'กทม.-ภูเก็ต-นนทบุรี'ผู้ป่วยสะสมมากที่สุด


เพิ่มเพื่อน    

3 มิ.ย.2563 - ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. กระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษก ศบค. แถลงว่า วันนี้ (3 มิ.ย. 2563) มีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย เดินทางกลับจากต่างประเทศ เข้าพักในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ หมายความว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศยังเป็น 0 ราย มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,084 ราย (อยู่ในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ 147 ราย และติดเชื้อในประเทศ 2,444 ราย) มีผู้ป่วยรักษาหายเพิ่ม 2 ราย รวมรักษาหายแล้ว 2,968 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ 58 ราย ผู้เสียชีวิตไม่มีเพิ่มขึ้น คงอยู่ที่ 58 ราย

สำหรับภาพรวมของผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทย จำแนกตามเพศ เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง จำแนกตามพื้นที่การรักษา ยังคงพบมากที่สุดที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรี 1,723 ราย ตามมาด้วยภาคใต้ 741 ราย ภาคกลาง 414 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 111 ราย และภาคเหนือ 95 ราย อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยอยู่ที่ 39 ปี จังหวัดที่มีผู้ป่วยยืนยันสะสมมากที่สุด 3 จังหวัดแรก ยังคงเป็นกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และนนทบุรี โดยภูเก็ตมีจำนวนผู้ป่วยต่อประชากร 1 แสนคนมากที่สุด อยู่ที่ 54.91 คน ต่อประชากร 1 แสนคน

พญ.พรรณประภา กล่าวต่อไปว่า ผู้ป่วยรายใหม่ในวันนี้ เป็นนักศึกษาชายไทย อายุ 26 ปี เดินทางจากประเทศซาอุดิอาระเบีย จากกรุงริยาดถึงกัวลาลัมเปอร์ เข้าไทยผ่านทางด่านปาดังเบซาร์ โดยรถบัสมาถึงไทย วันที่ 25 พ.ค. 2563 ผลตรวจครั้งที่ 1 ไม่พบเชื้อ เข้าพักสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ จ.ปัตตานี ตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 31 พ.ค. 2563 พบเชื้อ ไม่มีอาการป่วย จึงส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลใน จ.ปัตตานี ส่วนสถานการณ์โควิดในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ ตั้งแต่เดือน ก.พ. - 3 มิ.ย. 2563 ผู้ป่วยทั้งสิ้น 147 ราย เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง อายุเฉลี่ย 39 ปี สำหรับประเทศต้นทางที่มีคนไทยเดินทางกลับมามากที่สุด 5 อันดับแรก คือ อินโดนีเซีย ซาอุดิอาระเบีย คูเวต ปากีสถาน และคาซัคสถาน

ส่วนจำนวนผู้ป่วยยืนยันตามปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่แรก อันดับที่ 1 คือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้า แต่จำนวนผู้ป่วยยืนยันตามปัจจัยเสี่ยงสองสัปดาห์ล่าสุด อันดับที่ 1 คือผู้ป่วยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ อันดับที่ 2 ไปสถานที่ชุมชน และอันดับที่ 3 สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้า จะเห็นว่ายังคงพบผู้ป่วยในชุมชนอยู่ การใส่หน้ากากอนามัยยังเป็นสิ่งจำเป็น ที่ผ่านมาเราเห็นประชาชนใส่หน้ากากผ้ามากยิ่งขึ้น อยากเน้นย้ำเรื่องการซักทำความสะอาดหน้ากากผ้าก่อนนำกลับมาใช้ใหม่

พญ.พรรณประภา กล่าวช่วงท้ายว่า วันที่ 1 มิ.ย. มีมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 3 มีกิจการ กิจกรรมหลายประเภทกลับมาดำเนินการได้ตามปกติมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความปกตินี้เป็น New Normal หรือวิถีชีวิตใหม่ พี่น้องประชาชนอาจรู้สึกไม่สะดวกสบายบ้าง มาตรการต่างๆ ที่เราออกมาเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19 ซ้ำ การสวมหน้ากากอนามัย การใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือบ่อยๆ การเข้าไปสถานที่ต่างๆ มีการสแกนอุณหภูมิร่างกาย สแกนคิวอาร์โค้ดผ่านแอพพลิเคชั่นไทยชนะ สิ่งเหล่านี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำอีก หรือหากมีการระบาดก็สามารถจำกัดการระบาดให้อยู่ในวงแคบที่สุด ติดตามผู้ป่วย ผู้ใกล้ชิด มาตรวจคัดกรองรักษาได้อย่างทันท่วงที หลายประเทศมีการปลดล็อกแล้วระบาดซ้ำ พี่น้องประชาชนจะร่วมมือกันได้ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ เพื่อให้มีการผ่อนคลายต่อไป ไม่ต้องกลับมาถอยหลังที่จุดเดิม
 


"๘ กรกฎา" ไม่ใช่วัน "แดงเดือด"! แต่เป็น "วันส้มเดือด" หรือ "วันปลอกแตก" ก็ได้เหมือนกัน สุดแต่ใครพอใจเรียกแบบไหน

'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'