ตั้งข้อหาตำรวจฆ่าอเมริกันผิวดำ ประท้วงลามทั่วสหรัฐ มินนิแอโพลิสเคอร์ฟิว


เพิ่มเพื่อน    

เหตุการณ์ตำรวจฆ่า "จอร์จ ฟลอยด์" คนอเมริกันผิวดำกระตุ้นให้เกิดการประท้วงรุนแรงลามไปอีกหลายรัฐทั่วสหรัฐอเมริกาเมื่อวันศุกร์ รวมถึงด้านนอกทำเนียบขาว หน่วยซีเคร็ตเซอร์วิสต้องล็อกดาวน์ เมืองมินนิแอโพลิสเคอร์ฟิว อัยการตั้งข้อหาตำรวจผิวขาวทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท แต่ถูกวิจารณ์ว่าข้อหาเบาไป

ผู้ประท้วงชูป้ายข้อความว่า "ชีวิตคนดำมีความสำคัญ" ด้านหน้ารถตำรวจที่ถูกวางเพลิง ระหว่างการชุมนุมประท้วงที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

    สหรัฐอเมริกาเผชิญการประท้วงก่อความวุ่นวายครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี ที่เมืองมินนิแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ผู้ประท้วงปะทะกันตำรวจติดต่อกันเป็นคืนที่ 4 เมื่อวันศุกร์ และมีรายงานการปะทะและก่อจลาจลในอีกหลายเมือง ตั้งแต่นครนิวยอร์กฝั่งตะวันตกของสหรัฐ ไปจนถึงนครลอสแองเจลีสในฝั่งตะวันออก รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ที่เมืองแอตแลนตา รถตรวจการณ์ของตำรวจถูกโจมตีและวางเพลิง เมื่อการประท้วงบานปลายจนควบคุมไม่อยู่

    ส่วนที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้ประท้วงหลายร้อยคนชุมนุมที่สวนสาธารณะอีกฝั่งถนนตรงข้ามทำเนียบขาว และเกิดการเผชิญหน้ากับหน่วยซีเคร็ตเซอร์วิสหลายสิบนายที่วางกำลังรักษาการณ์ด้านนอกทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พำนักอยู่ภายในด้วยเวลานั้น ทำให้หน่วยอารักขาประธานาธิบดีตัดสินใจล็อกดาวน์ปิดทางเข้า-ออกของทำเนียบขาวชั่วคราว หลังจากนั้นผู้ประท้วงเคลื่อนขบวนไปชุมนุมที่อาคารรัฐสภา

    ผู้ประท้วงพากันชูป้ายข้อความว่า "หยุดฆ่าเรา" หรือ "ชีวิตคนดำก็สำคัญ" และร้องตะโกนว่า "ฉันหายใจไม่ออก" ตามคำพูดของฟลอยด์ ระหว่างที่โดนตำรวจใช้เข่ากดคอเขานานเกือบ 9 นาที โดยที่ตัวเขาโดนจับใส่กุญแจมือไพล่หลังนอนราบกับพื้นและไร้อาวุธ จนเขาหมดสติและถูกประกาศว่าเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เหตุการณ์เกิดขึ้นที่มินนิแอโพลิสเมื่อวันจันทร์และมีผู้เห็นเหตุการณ์ถ่ายวิดีโอไว้ได้

    ดีเร็ก โชวิน ตำรวจผิวขาวนายนี้ ถูกอัยการตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และข้อหาทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยประมาท แต่ข้อหาของเขาถูกวิจารณ์ว่าเบาเกินไป ครอบครัวของฟลอยด์รวมถึงผู้ประท้วงต้องการให้ดำเนินคดีเขาฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา และต้องการให้ตั้งข้อหากับตำรวจอีก 3 นายที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ตำรวจทั้ง 4 คนโดนไล่ออกแล้วตั้งแต่วันอังคาร

    อัยการไมค์ ฟรีแมน ประจำมินนิแอโพลิส กล่าวว่า กรณีของตำรวจอีก 3 นายยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และเขากำลังพิจารณาข้อหา

    รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาที่อัยการเอาผิดกับตำรวจนายนี้เป็นไปตามผลการชันสูตรศพของฟลอยด์ ที่ระบุว่าถึงแม้ว่าโชวินจะใช้เข่ากดคอฟลอยด์นานเกือบ 9 นาที โดย 2 นาที 53 วินาทีสุดท้ายนั้นฟลอยด์แน่นิ่งไปแล้ว แต่ฟลอยด์ไม่ได้เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจหรือถูกบีบรัดจนหายใจไม่ออก

    บีบีซีกล่าวว่า รายงานของเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพระบุว่า ฟลอยด์มีอาการทางหัวใจอยู่ก่อน เมื่อรวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจึงอาจส่งผลร้ายต่อระบบร่างกายของเขา และการถูกตำรวจควบคุมตัว "น่าจะเป็นสาเหตุนำไปสู่การเสียชีวิต"

    ภายหลังการประท้วงก่อจลาจล ปล้นสะดม วางเพลิงและทำลายทรัพย์สินติดต่อกัน 3 คืน  ทางการมินนิแอโพลิสและเมืองเซนต์พอลประกาศเคอร์ฟิวในเมืองคู่แฝดทั้งสอง ตั้งแต่เวลา 20.00-06.00 น.วันศุกร์และวันเสาร์ แต่ผู้ประท้วงท้าทายคำสั่งเคอร์ฟิวและออกมาชุมนุมกันตามท้องถนน บางครั้งโดนตำรวจยิงแก๊สน้ำตาขับไล่ มีอาคารหลายหลังและรถยนต์หลายคันถูกเผาอีก

    คำประกาศตั้งข้อหาตำรวจนายนี้มีออกมาในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาเรียกกำลังทหารหน่วยพิทักษ์ชาติหรือเนชันแนลการ์ด 500 นาย มาช่วยตำรวจท้องถิ่นรักษาความปลอดภัยในเมืองมินนิแอโพลิสและเซนต์พอล ซึ่งสถานีตำรวจเขต 3 ต้นสังกัดของตำรวจเหล่านี้เพิ่งโดนวางเพลิงไปเมื่อคืนวันพฤหัสบดี

    ในวันศุกร์ ที่เมืองโอ๊กเดล ชานเมืองมินนิแอโพลิส ผู้ประท้วงไปรวมตัวกันด้านนอกบ้านของโชวินที่โดนโจมตีทำลายทรัพย์สิน โดยชูป้ายข้อความประท้วงและร้องตะโกนชื่อของฟลอยด์ ผู้ประท้วงชื่อทารา บาเรียน อายุ 39 ปีบอกกันเอเอฟพีว่า เธอทำได้แต่ร้องไห้ ต้องใช้เวลานานขนาดนี้ผู้คนจึงตระหนักว่าชีวิตคนดำมีความสำคัญ

    ทางการสหรัฐวางกำลังตำรวจปราบจลาจลในหลายเมืองเมื่อวันศุกร์ เพื่อป้องกันเหตุการณ์รุนแรงและการปล้นสะดม แต่หลายเมืองก็ยังมีผู้คนออกมาชุมนุมประท้วง เช่นที่บอสตัน, ดัลลัส, เดนเวอร์, ดิมอยน์, ฮุสตัน, ลาสเวกัส, เมมฟิส และพอร์ตแลนด์

    เมื่อวันพฤหัสบดี ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งทวีตประณาม "พวกอันธพาล" ที่ก่อปล้นสะดม และขู่จะส่งทหารของส่วนกลางเข้าไปจัดการ โดยบอกว่า "เมื่อการปล้นสะดมเริ่มขึ้น การยิงก็เริ่มขึ้น" ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทวิตเตอร์ซ่อนข้อความนี้ของทรัมป์ โดยอ้างว่าขัดต่อข้อบังคับเรื่องการเชิดชูความรุนแรง แต่ในวันศุกร์ ทรัมป์เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นโอนอ่อนลง

    ทรัมป์ได้พูดคุยกับครอบครัวของฟลอยด์เมื่อวันศุกร์เพื่อแสดงความเศร้าใจ ทรัมป์กล่าวว่าเขาเข้าใจความเจ็บปวด ครอบครัวนี้สมควรได้รับความยุติธรรม และชาวมินนิโซตาควรได้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย

    อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวในแถลงการณ์ว่า เขาร่วมแบ่งปัน "ความเจ็บปวดรวดร้าว" กับชาวอเมริกันหลายล้านคนต่อการเสียชีวิตของฟลอยด์ "สิ่งนี้ไม่ควรเป็น 'เรื่องปกติ' ในอเมริกา 2020" ส่วนอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่เป็นคู่แข่งของทรัมป์ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ กล่าวเรียกร้องความยุติธรรม และว่า ถึงเวลาต้องรักษา "แผลเปิด" ของการเหยียดผิวอย่างเป็นระบบในสหรัฐ.


"๘ กรกฎา" ไม่ใช่วัน "แดงเดือด"! แต่เป็น "วันส้มเดือด" หรือ "วันปลอกแตก" ก็ได้เหมือนกัน สุดแต่ใครพอใจเรียกแบบไหน

'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'