บทรำพึงของพวก “โลว์เทค”


เพิ่มเพื่อน    

                                                           (1)

                อายุ-อานามปาเข้ามาถึงขั้นนี้แล้ว...จะมีโอกาสอยู่ไปถึงยุคที่ซื้อรถมาแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาขับเอง หรือรถที่สามารถขับเคลื่อนไปด้วยระบบอัตโนมัติ แค่เข้าไปนั่งแล้วกดปุ่มโน่น ปุ่มนี่ อาศัยคอมพิวเตอร์และระบบจีเอสพี นำพาตัวเองไปถึงจุดหมายได้อย่างนิ่มนวลและปลอดภัย หรือไม่ อย่างไร? คงต้องขึ้นอยู่กับ พระผู้เป็นเจ้า นั่นแหละ ว่าท่านจะทรงออกวีซ่า หรือจะทรงอนุญาตให้ ทราเวล บับเบิล ไปอีกถึงขั้นไหน ต่อขั้นไหน...

                                                     (2)

                แต่ถ้าหากเป็นแค่ระดับ รถไฟฟ้า ที่ไม่ต้องเสียเวลาเติมน้ำมัน สามารถชาร์จแบตฯ หรือชาร์จไฟที่บ้านก็ย่อมได้ อันนั้น...น่าจะพอมีโอกาสได้อยู่ ได้เห็น หรืออาจได้ใช้บริการ เพราะเห็นว่าน่าจะอีกไม่กี่ปี กี่เดือน บรรดา รถไฟฟ้า ทั้งหลาย ก็น่าจะเข้ามาตีตลาดรถที่ต้องบริโภคน้ำมันเป็นตัวขับเคลื่อน ชนิดกระจุย กระจาย ระดับอาจต้องโละทิ้ง หรือต้องถูก ดิสรัปถีบ ไม่ต่างอะไรไปจากวิทยุ เทป ซีดี ดีวีดี หรือประเภทเครื่องเสียง เครื่องเล่นวิดีโอ ทั้งหลาย เพราะเพียงแค่ ตลาด เมืองจีน ที่คาดว่าจะเป็นตัวสร้าง อุปสงค์ หรือสร้างดีมานด์ ความต้องการ สำหรับ รถไฟฟ้า นั้น ก็ปาเข้าไปเป็นร้อยๆ ล้านคัน อันจะทำให้ อุปทาน หรือซัพพลาย ที่จะสนองตอบต่อความต้องการ หนีไม่พ้นต้องปรับ ต้องเปลี่ยน อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...

                                                      (3)

                แต่ก็นั่นแหละ...รถส่วนตัวที่เคยซื้อมาตั้งแต่เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และยังคงต้องใช้อยู่จนทุกวันนี้ เพราะยังพอวิ่งได้ ยังสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากตั้งแต่ซื้อมา ก็แทบไม่ได้ใช้วิ่ง ใช้สัญจรไปไหนต่อไหน เนื่องจากดันไป เว้นระยะห่างทางสังคม กับใครต่อใครเขา มาตั้งแต่เกือบ 20 ปีที่แล้ว จะไปขายทิ้งแล้วเปลี่ยนไปซื้อ รถไฟฟ้า ก็ออกจะเป็นอะไรที่ทรมานจิตใจ ไม่ว่าของตัวเองหรือของตัวรถ ที่อุตส่าห์รับใช้ตัวเรามาอย่างซื่อสัตย์ ซื่อตรง และจงรักภักดีมาโดยตลอด อีกทั้งเท่าที่เคยลองไปสอบถามคุณค่า ราคา จากบรรดาพวก เต็นท์รถมือสอง ทั้งหลาย ดูเหมือนเขาจะตีราคาให้แค่ประมาณหนึ่งหมื่น หรือสองหมื่น ไม่เกินนั้น เรียกว่า...พอๆ กับ เศษขยะ ทั้งๆ ที่ตอนซื้อต้องจ่ายกันเป็นล้านๆ ด้วยความเวทนา สงสาร เลยไม่คิดจะขาย พร้อมที่จะอยู่ พร้อมที่จะใช้บริการของมันต่อไป ไม่ว่ามันจะถูกถีบทิ้ง หรือถูกดิสรัปถีบ กันไปแล้วถึงขั้นไหนต่อขั้นไหน...

                                                       (4)

                อีกอย่างก็คือว่า...ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า หรือยิ่งถ้าเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลาขับ ไม่ต้องคอยนั่งหมุนพวงมาลัย มันออกจะมี ปุ่มโน่น-ปุ่มนี่ ค่อนข้างเยอะแยะอย่างเป็นพิเศษ ซึ่งออกจะเป็นอะไรที่เป็น ของแสลง สำหรับผู้ที่อายุ-อานามค่อนข้างมาก อย่างอันตัวข้าพเจ้าเอง เพราะเพียงแค่ รีโมต-คอนโทรล ที่เอาไว้ปิด เอาไว้เปิด เวลาดูทีวี อันเดียว แท่งเดียวเท่านั้น...ก็ตายแล้ว!!! แทบไม่รู้ว่าจะกดปุ่มไหนต่อปุ่มไหน แม้แต่ โทรศัพท์มือถือ อย่างที่เคยบอกเล่า เก้าสิบ มาก่อนหน้านี้ แค่จะ เมม เบอร์โทรศัพท์ของใครต่อใคร ที่เขาโทร.มาหา ยังเมมไม่ได้ เมมไม่เป็น ต้องใช้วิธีจดเบอร์โทรศัพท์ไว้ในสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ แล้วค่อยเปิดหาเวลาคิดโทร.ไปถึงใครๆ แบบเดียวกับอดีตอธิบดีกรมศิลปากร คุณพี่ สด แดงเอียด นั่นแหละ ไม่ก็ต้องวาน หลานสาว ให้ช่วยกดโน่น กดนี่ ไปตามสภาพ...

                                                       (5)

                ด้วยเหตุนี้...แม้ว่าอยากเห็น อยากมีโอกาสได้นั่งรถไฟฟ้า หรือรถที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ กันซักเมื่อไหร่ เพียงใด ก็ตามที แต่พอหลับตานึกภาพถึง ปุ่มโน่น-ปุ่มนี่ ขึ้นมาซะแล้ว มันก็เลย หายอยาก ขึ้นมาในทันที-ทันใด โดยเฉพาะเมื่อจินตนาการไปถึงช่วงเวลาที่ตัวเองอาจต้องไปติดค้าง อยู่บนถนนสายหนึ่ง สายใด เพราะรถมันอาจจะเสีย หรืออาจหยุดทำงานขึ้นมาด้วยเหตุผล กลใด ก็แล้วแต่ โอกาสที่เผลอไปกดโน่น กดนี่ จนอาจกลายเป็นการกดปุ่มระเบิด พังพินาศไปทั้งรถ ทั้งคน ก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้เอาเลย...

                                                      (6)

                เหตุที่ต้องไปหยิบเอาเรื่องรถ เรื่องรา มาพูดจากันแบบเบาๆ สบายๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือในช่วงอาทิตย์นี้ ก็คงไม่ได้มีอะไรมากมายหรอกทั่น เพียงแค่เพราะอารมณ์-ความรู้สึกบางอย่าง ที่นับวันมันจะทะลักหลั่งควั่งพรูขึ้นมาในความคิดของตัวเองยิ่งขึ้นเรื่อยๆ คือความรู้สึกที่อาจเรียกได้ว่า ความแปลกแยก อะไรทำนองนั้น ระหว่างตัวตนของตัวเราเอง กับสิ่งที่เรียกว่า เทคโนโลยี ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องพยายามวิ่งกวด วิ่งไล่ ชนิดหายใจ-หายคอแทบไม่ทัน แต่ยังก่อให้เกิดแรงเสียดสี เสียดทาน จนแทบไม่รู้ว่า ตัวมัน หรือ ตัวเรา จะต้องลุกไหม้ มอดไหม้ ไปก่อนกัน โดยที่ ความแปลกแยก ที่ว่านั้น มันยังเป็นสิ่งที่ย่อมต้องอุบัติขึ้นมามิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้เลย และภายใน อนาคตอันใกล้ อีกซะด้วย ดังนั้นใครก็ตาม...ที่พอได้มีโอกาสรับรู้อารมณ์-ความรู้สึกทำนองนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคล องค์กร หรือสถาบัน ฯลฯ คงหนีไม่พ้นต้องเตรียมตัว เตรียมใจ ปรับตัว ปรับใจ เอาไว้ซะก่อนล่วงหน้านั่นแหละดี...

                                -------------------------------------------------------


จัดหนักจัดเต็มทั่วหน้า ไม่มีคำว่าสองมาตรฐาน อ่านบทความอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ใน www.thaipost.net วานนี้ มองเห็นหลายๆ เรื่องในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ได้ชัดเจนขึ้น

"ทักษิณ" ท้ารบ "จตุพร"
หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง
บาปหนาของคณะราษฎร
'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'