รัฐวิกตอเรียเพิ่มโทษหนัก ไม่กักตัวโดนปรับ1แสน


เพิ่มเพื่อน    

รัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียประกาศขึ้นค่าปรับผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่ฝ่าฝืนคำสั่งให้กักตัวอยู่ที่บ้าน เป็นเกือบ 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 110,910 บาท ถ้าฝ่าฝืนกฎร้ายแรงจะโดนยื่นฟ้อง เสียค่าปรับถึง 20,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย

ตำรวจและทหารเดินตรวจตราที่สวนฟิตซ์รอยในนครเมลเบิร์น วันที่ 4 สิงหาคม 2563

    รัฐทางใต้ของออสเตรเลียแห่งนี้กำลังเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอก 2 ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลโทษว่าส่วนหนึ่งมาจากประชาชนฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเดินทาง

    ขณะนี้นครเมลเบิร์นซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐวิกตอเรียเริ่มบังคับใช้เคอร์ฟิวในยามวิกาล, สั่งปิดธุรกิจที่ไม่จำเป็น, บังคับประชาชนสวมหน้ากาก เนื่องจากพบผู้ติดไวรัสโคโรนารายวันหลายร้อยราย

    แดเนียล แอนดรูวส์ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรีย แถลงเมื่อวันอังคารที่ 4 สิงหาคมว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ออกตรวจผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านล่าสุด พบว่า มีผู้ติดเชื้อ 800 คน หรือมากกว่า 25% ของผู้ติดเชื้อในรัฐวิกตอเรียที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน แต่พวกเขากลับไม่ได้อยู่ที่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง

    แอนดรูวส์ประกาศขึ้นค่าปรับผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่ฝ่าฝืนไม่กักตัวอยู่ที่บ้าน โดยต้องเสียค่าปรับเกือบ 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 110,910 บาท และถ้าโดนจับได้ว่าออกจากบ้านครั้งที่ 2 ก็จะขึ้นค่าปรับจากเดิมอีก 1,652 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 36,630 บาท ผู้ติดเชื้อจะได้รับอนุญาตออกจากบ้านได้ในกรณีเดียวคือต้องเข้าพบแพทย์ฉุกเฉิน จากที่ก่อนหน้านี้อนุญาตให้ออกกำลังกายกลางแจ้งได้

     ตำรวจสามารถดำเนินคดีกับผู้ติดเชื้อที่ฝ่าฝืนกฎร้ายแรงโดยส่งฟ้องศาล ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจต้องเสียค่าปรับสูงถึง 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 443,550 บาท

    แอนดรูวส์เผยด้วยว่า จะส่งทหารอีก 500 นายเข้ามาเพิ่มในนครเมลเบิร์น เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกตรวจผู้ติดเชื้อถึงที่บ้าน

    เชน แพ็ตตัน ผู้บังคับการตำรวจรัฐวิกตอเรีย กล่าวว่า ตำรวจหลายร้อยนายถูกส่งลาดตระเวนตามถนน เพื่อตรวจตราผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว, คนที่ไม่สวมหน้ากาก หรือละเมิดคำสั่งกักตัวอยู่บ้าน และพบว่า มีคนกลุ่มเล็กๆ แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่คิดว่าคำสั่งเหล่านี้บังคับใช้กับพวกเขาไม่ได้ โดยไม่ยอมแจ้งชื่อและที่อยู่ที่ด่านตรวจ.