'ท้าวทองกีบม้า' บนความขัดแย้งไทยกับฝรั่งเศส


   

จบไปเรียบร้อยโรงเรียนพี่หมื่นแล้ว สำหรับละคร "บุพเพสันนิวาส" ละครเรื่องนี้ทำให้คนไทยหันมาสนใจประวัติศาสตร์กันมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีแม้อาจเป็นไฟไหม้ฟาง แต่เมื่อไฟยังร้อนก็ตีดาบดีนักแล ยังมีหลายประเด็นที่ในละครบุพเพสันนิวาสไม่ได้บอก หรืออ้างอิงประวัติศาสตร์แตกต่างกัน

สัปดาห์นี้ขอพูดถึงชะตากรรมของแม่มะลิ หรือท้าวทองกีบม้า หรือมารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา แต่มักเป็นที่รู้จักในชื่อมารี กีมาร์ ซึ่งแต่งงานอยู่กินกับคอนสแตนติน ฟอลคอน

ในละครบุพเพสันนิวาสอธิบายเรื่องราวไว้ว่า แม่การะเกดขอพระเพทราชาให้ทรงไว้ชีวิตท้าวทองกีบม้า เพราะนางไม่รู้เรื่องด้วยกับฟอลคอน เราเห็นตอนจบท้าวทองกีบม้ายังคงใช้ชีวิตที่ดีโดยความช่วยเหลือของแม่การะเกด แต่ความจริงในประวัติศาสตร์นั้นต่างออกไป

สารานิพนธ์ของพันธ์ทิพา บัวสระแก้ว เขียนเกี่ยวกับอยุธยาสมัยสมเด็จพระเพทราชา พ.ศ.2231-2246 เอาไว้น่าสนใจยิ่ง

ภายหลังการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเพทราชา พระองค์ทรงให้ดำเนินการจับกุมนายทหารฝรั่งเศสบางคนซึ่งอยู่ที่เมืองละโว้ โดยทหารเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บังคับกองทหารรักษาพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นอกจากนี้ชาวยุโรปบางคนที่เป็นชาติอังกฤษและชาติอื่นๆ ที่เป็นทหารประจำตัวของฟอลคอน รวมทั้งชาวต่างชาติที่นับถือศาสนาคริสต์ ยกเว้นพวกฮอลันดาซึ่งต่อสู้ไม่ยอมให้จับกุม

จากนั้นสมเด็จพระเพทราชามีพระราชบัญชาให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เจ้าพระยาพระคลัง เดินทางไปยังป้อมบางกอก โดยอ้างพระบรมราชโอง  การของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้นายพลเดฟาร์จเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ ยังเมืองลพบุรี และให้นำกองทหารฝรั่งเศสที่รักษาป้อมบางกอกมาด้วย

แต่นายพลเดฟาร์จกลับไม่ปฏิบัติตาม เดินทางมาลำพัง สมเด็จพระเพทราชาจึงทรงบังคับให้นายพลเดฟาร์จเขียนจดหมายถึงพลตรี ดู บรูอัง เพื่อให้นำกองทหารฝรั่งเศสจากเมืองมะริดขึ้นมายังลพบุรี ส่วนทหารฝรั่งเศสที่เมืองบางกอกนั้น นายพลเดฟาร์จขออนุญาตต่อสมเด็จพระเพทราชากลับไปสั่งการเอง เพราะมีระเบียบของทางการทหารฝรั่งเศสที่จะไม่ยอมรับคำสั่งจากผู้ใดเป็นอันขาดถ้าผู้บังคับบัญชาไม่ได้เป็นผู้ออกคำสั่งด้วยตนเอง นายพลเดฟาร์จยอมให้บุตรชายของเขาไว้เป็นตัวประกัน

เมื่อนายพลเดฟาร์จเดินทางกลับมายังป้อมบางกอกก็ไม่ยอมนำกองทหารฝรั่งเศสกลับขึ้นมายังลพบุรี สมเด็จพระเพทราชาจึงทรงให้บุตรชายนายพลเดฟาร์จเขียนจดหมายบอกไปยังนายพลเดฟาร์จว่ากำลังจะถูกประหารชีวิต ให้นายพลเดฟาร์จรีบนำกองทหารฝรั่งเศสขึ้นมายังลพบุรี

แต่นายพลเดฟาร์จปฏิเสธและออกคำสั่งถอนทหารฝรั่งเศสจากป้อมเล็กทางฝั่งตะวันตกมาประจำที่ป้อมใหญ่ทางฝั่งตะวันออก ขณะเดียวกันก็จุดไฟเผาบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใกล้กับป้อมฝั่งตะวันตกพร้อมกับทำลายป้อมเล็กทั้งหมด

จากนั้นก็ได้รวบรวมดินปืน กระสุนปืน ปืนใหญ่มาไว้ยังฝั่งป้อมตะวันออกโดยมีทหารฝรั่งเศสเพียง  250 คนรักษาป้อมไว้ ฝ่ายไทยสมเด็จพระเพทราชาทรงให้ เกณฑ์ทหารอาสาชาวต่างชาติทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในอยุธยาเวลานั้น เช่น พวกแขกมัวร์ แขกมลายู จีน มอญ ไทย และโปรตุเกส ส่วนพวกฮอลันดาทำหน้าที่จัดหาอาวุธให้ไทย ซึ่งการรบกับฝรั่งเศสครั้งนี้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการรบฝ่ายไทย

นอกจากนี้ สมเด็จพระเพทราชามีพระราชบัญชาให้จับกุมชาวคริสตังและบาทหลวงที่อยุธยาทั้งหมด แม้แต่สังฆราชแห่งเมเตลโลโปลิสหัวหน้าคณะมิชชันนารีฝรั่งเศสก็ถูกควบคุมตัวด้วย ต่อมาพระองค์มีรับสั่งให้ปล่อยตัวบุตรชายของนายพลเดฟาร์จและส่งคืนตัวไปยังป้อมบางกอก เพราะทรงคาดไว้ว่านายพลเดฟาร์จอาจจะเลิกรบกับไทยและเดินทางออกจากป้อมบางกอก แต่ทรงคาดผิดเพราะนายพลเดฟาร์จกลับสั่งให้ทหารฝรั่งเศสในป้อมบางกอกเตรียมการรบกับไทยต่อไป

การรบระหว่างไทยกับทหารฝรั่งเศสที่ป้อมบางกอกเริ่มรุนแรงมากขึ้น เมื่อทหารฝรั่งเศสจับกุมคนไทยที่เข้าไปใกล้ป้อมและฆ่าเอาศพเสียบประจานไว้ที่ป้อม เป็นเหตุให้คนไทยโกรธแค้นจึงกราบทูลสมเด็จพระเพทราชา ขอพระบรมราชานุญาตขุดสนามเพลาะล้อมป้อมไว้เพื่อจะได้จับพวกฝรั่งเศส แต่ไม่ทรงอนุญาตเพียงแต่ให้ล้อมป้อมและให้ทหารดูแลทั้งทางบกและทางเรือ คอยป้องกันไม่ให้ฝรั่งเศสออกจากป้อมมาทำร้ายคนไทยได้

นายพลเดฟาร์จเห็นว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ พวกฝรั่งเศสคงจะต้องขาดเสบียงและต้องอดอาหารตายกันหมด จึงตัดสินใจจะขอเจรจาสงบศึก โดยมอบหมายให้มองซิเออร์ เวเรต์เป็นตัวแทนมาเจรจากับออกญาโกษา ธิบดี (ปาน) จะขอยืมเรือและเงิน 300 ชั่งเพื่อใช้ซื้อเรือและเสบียงอาหารเตรียมเดินทางออกจากประเทศไทย

โดยนายพลเดฟาร์จเรียกร้องให้ข้าราชการไทยลงเรือไปด้วย เพื่อเป็นหลักประกันว่าฝ่ายไทยจะไม่ทำอันตรายชาวฝรั่งเศส เมื่อเรือไปถึงด่านภาษีปากน้ำต่างฝ่ายจะคืนตัวประกันให้แก่กัน ฝ่ายไทยได้ย้ำว่าถ้าฝ่ายฝรั่งเศสผิดสัญญา ไทยจะจับตัวสังฆราชแห่งเมเตลโลโปลิสและมองซิเออร์เวเรต์ ตลอดจนพวกมิชชันนารีและคนฝรั่งเศสที่อยู่ในไทยทั้งหมดทันที หนังสือสัญญาระบุว่าเมื่อนายพลเดฟาร์จกับกองทหารฝรั่งเศสไปถึงเมืองปอนดีเชรีแล้ว นายพลเดฟาร์จจะต้องส่งเรือซึ่งได้ไปจากเมืองมะริดกลับคืนมายังเมืองมะริด

สมเด็จพระเพทราชามีพระราชประสงค์ที่จะให้ชาวฝรั่งเศสออกไปจากประเทศไทยโดยเร็ว จึงทรงจัดหาเรือให้ตามที่นายพลเดฟาร์จขอมาทุกประการ นอกจากนี้มีรับสั่งให้หยุดการกระทำทารุณต่อนักบวชและชาวฝรั่งเศสในอยุธยา

ส่วนชาวฝรั่งเศสก็เตรียมตัวที่จะเดินทางกลับไปยังประเทศของตน แต่มาเกิดปัญหาเรื่องมาดามฟอลคอนพร้อมกับบุตรชายและชาวคริสตังจำนวนหนึ่งได้หลบหนีออกจากอยุธยา มีนายทหารฝรั่งเศสชื่อมองซิเออร์แซนด์มาร์ให้การช่วยเหลือ โดยหลบหนีมายังเมืองบางกอกเพื่อขอให้กองทหารฝรั่งเศสช่วยพาออกจากเมืองไทย เพราะต้องการหนีให้พ้นจากอิทธิพลของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

ซึ่งนางกล่าวหาว่าเป็นผู้ข่มขู่จะทำร้ายนางเพราะต้องการนางเป็นภรรยา ทำให้นายพลเดฟาร์จวิตกว่าจะทำให้สถานการณ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสยุ่งยากขึ้นไปอีก ดังนั้นนายพลเดฟาร์จจึงปฏิเสธที่จะให้การช่วยเหลือมาดามฟอลคอน แล้วนำเรื่องไปแจ้งต่อออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ซึ่งดำรงตำแหน่งพระยาพระคลังในขณะนั้น

จากนั้นนายพลเดฟาร์จได้เรียกประชุมนายทหารชาวฝรั่งเศส และแจ้งเหตุผลว่าหากฝรั่งเศสไม่ยอมส่งตัวมาดามฟอลคอนให้แก่ฝ่ายไทยแล้ว ทหารฝรั่งเศสตลอดจนชาวฝรั่งเศสทุกคนที่อยู่ในอยุธยาต้องล้มตายกันหมด

นอกจากนี้นายพลเดฟาร์จได้ขอร้องต่อพระยาพระคลัง ขอให้มาดามฟอลคอนและครอบครัวของนางมีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่ที่ไหนตามความพอใจและให้อิสระในการนับถือศาสนา หากนางต้องการจะแต่งงานใหม่ก็ให้นางมีสิทธิ์เลือกได้ตามความพอใจของนาง รวมทั้งครอบครัวของนางที่ไม่ต้องอยู่ใต้บัญชาของผู้ใด

แม้ว่าไทยต้องยอมทำสัญญากับฝรั่งเศสด้วยเรื่องมาดามฟอลคอนอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อทำให้ฝรั่งเศสยินยอมมอบตัวมาดามฟอลคอนให้ไทยอย่างเต็มใจนั้น ส่งผลให้ทั้งไทยและฝรั่งเศสต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ดังนั้นฝ่ายไทยจึงยึดเรือซึ่งบรรทุกปืนใหญ่ เสื้อผ้า พลทหารและของอื่นๆ โดยจะไม่ยอมคืนให้ถ้านายพลเดฟาร์จไม่ยอมส่งตัวข้าราชการไทยคืนมา ซึ่งนายพลเดฟาร์จพาตัวไปถึงสันดอนเพราะกลัวว่าหากคืนตัวข้าราชการไทยมาแล้วไทยจะยังคงยึดเรือและสิ่งของต่างๆ ไว้ ทำให้ไทยกับฝรั่งเศสต้องเจรจากันอีกครั้ง โดยไทยให้การยืนยันว่าฝรั่งเศสต้องส่งข้าราชการไทยคืนตามที่ได้สัญญาไว้

แต่นายพลเดฟาร์จไม่สนใจต่อคำสัญญา กลับออกคำสั่งให้ทหารฝรั่งเศสออกเรือทันที และไม่ยอมส่งตัวข้าราชการไทยสองคนที่นำไปเป็นตัวประกันคืนให้ไทย นอกจากนี้นายพลเดฟาร์จยังได้นำตัวมองซิเออร์เวเรต์ไปด้วย

ตามธรรมเนียมของไทยเมื่อมีการทำผิดสัญญาที่ให้ไว้จะต้องถูกลงโทษสถานหนัก เมื่อนายพลเดฟาร์จทำผิดสัญญาต่อไทย พระยาพระคลังจึงดำเนินการจับคุมชาวฝรั่งเศสทั้งหมดที่ตกค้างอยู่ในอยุธยาทันที รวมทั้งสังฆราชแห่งเมเตลโลโปลิศก็ต้องถูกควบคุมตัวพร้อมกับชาวคริสตังทั้งหมด และส่งตัวฝรั่งเศสทุกคนที่ถูกจับกุมไปทำงานโยธาโดยไม่มีข้อยกเว้น นอกจากนายแพทย์ชาวฝรั่งเศสชื่อมองซิเออร์โปมาร์เท่านั้น เอกสารของชาวต่างชาติบันทึกไว้ว่า ชาวฝรั่งเศสที่ถูกจับในเวลานั้นต้องได้รับความทุกข์ทรมานและอดอยากมากถึงกับต้องขออาหารจากคนไทยกิน ซึ่งก็ถูกคนไทยดูถูกเหยียดหยามด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย

ขณะเดียวกันนายพลเดฟาร์จกับทหารฝรั่งเศสได้เดินทางไปยึดเกาะภูเก็ต ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกและอยู่ตรงข้ามกับเมืองนครศรีธรรมราชไว้ได้ จากนั้นนายพลเดฟาร์จได้พยายามติดต่อกับพระยาพระคลังเพื่อเรียกร้องขอให้ไทยคืนชาวฝรั่งเศสที่ยึดไว้เป็นเชลยและข้าวของต่างๆ ให้ฝรั่งเศส พร้อมกับขอเกาะภูเก็ตให้เป็นเมืองท่าทางการค้าของบริษัทฝรั่งเศสฝ่ายอินเดียอีกด้วย สร้างความโกรธแค้นให้แก่พระยาพระคลังเป็นอย่างมาก ถึงกับคิดจะรบกับฝรั่งเศสพร้อมออกคำสั่งไปยังเจ้าพนักงานที่เกาะภูเก็ต ห้ามมิให้ส่งเสบียงอาหารหรือน้ำแก่พวกฝรั่งเศสโดยเด็ดขาด และถ้าทหารฝรั่งเศสคนใดคิดจะขึ้นบกก็ให้จับตัวคุมขังไว้

ส่วนนายพลเดฟาร์จเห็นว่าฝ่ายไทยไม่ยอมทำตามที่ตนเรียกร้องจึงเดินทางไปยังเมืองปอนดีเซรี  พร้อมทั้งปล่อยตัวข้าราชการไทยชุดสุดท้ายซึ่งเดินทางกลับมาถึงอยุธยาตอนต้นเดือนสิงหาคม และแจ้งว่าเรือฝรั่งเศสได้ออกจากเกาะภูเก็ตไปแล้ว พวกฝรั่งเศสและคริสตังที่ถูกคุมขังอยู่ที่อยุธยาจึงได้รับการปล่อยตัว

จากกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสในครั้งนี้ สมเด็จพระเพทราชาได้มีพระบรมราชโองการประกาศห้ามอย่างเด็ดขาดมิให้พวกฝรั่งเศสเข้ามาเมืองไทยอีกต่อไป ถ้าผู้ใดขัดขืน จับตัวได้จะลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่าเหตุผลประการหนึ่งอาจเนื่องมาจากการที่พวกฮอลันดาพยายามยุแหย่มิให้สมเด็จพระเพทราชาทรงไว้พระราชหฤทัยในพวกฝรั่งเศส และจัดการทุกอย่างรวมถึงคอยกีดกันไม่ให้ฝรั่งเศสกลับมาติดต่อกับไทยอีก เนื่องจากฮอลันดากลัวว่าฝรั่งเศสจะมาแย่งผลประโยชน์ในการค้าขายกับฝ่ายตะวันออก เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชต้องเสื่อมลง และยุติความสัมพันธ์ต่อกันตลอดรัชกาลของสมเด็จพระเพทราชา.
 


"สามมิตร" ชื่อนี้ต้องจำให้ขึ้นใจเพราะกำลังเล่นบทหอกข้างแคร่ เขย่าทักษิณเขาบอกว่าเศรษฐกิจมีวงรอบขาขึ้นก็รวยกันเละเมื่อไหร่ถึงขาลง น้ำตาเช็ดหัวเข่า

'กาแฟดำ' ในแดน 'ไทยโพสต์'
'ตำรวจรับใช้โจร' จะให้ทนหรือ?
'ปฏิรูประบบราชการ' ที่เกิดแล้ว
นอกถ้ำอาจอันตรายยิ่งกว่า!
เลือดเนื้อไทย"ผลิบาน"วันเลิกรา
'ปาฏิหาริย์รอดแห่งการติดถ้ำ'