ส.ส.สาวก้าวไกล อภิปรายฉะรัฐบาลไม่มีเป้าหมาย พ.ร.ก.กู้เงินฟื้นฟูประเทศ ไม่ให้เกียรติประชาชนเจ้าของเงิน


เพิ่มเพื่อน    

29 พ.ค.63 - 17.00 น. นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายพระราชกำหนดกู้เงิน 3 ฉบับ จำนวนเงิน 1.9 ล้านล้าน ได้แก่ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเธออภิปรายเฉพาะส่วนของแผนงานพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีใจความว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตรากหญ้า เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาตั้งแต่ปีก่อนหน้า รายได้เกษตรลดลงต่อเนื่อง อีกทั้งยังเจอกับพิษโควิดซ้ำซ้อนลงไปอีก รายได้ของคนไทยลดลงอย่างถ้วนหน้า ซึ่งหลังโควิดจะมีอัตรการว่างงานอีกถึง 7 ล้านคน เมื่อรายได้ลดแต่ค่าใช้จ่ายยังคงอยู่ หนี้ครัวเรือนก็จะเพิ่มขึ้น ทั่งหนี้ในระบบและนอกระบบ และกิจการรายย่อยที่จะล้มตายอีก 26% ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากพิษโควิดโดยกันถ้วนหน้าในหลายประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการรับมือ หลายประเทศหันกลับไปใช้วิธีการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศตัวเอง หลายประเทศห้ามส่งออกอาหารเพื่อให้คนในประเทศได้มีอาหารกิน ประเทศจีนดึงการลงทุนในต่างประเทศกลับมาลงทุนในประเทศ ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตจากจีนกลับประเทศตัวเองและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ 

นอกจากนี้ยังเห็นแนวโน้มว่าทุกประเทศจะมีรัฐบาลขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและอุ้มบริษัทขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันตนมองว่านี่เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะพลิกฟื้นประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันที่ห้ามปล่อยให้โอกาสในช่วงเวลานี้หลุดลอยไป แต่เมื่อตนได้ฟังเลขาสภาพัฒนฯ แถลง ทำให้ตนฝันสลาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าแผนที่วางไว้สามารถรองรับให้คนมีงานทำได้ประมาณ 2 ล้านอัตรา แต่ไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกว่า 4 ล้านคน เนื่องจากแผนนี้ยังคงเป็นแบบเดิมตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเรายังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนวิกฤตโควิดได้ แล้วจะเอาอะไรมาการันตีว่าจะใชเเงินสี่แสนล้านบาทมาพัฒนาเศรษฐกิจได้ และถ้าเป็นเพราะแผนยุทธศาสตร์ชาติ ตนขอแนะนำว่าให้ฉีกแผนทิ้งไปได้เลย เพราะว่าแผนนี้คงจะอยู่ไม่ถึง 20 ปีหากไม่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ การประเมินโครงการเงินกู้ในรอบ 3 ปีที่ตนไปตรวจสอบดูก็เป็นการประเมินแบบหยาบๆ และไม่มีการถอดบทเรียน ทั้งที่รัฐมนตรีหลายท่านอยู่ในภาคธุรกิจมาก่อน 

ยกตัวอย่างว่าในบอร์ดบริษัท ถ้าจะกู้เงินหลายล้านบาท CEO ก็ต้องทำการบ้านอย่างมาก แต่ใน พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ไม่มีรายละเอียดให้พิจารณา เหมือนคิดไปทำไป เหมือนไม่ให้เกียรติประชาชนที่เป็นเจ้าของเงิน และไม่มีทางที่จะบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าไม่มีเป้าหมายขั้นแรก อย่างไรก็ตามวันนี้เรายังพอมีเวลาแก้ไขโดยดูแบบอย่างจากในอดีต เช่น วิกฤติเศรษฐกิจปี 2552 โครงการไทยเข้มแข็ง สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการวางแผนโครงการไว้เหมือน พ.ร.ก. ตอนนี้ แต่สิ่งที่ต่างคือมีการวางเป้าหมายชัดเจนว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเท่าไร และจีดีพีเพิ่มขึ้นเท่าไร และยังมีดัชนีชี้วัดอีก 7 ด้าน แม้สุดท้ายแล้วการประเมินผลในปี 2554 และผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งทำให้เห็นว่าแม้มีเป้าหมายชัดเจนยังพลาดเป้าได้ แล้วตอนนี้ไม่มีเป้าหมายที่กำหนด แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ

นางสาวศิริกัญญา ชี้ให้เห็นว่าเงิน 1 ล้านล้านบาท หรือ 6% ของจีดีพี ไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยยกตัวอย่างประเทศต่างๆ ที่มีการจ่ายเงินมากกว่าไทย เช่น ญี่ปุ่นใช้เงิน 21% ของจีดีพี และตนเชื่อว่าปีหน้าก็จะมีหนี้สาธารณะเกินเพดานแน่นอน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เกิน แต่อยู่ที่ว่าเราจะสามารถจ่ายหนี้คืนได้หรือไม่ ยกตัวอย่างประเทศกรีซ เปรียบเทียบกับญี่ปุ่นในปี 2556 ทั้งที่ญี่ปุ่นมีหนี้สูงถึง 224% กรีซ 199% แต่สัดส่วนในการชำระดอกเบี้ยต่างกัน ญี่ปุ่น 11% และกรีซ 33% ไม่มีเงินมาใช้จ่ายในด้านนต่างๆ ตนจึงเห็นต่างกับฝ่ายค้านด้วยกันว่าหากมีความจำเป็นต้องกู้ก็ควรกู้มากกว่านี้ เพื่อให้คุ้มค่ากับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและทำให้ได้จริง

นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า รัฐบาลต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ตอนนี้ คือ มาตรการทางภาษี เช่น การคือ VAT, มาตรการที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น แก้กฎหมายที่จำเป็น, และทบทวนข้อตกลงการเข้าร่วม CPTPP และข้อเสนอของพรรคก้าวไกล คือ การเตรียมความพร้อมสาธารณสุขสำหรับการรับมือการระบาดในรอบใหม่ เพื่อให้ปิดเมืองสั้นลง รวมทั้งเยียวยาประชาชน โดยใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท แล้วการฟื้นฟูประเทศหากยังคิดไม่จบให้กลับไปคิดมาใหม่แล้วยื่นกลับมาเป็นพระราชบัญญัติการฟื้นฟูประเทศควบคู่ไปกับการจัดสรรงบประมาณปี 2564 ใหม่ เนื่องจาก พ.ร.บ. จะมีความรอบคอบรัดกุมมากกว่า มีการตรวจสอบ และยึดโยงกับประชาชน ที่สำคัญคือมีการเรียนรู้บทเรียนที่ผิดพลาดในอดีต.
 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.