จีดีพีหดตัว-9.4 เหตุโควิดยืดเยื้อ เสียหาย2ล้านล.


เพิ่มเพื่อน    

  ม.หอการค้าไทยหั่นคาดการณ์ GDP ปี 63 หดตัว -9.4% ส่งออกวูบ -10.2% อัตราเงินเฟ้อ  -1.5% ผลพวงโควิดยืดเยื้อ-บาทผันผวน-ภัยแล้ง นักท่องเที่ยวลดลงจากปีก่อน -82.3% ความเสียหายทางเศรษฐกิจรวม 2.1 ล้านล้านบาท เตือนหากกระตุ้น ศก.ไม่ตรงจุดจะซึมตัวแรงอาจมีคนตกงานถึงล้านคน

    เมื่อวันจันทร์ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ม.หอการค้าไทยได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ใหม่ โดยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลงเหลือ -9.4% จากเดิมเคยคาดการณ์ไว้ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ -4.9% ถึง -3.4% เนื่องจากผลกระทบสำคัญเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้มีการปิดเมืองและการเลิกจ้าง ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบหดตัวอย่างรุนแรง
    ขณะเดียวกันได้ปรับลดมูลค่าการส่งออกไทยปีนี้ลงเหลือ -10.2% นำเข้าเหลือ -19.5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ระดับ -1.5% การบริโภคภาคเอกชน -2.6% การอุปโภคภาครัฐ 4.5% การลงทุนภาคเอกชน -13.6% การลงทุนภาครัฐ 7.7% ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อจีดีพี 1% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ -82.3% หนี้สินภาคครัวเรือนต่อจีดีพี 90.5%
    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่ามีโอกาสถึง 60% ที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะหดตัวเหลือ -9.4% จากสมมติฐานที่ว่าปริมาณการค้าโลกปีนี้ลดลง -9% จากปีก่อน ประเทศไทยจะเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศอีกครั้ง (ภายใต้การจำกัดขอบเขตทั้งจำนวนและพื้นที่) ได้ตั้งแต่เดือน ต.ค.63 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ในปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยประมาณ 7 ล้านคน หรือลดลงจากปีก่อน -82.3% ขณะที่คาดว่าเม็ดเงินงบประมาณตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาท จะถูกอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจภายในปี 63 เพียงแค่ 25% หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท
    สำหรับปัจจัยลบสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี 63 ประกอบด้วย การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง, ค่าเงินบาทมีความผันผวนมากกว่าระดับปกติ, ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้ง, มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ทำให้หนี้เสียของสถาบันการเงินโดยเฉพาะของรัฐมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน
    "เราคาดว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในปีนี้รวมแล้วถึง 2.1 ล้านล้านบาท โดยเป็นเม็ดเงินที่หายไปจากมาตรการล็อกดาวน์ 1.5 ล้านล้านบาท การจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงไป 4.8 แสนล้านบาท  และผลกระทบจากภัยแล้งอีกราว 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้เราต้องปรับลด GDP ปีนี้ลงเหลือเพียง -9.4% และมองว่าเศรษฐกิจมีโอกาสมากขึ้นที่จะติดลบเป็นเลข 2 หลัก" นายธนวรรธน์กล่าว
    อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ ได้แก่ ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ, เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้, ภาคการผลิตและภาคบริการทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัวหลังจากการคลายล็อกดาวน์, ภาครัฐออกมาตรการเยียวยา กระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง, การลงทุนของภาครัฐมีโอกาสเร่งตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน  และธนาคารกลางทั่วโลกต่างปรับนโยบายการเงินเป็นแบบผ่อนคลายมากขึ้น
    นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เตรียมจะออกมาถือว่าเป็น 2  แพร่ง เพราะถ้าเป็นมาตรการที่ดีและแก้ปัญหาได้ตรงจุดจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว แต่ในทางกลับกันหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดจะทำให้เศรษฐกิจซึมตัวแรงและลึกมากขึ้น และอาจจะเห็นตัวเลขคนตกงานในระดับล้านคนได้ ในปีนี้หากการอัดฉีดเม็ดเงินทำได้ไม่รวดเร็วพอ เราจะเห็นการปลดคนงานภายใน 3 เดือนในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อมีการปลดคนงานจะทำให้กำลังซื้อลดลง การเก็บ  VAT ได้น้อยลง เก็บภาษีเงินได้ได้ยากขึ้น ปัญหาการว่างงานจะเริ่มหนักขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นไป.
         


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.