ลงมติพ.ร.ก.กู้เงินพรุ่งนี้ไม่เกินบ่ายสอง 'ส.ส.โจ้-เพื่อไทย'มาแปลกพับเพียบอภิปราย


เพิ่มเพื่อน    

30 พ.ค.63 - เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่สอง เป็นประธานการประชุม  มีการพิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)เกี่ยวกับการกู้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ ต่อเป็นวันที่สี่ โดยก่อนเข้าสู่การอภิปรายของสมาชิก นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวว่า การพิจารณาทั้ง 3 วันที่ผ่านมา เป็นไปได้ด้วยดี ทุกฝ่ายรักษาเวลาในการอภิปราย ดังนั้น จึงคิดว่าในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ที่ประชุมสภาฯจะสามารถลงมติได้ช่วงประมาณ 14.00 น.

นายศุภชัย กล่าวว่า 2 วันที่ผ่านมาการอภิปรายเสร็จสิ้นก่อนเวลา 20.00 น. แต่จะเป็นเรื่องที่ดีหากสามารถอภิปรายจบในวันนี้ และโหวตลงมติวันพรุ่งนี้ช่วงเช้า เพราะยังมีเรื่องอีกมากมายที่รอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร หากจบได้ก็จบไม่ จำเป็นต้องถึงเวลา 14.00 น. วันพรุ่งนี้

ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล มีการตกลงกันแล้วว่าจะอภิปรายใช้เวลา 5 วัน จึงขอให้สมาชิกได้ใช้เวลาการอภิปรายได้อย่างเต็มที่ และสร้างสรรค์เหมือน 3 วันที่ผ่านมา จนนายศุภชัยบอกว่า เป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น เคารพในข้อตกลงของวิปทั้งสองฝ่าย 

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า พ.ร.ก.แบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ 1.งบประมาณ 6 แสนล้านบาท สำหรับช่วยพี่น้องประชาชน เดือนละห้าพันบาท และภาคการเกษตร ซึ่งขอสนับสนุนให้ทางรัฐบาลเร่งรีบส่งเงินให้ถึงมือ 2.งบประมาณ 4 แสนล้านสำหรับฟื้นเศรษฐกิจ ทางสำนักงบประมาณ เป็นเจ้าภาพให้ดูแลด้านเกษตร ท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขอตั้งข้อสังเกตว่างตรงนี้เร่งรีบไปหรือไม่ เหมือนมีการรีบให้เสนอโครงการเข้าไป เพื่อจะได้นำเงินจำนวนดังกล่าวออกมาใช้ โดยขณะนี้มีหนังสือจากกระทรวงมหาดไทยถึงผู้ว่าราชการจังหวัดให้รีบใช้จ่าย ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ขาดความละเอียดรอบคอบในการใช้จ่ายเงิน  ทั้งนี้ เรายังมีปัญหาเรื่องระบบฐานข้อมูลที่ขาดความแม่นยำ

นายยุทธพงศ์ ยังกล่าวถึงพ.ร.ก.ซอฟต์โลน วงเงิน 5 แสนล้านบาท ว่า เป็นพ.ร.ก.สำหรับช่วยธุรกิจ SME แต่มีเงื่อนไขวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท พอไปถึงโรงแรมซึ่งปัจจุบันลงทุนมูลค่าเกิน 500 ล้านแล้ว โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและโรงแรมก็จะไม่เข้าเงื่อนไข ปรากฏว่าเป็นการเอาไปให้กู้เพิ่ม และไม่เกินร้อยละ 20 ของยอดหนี้เดิม แทนที่จะเอาไปลดต้นลดดอก ทุกวันนี้ธุรกิจมีปัญหา แต่กลับเอาหนี้ไปกู้เพื่ม จึงอยากให้รัฐบาลไปทบทวน 

สำหรับดอกเบี้ยร้อยละ 2 โดยไม่เรียกเก็บจากผู้กู้ เป็นเวลา 6 เดือนนั้น คิดว่าดอกเบี้ยต่ำธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับซอฟต์โลน ก็ไม่อยากเอาไปปล่อยต่อ เพราะดอกเบี้ยต่ำ ไม่คุ้ม และยังกำหนดเงื่อนไขอีกว่าต้องชำระคืนธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใน 2 ปีนับจากได้เงินกู้ กลายเป็นภาระของแบงค์พาณิชย์อีกหากลูกค้าไม่ฟื้นภายใน 2 ปี  ดังนั้น จึงขอฝากไปถึงรัฐบาลอยากให้ได้แก้ไขปัญหาได้สำเร็จลุล่วง และระมัดระวังการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพราะเป็นเงินกู้รอบสุดท้าย ประเทศไทยหมดแล้ว กู้มากกว่านี้ไม่ได้ ขอฝากให้รัฐบาลใช้เงินอย่างเกิดประโยชน์ด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่าการอภิปรายของนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร หรือ "โจ้" ครั้งนี้เป็นไปอย่างราบเรียบไม่ดุดันเหมือนครั้งอภิปรายพรบ.งบประมาณ และอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล.