สพฐ.-กสศ.จับมือช่วยเหลือนร.ยากจนพิเศษ ตั้งแต่อนุบาล-ม.ต้น เตรียมขยายไปถึงนักเรียน พ่อแม่ตกงานด้วย


เพิ่มเพื่อน    


16ก.ค.63-ที่ห้องประชุมปฏิบัติ DOC อาคารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) - สพฐ. ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมชี้แจงการดำเนินการขอรับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 225 เขต และครูโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ ผ่านระบบ Teleconference

โดยนายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ. ) กล่าวเปิดการประชุมผ่านระบบ Teleconference ว่า ในปีการศึกษา 2563 สพฐ. และ กสศ. ได้ขยายผลการพัฒนาและบูรณาการร่วมกัน ทั้งความช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษ ตั้งแต่ระดับอนุบาล–มัธยมศึกษาตอนต้น ทั่วประเทศ ให้ได้รับการช่วยเหลือเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข นอกจากนี้ยังบูรณาการการบันทึกข้อมูลเพื่อเยี่ยมบ้านและบันทึกข้อมูลการคัดกรองไว้ในระบบเดียวกัน ซึ่งความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และ กสศ. ถือว่าประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา แต่นักเรียนกลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงด้านอื่นๆ เช่น สุขภาพ การเรียนรู้ พฤติกรรม เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยทำให้หลุดออกจากระบบการศึกษา สพฐ.จึงขอความร่วมมือจาก กสศ. ในการทำองค์ความรู้และวิจัยพัฒนาหาแนวทางส่งต่อการดูแลเพื่อให้ สพฐ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือนักเรียนยากจนได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ขอขอบคุณเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา ครู ที่เป็นกำลังสำคัญจะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ประโยชน์เกิดแก่นักเรียน และขอบคุณ กสศ. หน่วยงานใหม่ของประเทศ ที่เข้ามามีบทบาทเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ ช่วยสนับสนุนและเติมเต็มแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับประเทศไทย

ด้านนายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กระบวนการคัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษในส่วนของนักเรียนกลุ่มใหม่ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล สังกัด สพฐ. กรณีที่บางพื้นที่มีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ให้คุณครูสามารถใช้วิธีการสำรวจ/สอบถามข้อมูลจากผู้ปกครอง โดยผู้ปกครอง หรือ ครูส่งรูปถ่าย หรือข้อมูลเข้ามาในระบบได้ และในวันที่มารับเงินให้เซ็นรับรองความถูกต้องของข้อมูลได้ ส่วนเรื่องการเซ็นรับรองเอกสารที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐสามารถส่งเอกสารมาทางไปรษณีย์ได้เช่นกัน โดย สพฐ-กสศ. เปิดระบบให้คัดกรองเข้ามาได้ระหว่างวันที่ 9-26 กรกฎาคมนี้ โดยในภาคเรียนที่ 1/2563 จะคัดกรองนักเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ. ครบรอบ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 และนักเรียนกลุ่มที่ยังไม่เคยได้รับทุนตั้งแต่อนุบาล-ม.ต้น ทั่วประเทศ นอกจากนี้ กสศ.ยังเตรียมงบประมาณ เพื่อใช้ในการสนับสนุนกลุ่มเด็กที่ผู้ปกครองได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เช่น ผู้ปกครองขาดรายได้จากการตกงาน เป็นต้น และที่สำคัญปีนี้ กสศ. ได้รับความร่วมมือจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และธนาคารออมสิน มอบสิทธิพิเศษให้กับนักเรียนยากจนพิเศษที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปี สามารถเปิดบัญชีธนาคารศูนย์บาท ไร้ค่าธรรมเนียมและสมัครบริการพร้อมเพย์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้การจัดสรรเงินอุดหนุนในเทอมหน้าจะเน้นโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของนักเรียน เพื่อความโปร่งใส และลดภาระของโรงเรียน ที่สำคัญเงินมุ่งตรงไปที่ตัวเด็กโดยตรง ทำให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

"ส่วนนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรองนักเรียนยากจนพิเศษเมื่อเทอมที่ผ่านมา สามารถยื่นสมัครเข้ามาใหม่ได้ทันที เพราะเชื่อว่ามีเด็กและผู้ปกครองจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการโควิด-19 กสศ. ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อป้องกันการเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยผู้ที่ผ่านการคัดกรองเป็นนักเรียนยากจนพิเศษในปีนี้จะได้รับจัดสรรทุนเสมอภาคทันทีจำนวน 2,000 บาทในเทอม1/2563 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครอบครัว ส่วนที่เหลืออีก 1,000 บาทจะจัดสรรให้ในเทอม 2/2563" รองผู้จัดการ กสศ. กล่าว

ด้านนางนวารี อาตกะวร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาดเงินฝาก ธนาคารออมสิน กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนยากจนพิเศษ ธนาคารออมสิน ยินดีที่จะบริการเปิดบัญชีออมทรัพย์ โดยที่ไม่ต้องฝากเงินให้กับนักเรียนที่ได้รับทุนจาก กสศ. รวมถึงจะมอบสิทธิพิเศษยกเว้นค่ารักษาบัญชีในกรณีที่เด็กไม่มาติดต่อทำธุรกรรมทางการเงินเป็นเวลานานๆ และกรณีมีเงินฝากไม่ถึงเกณฑ์ให้กับนักเรียนที่อายุไม่ถึง 20 ปี ทั้งนี้ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานไปติดต่อขอเปิดบัญชีศูนย์บาทได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ.


นายอรรถพล กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนในระบบส่วนใหญ่ค่อนข้างได้รับผลกระทบทั้งสถานะทางการเงินและอื่นๆ ซึ่งตนจะเสนอให้มีการปรับแก้กฏ ศธ.ที่เกี่ยวเรื่องการประกอบกิจการอื่นๆ ที่เดิมมีข้อกำหนดที่ห้ามไม่ให้โรงเรียนเอกชนในระบบ ดำเนินการประกอบกิจการอื่นๆ ภายในโรงเรียน ดังนั้น สช.จึงเตรียมหารือ เพื่อแก้ไขกฎ ศธ.ดังกล่าวให้มีข้อยกเว้น เนื่องจาก สช.ต้องการให้โรงเรียนสามารถใช้สถานที่ไปดำเนินกิจการต่างๆ ที่ไม่เป็นอุปสรรค หรือ รบกวนการจัดการเรียนการสอนในช่วงเวลาปกติ เช่น การอบรมหลักสูตรระยะสั้น เป็นต้น ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่โรงเรียนจะสามารถหารายได้ในช่วงปิดภาคเรียน โดยจะครอบคลุมไปถึงกลุ่มสถาบันอาชีวศึกษาเอกชนด้วย ทั้งนี้ตนจะเสนอให้คณะกรรมการ กช.พิจารณาเร็วๆ นี้
 


"บ้านเมืองไทย" ก็เหมือนตะกร้าตอนไปจ่ายตลาด ไม่ได้มีของที่ต้องกิน-ต้องซื้อยัดลงตะกร้าอย่างเดียว ฉะนั้น...... อย่าไปจดจ่ออยู่กับเรื่องใด-เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจนจับเจ่า ชีวิตจะเฉาเปล่าๆ

"กระมิด-กระเมี้ยนอยู่ทำไม"?
'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส