วย

    ประเทศลาตินอเมริกาแห่งนี้ก็มีมาตรการห้ามชาวต่างชาติจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดเข้าประเทศด้วยเช่นกัน

    ฟีลีเป มาร์ตินส์ ที่ปรึกษาด้านวิเทศสัมพันธ์ของโบลโซนาโร กล่าวถึงการตัดสินใจของทรัมป์ว่าไม่ได้พุ่งเป้าต่อต้านบราซิลเป็นการเฉพาะ และผู้นำทั้งสองมีความคิดเห็นแบบเดียวกันเรื่องการใช้ยาต้านมาลาเรีย เช่น ไฮดรอกซีคลอโรควิน ราว 2 ชั่วโมงต่อมา เขาทวีตอีกว่า ทรัมป์เปิดสายตรงเพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบวิธีการใช้ยานี้และการรักษาแบบอื่นๆ

    การยืนกรานของโบลโซนาโรที่จะใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควินและการท้าทายคำสั่งกักกันโรคของผู้ว่าการรัฐต่างๆ ส่งผลให้รัฐมนตรีสาธารณสุข ซึ่งเป็นแพทย์อาชีพ พ้นจากตำแหน่งแล้ว 2 ราย ส่วนคนล่าสุดซึ่งเป็นนายทหารเพิ่งรับลูกโบลโซนาโรด้วยการออกแนวทางการใช้ยาดังกล่าว

    เมื่อวันอาทิตย์ ผู้นำขวาจัดรายนี้ได้ร่วมการชุมนุมพบปะผู้สนับสนุนของเขาอีกครั้งที่ด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงบราซิเลีย โดยไม่ใส่ใจกับมาตรการเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ โบลโซนาโรมาถึงที่ชุมนุมโดยสวมหน้ากากอนามัยสีขาว แต่เมื่อพบปะผู้สนับสนุน เขาก็ถอดออกทันที โดยจับมือ สวมกอดและยังอุ้มเด็กชายคนหนึ่งด้วย

    โบลโซนาโรเคยเปรียบเทียบไวรัสโควิด-19 กับไวรัสไข้หวัด และโทษว่ามาตรการกักคนในบ้านนั้นไม่จำเป็นและทำร้ายเศรษฐกิจ เขาจึงท้าทายด้วยการร่วมการชุมนุมประท้วงต่อต้านการล็อกดาวน์ ออกไปรับประทานอาหารริมทาง, จัดเลี้ยงปิ้งย่างเนื้อ และออกไปสนามยิงปืน

    ผู้นำจอมอื้อฉาวเจ้าของฉายา "ทรัมป์เขตร้อน" รายนี้ยังมีคะแนนนิยมเหนียวแน่นที่ราว 30% แม้ล่าสุดเขาเพิ่งถูกเปิดโปงเมื่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดอนุญาตให้เผยแพร่วิดีโอบันทึกการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 22 เมษายน ซึ่งเขาและคณะกล่าวอย่างคะนองปาก ดูถูกผู้ว่าการรัฐต่างๆ, คุยเรื่องการจับผู้พิพากษาศาลสูงสุดขังคุก, การขัดขวางกระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องครอบครัวของเขาจากการสอบสวนของตำรวจ โดยแทบไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 เลย.