จับตาปรับครม.แบบ'จรยุทธ์' สยบเคลื่อนไหววิ่งแย่งเก้าอี้


เพิ่มเพื่อน    

 

        “คนดี” มีเยอะ แต่ “อยู่ไม่ได้” ของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ถูกตีความเป็น 2 ความหมาย

      ความหมายแรก อาจหมายถึงสถานการณ์ของ สมคิด และ 3 กุมาร ที่เป็นรัฐมนตรี อันประกอบด้วย อุตตม สาวนายน รมว.คลัง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่กำลังจะอยู่ไม่ได้เพราะการเมืองแบบเก่า

      และอีกความหมาย อาจหมายถึงการเมืองแบบนี้จะทำให้ไม่มีคนดี-คนเก่ง กล้าเข้ามารับ “เผือกร้อน” หากตัวเองและ 3 กุมารต้องหลุดจากวงโคจรคณะรัฐมนตรีในรอบนี้

      เพราะ “เปลืองตัว”

      อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์กันว่า หาก อุตตม, สนธิรัตน์ และ สุวิทย์ ต้องหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีในการปรับคณะรัฐมนตรีที่กำลังจะมาถึง “สมคิด” ก็อาจจะตัดสินใจหยุดไว้แต่เพียงแค่นี้ เพราะต่อให้ดำรงตำแหน่งต่อไปก็เหมือน

        “คนขาลอย”

      นั่นเท่ากับว่าจะมีเก้าอี้ว่างถึง 4 ที่นั่ง ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรี รมว.คลัง รมว.พลังงาน และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

      เหตุที่มีการคาดการณ์เช่นนั้น เพราะใช้โมเดลเดียวกับเมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตัดสินใจเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจแบบยกแผง จากทีม “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็นทีมของนายสมคิด เมื่อปลายปี 2558

      และเพราะมีการมองกันว่า นายสมคิดและทีมเศรษฐกิจทำงานมาแล้วกว่า 5 ปี จึงน่ามีการเปลี่ยนแบบ “รื้อใหญ่” เพื่อเรียกความเชื่อมั่นอีกรอบ

      เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐ ระหว่างรอการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จึงไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยิ่งเคลื่อนไหวหนัก

      เพียงแต่การเคลื่อนไหวหนักที่ว่า เป็นการปรับรูปแบบจากการรวมตัวเพื่อแสดงพลัง ที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงมาเป็นเวอร์ชั่นใหม่ 

      เป็นการเคลื่อนไหวใน “เชิงบวก” เช่น การขยันลงพื้นที่ การแสดงความเห็นทางการเมืองที่เลี่ยงความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้เป็นการตอกลิ่มสถานการณ์ภายในพรรค และให้ “ผู้ใหญ่” ได้เห็น

      มีการรวมตัวกันของกลุ่มใหม่ แต่เน้นชูภาพ “สร้างสรรค์” ของ ส.ส. ทั้งกลุ่มสหมิตร ที่นำโดย “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ 5 ส.ส.กทม.

      การกลับมาทางหน้าสื่อของ “กลุ่มด้ามขวานไทย” อันประกอบไปด้วย ส.ส.นครศรีธรรมราช ตรัง และภูเก็ต และกลุ่ม ส.ส.จังหวัดชายแดนภาคใต้

      ล้วนเป็นกลุ่มที่ไม่ได้ร่วมแชร์เก้าอี้รัฐมนตรีในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีรอบแรก แต่ถูกจับตาว่าการเคลื่อนไหวในช่วงนี้มีนัยสำคัญ

      อาจเพราะเชื่อว่าจะมีเก้าอี้รัฐมนตรีว่างหลายตัวจึงร่วมเคลื่อนไหว แต่ไม่เลือกใช้วิธีแบบเดียวกับมุ้งอื่นๆ ที่ซัดกันฝุ่นตลบพรรค

      แต่สุดท้ายต่อให้ สมคิด และ 3 กุมาร ตัดสินใจไม่อยู่ หรือถูกปรับออก ก็ไม่ได้หมายความว่าโควตาจะมากมายก่ายกองให้บรรดาผู้คาดหวังมีลุ้น

      เพราะตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และ รมว.คลัง ที่ใครปรารถนา เป็น “โควตากลาง” ของ “บิ๊กตู่” ที่จะเลือกเอง ไม่ใช่ใครหรือมุ้งใดอยากเป็นแล้วจะได้เป็น

      ชื่อชั้นคนที่จะมาย่อมต้องไม่ด้อยกว่า สมคิด ซึ่งหากดูข่าวลือที่ออกมา แต่ละคนล้วนเป็นภาพลักษณ์ดี ได้รับการยอมรับจากสังคม ทั้ง ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1, ปรีดี ดาวฉาย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่ บุญทักษ์ หวังเจริญ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นบอร์ดการบินไทยหมาดๆ หรือเผลอๆ อาจจะยังเป็นนายสมคิดอยู่ก็ได้

      ขณะเดียวกัน การปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ “บิ๊กตู่” ยอมต้องถอดบทเรียนจากการจัดตั้งครั้งก่อน และสิ่งที่เกิดขึ้นภายในพรรคพลังประชารัฐ ว่าวุ่นวายขนาดไหน

      มันอาจจะมาแบบ “มาเร็ว-เคลมเร็ว” หรือเงียบเชียบแบบ “จรยุทธ์” เพื่อไม่ให้ภาพของรัฐบาลมันเละไปกว่านี้

      และเพื่อสยบโอกาสในการเปิดศึกในภายในพรรคพลังประชารัฐ หรือแม้แต่ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอีกด้วย

      จะเห็นว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นต้นมา มักจะถอดบทเรียนความผิดพลาดในทุกเรื่องๆ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ.


นี่...พูดกันตามเนื้องานเลยนะ ฝ่ายค้าน ๕-๖ พรรค "เพื่อไทย" เป็นแกนนำ พูดประจำว่า "เข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน" ในรัฐสภา จะเข้าปีที่ ๓ อยู่อีกไม่กี่เดือน

เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์