ใช้โมเดลผบ.ทบ.สหรัฐคุมโควิด


เพิ่มเพื่อน    

 นายกฯ เผย "ในหลวง" ทรงชื่นชมแผนรับมือโควิด-19 พร้อมพระราชทานกำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ "ศบค." พบผู้ป่วยใหม่อีก 2 ราย กลับจากอินเดีย-อินโดนีเซีย "อนุทิน" หัวเราะโดนถล่มไม่สวมหน้ากากอนามัยร่วมงานเลี้ยงวันชาติสหรัฐ ก่อนขอโทษทำการ์ดตกเอง "บิ๊กแดง" ยก "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-คำสั่ง ศบค." คุมโควิด คณะ ผบ.ทบ.สหรัฐชี้ใช้เป็นโมเดลปฏิบัติคณะอื่น "กองทัพ" สั่งคุมเข้มต่างด้าวทะลักเข้าชายแดนไทย
    ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 8 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า ในการเข้าเฝ้าฯเพื่อถวายข้อราชการตามช่วงระยะเวลาของรัฐบาล เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ สิ่งที่รับสั่งลงมาเรื่องแรกคือทรงชมเชย ขอบคุณทั้งรัฐบาล เจ้าหน้าที่ด้านการสาธารณสุข และทุกคนที่ได้ร่วมทำงานด้วยกันแก้ไขปัญหาโควิด-19 ซึ่งวันนี้ได้รับคำชื่นชมจากหน่วยงานภายนอก ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของประเทศไทย ซึ่งพระองค์พระราชทานกำลังใจเป็นกรณีพิเศษ
    "สิ่งที่อยากจะเรียนให้ทราบคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานทุนทรัพย์เพื่อจัดซื้อรถพยาบาลที่เป็นลักษณะของรถเคลื่อนที่ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีการพัฒนาไว้ 1 คัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเพิ่มเติม เพื่อให้ครบเขตการให้การบริการที่สามารถเคลื่อนที่ได้เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้เราต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคของรัฐบาล ข้าราชการ ธุรกิจ เอกชน สมาคมผู้ประกอบการทั้งหลาย ต้องทำงานร่วมกัน และหาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ซึ่งเราทราบดีว่างบประมาณมีแค่ไหน อย่างไร เราต้องเตรียมงบประมาณตรงนี้ไว้เพื่อรองรับสถานการณ์หากมีการแพร่ระบาด และวันนี้งบเยียวยายังพอมีเหลืออยู่ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ในก้อนแรก และก้อนที่สอง งบสาธารณสุขก็ยังมีอยู่ ไม่อยากให้ทุกคนห่วงกังวล แต่เราเตรียมการไว้ หากไม่มีก็ยังสามารถใช้ในแผนงานอื่นได้
    "ขอให้รักษาตัวให้ดีในช่วงนี้ เพราะเรากำลังเดินหน้าการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการเปิดกิจการต่างๆ ต่อไป ถ้าไม่ช่วยกันระวังก็ไปไม่ได้ ก็ต้องหยุดเหมือนเดิม และย้อนกลับมาที่เดิมใหม่ ผมไม่อยากให้เกิดขึ้น เรื่องใดก็ตามที่พูดออกมาในสื่อหรือโซเชียล หน่วยงานก็ได้ชี้แจงไปบ้างแล้ว ขอให้รับฟังการชี้แจง เราต้องไม่สร้างความขัดแย้งซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง หรือบางเรื่องมันทำให้เกิดประเด็นขึ้นมา และทำให้เกิดปัญหากับประเทศชาติ" นายกฯ กล่าว
    ขณะที่ พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์โควิดรายวันว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 2 ราย ในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ ส่วนผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศยังคงเป็นศูนย์ราย ภาพรวมในประเทศไทยมีผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,197 ราย โดยเป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,444 ราย และตรวจพบในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ 260 ราย มีผู้ป่วยรักษาหายเพิ่มขึ้น 2 ราย รวมรักษาหายป่วยแล้ว 3,074 ราย ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 65 ราย และไม่มีเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตคงที่ 58 ราย
'อนุทิน'ขอโทษการ์ดตก
    พญ.พรรณประภากล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 2 ราย รายแรกเป็นเพศชาย เดินทางกลับจากอินเดีย อายุ 31 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางถึงไทยวันที่ 23 มิ.ย. เข้าพักในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ในกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้พบผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาในเที่ยวบินเดียวกัน 6 ราย ซึ่ง 2 รายเป็นเพื่อนร่วมงานของผู้ป่วยรายนี้ ผู้ป่วยรายนี้ตรวจหาเชื้อครั้งที่ 1 วันที่ 26 มิ.ย.ไม่พบเชื้อ และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 ในวันที่ 5 ก.ค. ผลพบเชื้อ โดยผู้ป่วยไม่มีอาการ ส่วนรายที่สองเป็นคนไทย เดินทางกลับจากอินโดนีเซีย เพศชาย อายุ 39 ปี อาชีพนักเผยแพร่ศาสนา เดินทางถึงไทยวันที่ 24 มิ.ย. และเข้าพักในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ จ.ชลบุรี ก่อนหน้านี้พบผู้ป่วยที่ติดเชื้อเดินทางมาในเที่ยวบินเดียวกัน 4 ราย ผู้ป่วยรายนี้ตรวจหาเชื้อในวันที่ 29 มิ.ย.ไม่พบเชื้อ และตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 วันที่ 5 ก.ค. ผลพบเชื้อ ซึ่งรายนี้ไม่มีอาการเช่นเดียวกัน
    ทั้งนี้ สถานการณ์ทั่วโลกจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสม 11,950,044 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5,962 ราย รวมเสียชีวิต 546,622 ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดคือ สหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย รัสเซีย เปรู ส่วนประเทศไทยคงที่อยู่ในอันดับที่ 99
    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีคนไทยในอังกฤษเรียกร้องผ่านสถานทูตต้องการเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากมีความกดดันจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ว่าทางสถานทูตจะเป็นผู้พิจารณา? ซึ่งทุกคนจะต้องมีการพิจารณาอยู่แล้ว จะมีทีมงานพิจารณาว่าจะเร่งดำเนินการทางกลับประเทศไทย วันนี้การเดินทางที่มาประเทศไทยวันละสองเที่ยวบินอาจไม่เพียงพอ จึงเป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน
    ถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ปรากฏภาพนายอนุทิน และรัฐมนตรีบางคนไม่สวมหน้ากากอนามัยร่วมงานเลี้ยงวันชาติสหรัฐอเมริกา นายอนุทินปฏิเสธตอบคำถามพร้อมกับหัวเราะ โดยบอกเพียงว่า? "ดรามาเยอะ"
    ต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังการประชุม ครม.ว่า ผมได้รับคำเชิญให้ไปร่วมงานดังกล่าว เป็นงานที่จัดขึ้นในสถานที่ปิด ไม่ใช่โรงแรม มีการตรวจเข้มตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขก่อนเข้างาน อีกทั้งมีการจำกัดจำนวนและเวลาของผู้เข้าร่วมงาน ในช่วงร่วมงานได้สวมใส่หน้ากาก แต่ได้ถอดหน้ากากในช่วงถ่ายภาพ และจังหวะช่วงที่จำเป็นของสถานการณ์
    "ส่วนตัวขอน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ยอมรับผมเองการ์ดตก ดังนั้นจึงขอโทษที่ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างไม่ดี และขออภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น สัญญาว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก ขอให้ประชาชนอย่าการ์ดตกเหมือนตนเอง" นายอนุทิน?กล่าว
    วันเดียวกัน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ชี้แจงกรณี ผบ.ทบ.สหรัฐและคณะจะเดินทางเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ ว่าตลอดเวลาที่มีข่าวในเรื่องนี้ ทางกองทัพบกพยายามจะให้สำนักงานเลขาฯ ออกข่าวชี้แจง แต่ยังไม่ทราบยังมีข่าวคือเราต้องพูดกันด้วยข้อเท็จจริง ต้องพูดกันด้วย fact และมีเหตุผลว่าคืออะไร และมีเหตุผลอะไรที่ ผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐและคณะมาประเทศไทย
    พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ประการแรก ผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐมาเพียงแค่วันเดียวคือวันที่ 9 และเดินทางกลับในวันที่ 10 เพื่อมาลงนามในการแถลงวิสัยทัศน์ร่วมระหว่างกองทัพบกไทยกับกองทัพบกสหรัฐ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2562 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐมาเยือนประเทศไทย และพบกับนายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.กลาโหม ได้มีการลงนามว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ หรือ Joint Vision statement 2020 ระหว่างกระทรวงกลาโหมสหรัฐและของไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมา
แจงยิบปม ผบ.ทบ.สหรัฐ
    โดยในข้อตกลงดังกล่าว เป็นเรื่องการแลกเปลี่ยนกำลังพลที่ไปฝึก เช่นขณะนี้มีกองร้อยทหารราบของกองทัพบกไทย โดยจัดกำลังหลักจากกองทัพภาคที่ 2 เดินทางไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค. อยู่รัฐฮาวายสหรัฐอเมริกา ไปฝึกร่วมกับกองพลทหารราบที่ 25 จำนวน 152 นาย โดยกระบวนการในการเดินทางเป็นข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งกำลังพลของกองทัพบกไทยทั้งหมดต้องกักตัว 14 วัน ตามที่ ศบค.กำหนด และดำเนินการเช่าเครื่องเหมาลำ เพื่อเดินทางไปสหรัฐ และเมื่อเดินทางกลับมาต้องกักตัวอีก 14 วัน
    "เช่นเดียวกันคณะของผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐอเมริกา ไม่เคยปฏิเสธที่จะไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือกฎใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะเป็นการยกเว้นหรือขอยกเว้น ไม่เคยมี โดยระหว่างการติดต่อสื่อสารกันและทำกำหนดการร่วมกัน ถามแต่ว่าจะให้ทำอะไรขอให้บอกมา ซึ่งเรื่องนายกรัฐมนตรีและทาง ศบค.ได้มีการประชุมกับกองทัพบก เพราะเป็นแขกของกองทัพบก และเราก็ปฏิบัติตามทุกอย่าง ซึ่ง ผบ.ทบ.สหรัฐไม่ได้ปฏิเสธ รวมถึงคณะทั้ง 10 คนก่อนจะเดินทางมา swop (ตรวจสอบ) 3-4 ครั้ง และปฏิบัติตามระเบียบที่มีการหารือกันโดยตลอด ไม่มีการฝ่าฝืนแม้แต่ข้อเดียว แต่ทุกอย่างต้องมีความจริงต้องพูดกันด้วย fact ซึ่งมีระเบียบ 2 ข้อที่เกี่ยวข้อง คือมาตรา 9 ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปี 2548 ฉบับที่ 12 ว่าด้วยผู้มีเหตุยกเว้นหรือกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้ารับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนดหรืออนุญาต หรือเชิญผู้ใดเข้ามาในราชอาณาจักรตามความจำเป็น โดยอาจกำหนดเงื่อนไขและข้อตกลงและเวลาได้" พล.อ.อภิรัชต์กล่าว
    นอกจากนี้ 2.ตามคำสั่ง ศบค.ที่ 7/2563 คือมีเหตุยกเว้นหรือเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้เท่าความจำเป็นโดยกำหนดเงื่อนไข ผบ.ทบ.สหรัฐและคณะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวทุกประการ 1.มีหนังสือรับรองเดินทางว่าเป็นบุคคลเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร 2.มีใบรับรองแพทย์สำหรับการเดินทาง ก่อน 72 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบัน ผบ.ทบ.สหรัฐและคณะอยู่ระหว่างการเดินทาง และคาดว่าจะแวะเติมน้ำมันที่เกาะกวม และประเทศญี่ปุ่น ก็จะต้องมีการตรวจเชื้อโควิดทุกครั้ง ซึ่งปัจจุบันผลการทดสอบจะรู้ผลไม่เกิน 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ ผบ.ทบ.สหรัฐเดินจากวอชิงตัน ดี.ซี. และแวะที่รัฐฮาวาย ตรวจเยี่ยมกองร้อยทหารราบของไทยที่ฝึกอยู่ เนื่องจากเป็นปีที่ 2 ที่กองทัพไทยได้ส่งกองร้อยทหารราบไปฝึก 3.มีใบรับรองแพทย์ยืนยันว่าไม่มีเชื้อโควิด-19 โดยวิธีการตรวจ rt -pcr และ 4.มีแผนกำหนดการเดินทางชัดเจน และมีเจ้าหน้าที่จากสาธารณสุข และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าติดตามตลอดเวลา และคณะต้องไม่เกิน 10 นาย
    "จากการประชุมหารือในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่น่าจะแสดงความยินดีและเราน่าจะมีความภูมิใจที่รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจ แม้จะมีบางคนที่รู้สึกต่อ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าเราสามารถควบคุมโรคได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่จะเข้ามาในช่วงนี้ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการ นอกเหนือจากนี้คณะ ผบ.ทบ.สหรัฐถือเป็นคณะแรกที่เดินทางมาเยือน และเราไม่สามารถปิดประเทศได้ เราต้องมีการค้าและคณะทูตานุทูต ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเช่นเดียวกัน เราต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ แม้ว่าทั่วโลกกำลังประสบภัยเช่นเดียวกัน แต่คณะ ผบ.ทบ.สหรัฐนี้จะเป็นคณะตัวอย่างที่จะปฏิบัติตามกฎ ระเบียบอย่างเคร่งครัด" พล.อ.อภิรัชต์กล่าว
เข้มต่างด้าวลอบเข้าไทย
    ผบ.ทบ.กล่าวว่า ยังมีข้อกำหนดว่าคณะผู้ที่เดินทางมาจากสหรัฐ เมื่อมาถึงท่าอากาศยานจะต้องมีการตรวจเชื้อโควิด-19 จากคณะแพทย์กระทรวงสาธารณสุข และมีการติดตามคณะโดยตลอด ร่วมกับคณะแพทย์จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รวมถึงเจ้าหน้าที่การบินไทย เพื่อดูเป็นโมเดลตัวอย่างว่าในอนาคตต่อไปในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากมีคณะอื่นมาเยือน จะได้ปฏิบัติถูกว่าเรามีระเบียบอย่างไร และตรวจเสร็จแล้วก็จะขึ้นรถแยก โดยรถจะมีฉากกระจกกั้นระหว่างพลขับของไทยและคณะของผู้ที่มาเยือน เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะสัมผัสกันไม่มีแน่นอน ส่วนกระเป๋าสัมภาระจะถูกพ่นยาฆ่าเชื้อ เดินทางไม่มีการออกนอกเส้นทาง รวมถึงการรับประทานอาหารในโรงแรมทุกมื้อ ยกเว้นในวันที่ 10 ก.ค. จะต้องไปเยี่ยมคำนับนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
    "ซึ่งผมดูแล้วถ้าเราจั่วหัวข่าวให้ในเชิงสร้างสรรค์ ผมว่าประเทศก็คงน่าอยู่ ไม่เกิดข้อขัดแย้งถกเถียงกันมาก ถ้ามีการปฏิเสธไม่ทำเป็นอีกเรื่อง และผมได้ยินมาเป็นอาทิตย์ เป็นสัปดาห์ และผมเองก็ไม่สบายใจ" ผบ.ทบ.กล่าว
    ถามว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวนายกรัฐมนตรีขอให้เลื่อนกำหนดการนี้ออกไป แต่ทางสหรัฐไม่เลื่อน พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า นายกฯ ไม่เคยบอกให้เลื่อน บอกแต่ว่าหากมาต้องปฏิบัติตามกฎ เพราะนายกฯ รับทราบว่าการฝึกเป็นการฝึกต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยน เช่นในเดือน ก.ย.ปีนี้ เราจะต้องส่งนักบิน 2 นายไปทำงานที่สหรัฐกับกองทัพบกสหรัฐเป็นเวลา 2 ปี ขณะเดียวกันสหรัฐก็ส่งนักบินแบล็กฮอว์กมาปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์การบินทหารบกในฝูงบินแบล็กฮอว์ก ในเวลา 2 ปีเช่นกัน และเราส่งนายทหารจากกรมทหารราบที่ 112 หรือกรมสไตรเกอร์ไปปฏิบัติงานที่สหรัฐ 2 ปีเช่นกัน และสหรัฐก็ส่งคนของเขามาปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน นี่คือความสัมพันธ์ที่ประเทศไทยจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ การลงนามต่างๆ เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศความเข้าใจอันดี และไม่มีอะไรที่จะทำให้ต้องวิตกกังวล
    ซักว่า สหรัฐต้องการที่จะมาใช้พื้นที่ของไทยเพื่อตั้งเป็นฐานทัพหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ไม่ใช่ เช่นเรากับสิงคโปร์มีพื้นที่ฝึกที่จ.กาญจนบุรีมานานแล้ว และลงนามเซ็นสัญญากันทุก 3 ปี และ 5 ปี โดยใน 1 ปีต้องมองว่ากองทัพสหรัฐเข้ามาฝึกร่วมกับมิตรประเทศในรหัสของคอบร้าโกลด์ และมีกี่ประเทศที่เข้าร่วม และแต่ละครั้ง นอกเหนือจากการพัฒนาหลักนิยมหรือการฝึกฝนของกำลังพลของกองทัพบกยังได้ในเรื่องการท่องเที่ยวชื่อเสียงของประเทศ
    "ยืนยันไม่ได้มีการมาตั้งฐานทัพ แต่มีการฝากอุปกรณ์ในช่วงที่มีการฝึกเท่านั้น อย่าสร้างอะไรที่เป็นประเด็นความขัดแย้งในภูมิภาค" ผบ.ทบ.กล่าว
    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุมผู้นำเหล่าทัพ ครั้งที่ 5/2563 ร่วมกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.,พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.), พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมประชุม
    พล.ท.อภิสิทธิ์ นุชบุษบา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร ในฐานะหัวหน้าทีมโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย แถลงว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้กล่าวขอบคุณเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้การสนับสนุนดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมในการฟื้นฟูหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ คลี่คลาย
    "ได้มีการกำชับในที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ให้กองกำลังชายแดนมีการนำลวดหนามขึงแนวชายแดน และเฝ้าตรวจอย่างเข้มงวด เพราะกังวลสถานการณ์ในอนาคต หากมีการเข้ามามากขึ้น และเดินทางเข้ามาส่วนกลาง ซึ่งทาง ผบ.ทบ.ก็กำชับ ทภ.3 ให้ดูแลสถานการณ์การเข้า-ออกชายแดนอยู่แล้ว โดยระหว่างนี้กำลังตรวจสอบจำนวนคนที่เข้ามา และจะรีบดำเนินการแก้ไขไม่ให้ลุกลาม ส่วนจะมีนายหน้าทำเป็นกระบวนการในการนำคนต่างด้าวเข้ามาหรือไม่ ทาง กกล.ชายแดนและ ตร.ก็ได้ร่วมมือในการติดตามอยู่ รวมถึงชายแดนภาคใต้ที่อาจจะมีปัญหาโรฮีนจา ซึ่งก็เฝ้าระวังตามกำลังอย่างเต็มความสามารถ" หัวหน้าทีมโฆษกกองทัพไทยกล่าว.

 


"บ้านเมืองไทย" ก็เหมือนตะกร้าตอนไปจ่ายตลาด ไม่ได้มีของที่ต้องกิน-ต้องซื้อยัดลงตะกร้าอย่างเดียว ฉะนั้น...... อย่าไปจดจ่ออยู่กับเรื่องใด-เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจนจับเจ่า ชีวิตจะเฉาเปล่าๆ

"กระมิด-กระเมี้ยนอยู่ทำไม"?
'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส