เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง เพื่อตัดขาดโรคโควิด-19


เพิ่มเพื่อน    


     เชื่อว่าหลายคนรับมือโรคโควิด-19 โดยการหมั่นล้างมือวันละ 10 ครั้ง และหยุดสัมผัสหน้า แต่อันที่จริงแล้วคุณสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง เพื่อปรับปรุงสุขภาพของคุณ หลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการก่อโรค
     ศ.อัค บาร์ ประธานสมาคมภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งอังกฤษ และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคอลเลจในลอนดอน กล่าวว่า “ การที่ร่างกายของมนุษย์เรานั้น มีการพัฒนาหรือมีวิวัฒนาการ เป็นไปตามสภาพร่างกายของแต่ละคนนั้น นั่นถือเป็นการที่ทำให้เรามีสุขภาพที่ดี แต่บางอย่างที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบในร่างกาย นั่นจะถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพก็เป็นได้”
     สำหรับจุลินทรีย์ในร่างกายของเรา ไม่เพียงเป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคเท่านั้น แต่ว่ามันยังสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายอีกด้วย และจากการทดลองในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม พบว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะตอบสนองปกติ ถ้าหากว่าคุณไม่ได้มีอายุมากขึ้น และไม่ได้ป่วยเป็นโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของอวัยวะในร่างกาย เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคไขข้ออักเสบ ตลอดจนโรคเบาหวาน ที่มีแนวโน้มจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้จะค้นพบได้น้อยลง หรือพูดง่ายๆ ว่าถ้าร่างกายของคุณปกติดี ก็จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกตินั่นเอง
     ทั้งนี้ การบริโภคอาหารที่ดีสำหรับลำไส้ของคุณ แนะนำให้บริโภคอาหารที่มีไฟเบอร์สูง หรือกลุ่มของผักใบเขียวต่างๆ เป็นต้น ที่สำคัญการบริโภคอาหารในกลุ่มของมังสวิรัติ ไม่ได้มีส่วนช่วยในการเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดี (Microbiome) ให้กับร่างกายของเรา แต่การที่คุณกินอาหารจากพืชมากเท่าไร ก็ยิ่งดีต่อสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ทว่าจุลินทรีย์ Microbiome ชอบไฟเบอร์ที่ได้จากผักสีเขียว รวมถึงอาหารหมักดอง เช่น โยเกิร์ตยี่ห้อ Kefir ผักดองต่างๆ เช่น กะหล่ำปลีดอง และกิมจิ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารเลิศรสในกลุ่มของการหมักดอง ทั้งนี้ ในปัจจุบันเราต้องขอบคุณความรู้เพิ่มเติมของจุลินทรีย์ แต่ทั้งนี้การเติมโพรไบโอติกซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดดีที่พบได้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในลำไส้ของมนุษย์เรา จะต้องเติมในขณะที่แบคทีเรียเหล่านี้ยังทำงานแบบตัวเป็นๆ หรือมีชีวิตอยู่ เพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอดจากการเดินทาง ผ่านทางเดินอาหารหรือลำไส้ของคุณ หรือมีชีวิตอยู่ได้นานพอที่จะเดินทางผ่านลำไส้ของคุณ ก่อนที่จุลินทรีย์ชนิดดีเหล่านี้จะตาย หรือถ้าจะให้ดีนั้นก็ควรเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น
     ทว่าจุลินทรีย์ชนิดดี (Microbiome) ยังมีความสำคัญกับผิวหนังของเรา แต่เราอาจจะมีความรู้น้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะแสงอัลตราไวโอเลตในปริมาณที่สูง หรือแสงแดดจ้า จะทำให้จุลินทรีย์ชนิดดีในร่างกายทำงานได้ลดน้อยลง และทำให้ป้องกันเชื้อโรคได้น้อยลงเช่นกัน อีกทั้งการล้างมือด้วยสบู่ที่มีความเข้มข้นสูง รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารต้านแบคทีเรียที่ไม่เป็นมิตรกับผิวหนังของเรา นั่นจะทำร้ายจุลินทรีย์ชนิดดีต่อร่างกายของเราให้หมดไปจากผิวหนัง หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวพรรณ อาทิ ครีมบำรุงผิวและมือที่มีส่วนผสมของน้ำหอม ก็จะทำร้ายแบคทีเรีย ชนิดดีในการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ผิวหนังได้เช่นกัน
     ทั้งนี้ หากคุณต้องการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายนั้น หรือทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถทำงานได้เป็นปกติ การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตให้สามารถทำงานได้ดี และทำให้การเฝ้าระวัง รวมถึงการตรวจหาเชื้อไวรัสที่แปลกปลอมซึ่งจะเข้ามาทำอันตรายนั้นสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรจะออกกำลังกายชนิดใดชนิดหนึ่งทุกวัน หรือทำกิจกรรมแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เดินป่า ทำสวน ขี่จักรยาน) หรือออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิกเป็นเวลา 75 นาที 
     คำแนะนำสำหรับของผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ค่อนข้างง่ายนั้น ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการออกกำลังกายสะสมไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ แม้ว่าคุณจะมีอายุมากขึ้น จากการศึกษาในมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมและคิงส์คอลเลจลอนดอน พบว่า “จากการสำรวจนักปั่นจักรยานสมัครเล่นที่ไม่สูบบุหรี่จำนวน 125 คน ที่มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 55-79 ปี ยังคงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีเหมือนกับคนวัยหนุ่มสาว 
     ที่ลืมไม่ได้ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดนั้น แนะนำว่าให้คุณงดการดื่มสุราที่ทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายของคุณ เพราะการศึกษาที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้ เกี่ยวกับแมคโครฟาจ  (Monocytes) หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ร่วมกันทำงานกับเม็ดเลือดขาวอื่น ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม รวมทั้งเชื้อโรค จะทำงานได้ลดลงหากว่าคุณดื่มสุรา เพราะแอลกอฮอล์นั้นจะทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวผลิตได้ลดลงเช่นกัน นั่นจึงทำให้ร่างกายช่วงที่คุณเมาอ่อนแอ และเชื้อไวรัสต่างๆ จะเข้าสู่ร่างกายได้อย่างง่ายดาย
     ขณะที่ “เจเน็ต ลอร์ด” ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมบอกว่า “การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสในตอนเช้ามีประสิทธิภาพมากกว่าการฉีดวัคซีนในตอนบ่าย เนื่องจากวงจรในร่างกายของมนุษย์มักจะทำงานแบบวนเข็มนาฬิกา และมันจะทำงานได้ดี ก็ขึ้นอยู่กับการนอนหลับพักผ่อนเช่นเดียวกัน เช่น ถ้าหากคุณนอนหลับพักผ่อนได้เต็มอิ่ม ก็จะทำให้จังหวะการไหลเวียนโลหิตหรือระบบภายในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติและเป็นธรรมชาติ และจะทำให้คุณอารมณ์ดี มองโลกแง่บวก ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ทำได้อย่างเป็นระบบและผ่อนปรนเช่นเดียวกัน”
     ทั้งนี้ ความร้ายแรงของการติดเชื้อ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่คุณได้รับเชื้อไวรัส และในทางกลับกันนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าการที่คุณใช้บริการขนส่งสาธารณะ จะมีเชื้อไวรัสร้ายเกาะอยู่กับสิ่งต่างๆ กระทั่งการที่คุณยืนอยู่ใกล้คนที่ไอจาม ก็สามารถแพร่เชื้อโรคให้กับคุณได้เช่นกัน กล่าวได้ว่าทุกวันนี้เรากำลังเผชิญอยู่กับเชื้อโรคตลอดเวลา และสิ่งที่ได้กล่าวมานั้นก็ถือยังเป็นเพียงแง่มุมเล็กๆ เท่านั้น
     ที่สำคัญหากว่าลูกของคุณทุกคนนั้นมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง ครอบครัวของคุณก็จะได้เปรียบในเรื่องนี้ ซึ่งหมายความว่าเด็กๆ ก็จะไม่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างง่ายดาย หรือถ้าหากว่าคุณและเด็กๆ ติดเชื้อโรคจริงๆ คุณก็จะหายได้เร็วขึ้นหากว่าร่างกายแข็งแรง 
     ทั้งนี้ จากมุมมองด้านสาธารณสุขของ ศ.อัค บาร์ บอกว่า “แม้ว่ารอบๆ ตัวทุกคนนั้นจะมีเชื้อไวรัสโควิด-19 กระจายอยู่โดยรอบ ประกอบกับการที่เราทุกคนต้องหมั่นควบคุมระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้เป็นปกตินั้น แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือการปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า เช่นผู้สูงอายุ ที่มักจะมีภูมิคุ้มกันลดลงจากอายุที่มากขึ้น” 
     อีกทั้งเมื่อเราอายุมากขึ้น หลายคนก็มักจะบอกว่าลำไส้ของเราทำงานไม่ดี เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางอยู่มากมาย กระทั่งทำให้เกิดเป็นภาวะสำไส้รั่ว และนั่นจึงทำให้เกิดการติดเชื้อในร่างกาย กระทั่งทำให้ระบบภายในของคุณเกิดการอักเสบ และส่งผลไปทั่วอวัยวะภายใน ซึ่งภาวะดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ไล่เชื้อโรคทำงานมากยิ่งขึ้น กระทั่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของคนสูงวัยบกพร่อง ที่เสี่ยงต่อการติดโรคโควิด-19 ได้ง่ายกว่าอื่นๆ นั่นเอง 
     แต่ในแง่ของโรคโควิด-19 นั้น มักจะแพร่กระจายเชื้อโรคโดยละอองฝอย ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการหมั่นดูแลสุขอนามัยด้วยการหมั่นล้างมือให้สะอาด รวมถึงการใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการไอจาม และนำเชื้อโรคไปแพร่ให้กับผู้อื่น เพราะอันที่จริงแล้วไม่มีใครที่สามารถเลี่ยงการเจ็บป่วยด้วยไวรัสร้ายดังกล่าวได้อย่างสมบรูณ์แบบ แม้ว่าคุณจะมีระบบภูมิคุ้มกันดีอย่างไรก็ตาม. 


เชื่ออะไรผมอย่างได้มั้ย? คือผมจะบอกว่า..... เห็นความ "ดิบ-กระแดะ-ด้าน" ของนักเรียน-นักศึกษาใต้ปฏิบัติการล้างสมองของสามสัสแล้ว ไม่ต้องห่วงกันไปหรอกว่า เมื่อพวกนี้โตขึ้น จะเป็นผู้เข้ามากำหนดอนาคตประเทศ

ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ