ว่าด้วย...อานุภาพแห่งทางสายกลาง


เพิ่มเพื่อน    

                                    (1)

      การเป็น คนกลาง หรือเป็น ตัวกลาง ในเรื่องใด เรื่องหนึ่งนั้น...คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่ใครต่อใครมักคิดๆ แบบหยาบๆ ง่ายๆ กันซักเท่าไหร่นัก คือเอาแค่...การคิดจะเข้าไปแยก ไปห้ามมิให้ฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด สาวหมัด สาวตีน สาดใส่ซึ่งกันและกัน อันมีแต่จะต้องเจ็บไปด้วยกันทั้งคู่ แต่ถ้าหากผู้ที่เข้าไปห้าม เข้าไปแยก ดันออกไปทางกร๊องๆ แกร๊งๆ ผอมแห้ง แรงน้อย ไม่ได้มีฤทธา อานุภาพ พอที่จะเข้าไปผ่ากลาง หรือพอที่จะโดดเข้าไปใน วงจรแห่งความขัดแย้ง โอกาสที่อาจต้องถูก ลูกหลง หรือถูกมือ ถูกตีน ของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง โดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็แล้วแต่ ย่อมเป็นไปได้สูงเอามากๆ...

                                    (2)

      ด้วยเหตุนี้...การเป็นคนกลาง ตัวกลาง หรือการคิดจะเดินไปในแนว มัชฌิมาปฏิปทา จึงไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องปอกกล้วยเข้าปากแต่อย่างใดเลย เพราะอาจต้องเรียกว่า...เป็นซะยิ่งกว่า ศิลปะ ยิ่งกว่า สุขอนามัย ใดๆ มารวมกันเอาเลยก็ว่าได้ คือนอกจากจะมีต้องฤทธิ์เดช กำลัง วังชา มีความแข็งแกร่งพอที่จะเข้าไปห้าม ไปปราม ฝ่ายหนึ่ง-ฝ่ายใด ให้เกิดอาการเย็นๆ ลงไปได้มั่ง ยังต้อง เข้าถึง-เข้าใจ ในสิ่งที่เรียกว่า กาลเทศะ หรือต้องรู้ช่อง รู้จังหวะ รู้โอกาส ว่าเมื่อไหร่มันถึงพอเข้าไปสอด ไปแทรก ไปห้าม ไปแยก ไม่ให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ต้องเจ็บปวดรวดร้าวทรมานเกินไปกว่านี้ หรือต้องรู้ลึก-รู้จริง ถึงอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช ของแต่ละฝ่าย ว่ายังเหลือลูกฮึด ลูกบ้า กันในระดับขั้นไหน ต่อขั้นไหน...

                                               (3)

      และที่สำคัญเอามากๆ...หรืออาจต้องเรียกว่า สำคัญที่สุด เอาเลยก็ว่าได้ ก็คือสถานะ หรือความเป็นตัวตน ของผู้ที่คิดจะดำรงตนเป็นคนกลาง ตัวกลาง หรือเป็นฝ่ายกลางที่ว่า ต้องเพียบพร้อม สมบูรณ์ ไปด้วย คุณธรรม ในระดับพื้นฐานเป็นที่ตั้ง ต้องมีคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ขันติธรรม หรืออะไรต่อมิอะไรอันประกอบไปด้วย ธรรม ทั้งหลาย เป็นเครื่องรองรับ หรือเป็นตัวรับประกันการันตี ว่า ความเป็นกลาง นั้นๆ จะไม่ถึงกับเบี่ยงเบน เฉไฉ ไปในด้านหนึ่ง ด้านใด โดยเฉพาะด้านของพวกที่มี กล้าม ใหญ่กว่า หรือออกจะมีฤทธิ์ มีเดช มากไปกว่าอีกฝ่าย จนอาจส่งผลให้ ความเป็นธรรม หรือ ความยุติธรรม ไม่อาจอุบัติขึ้นมาได้อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว หรือเป็นจริง เป็นจัง อย่างเท่าที่ควรจะเป็น...

                                           (4)

      ดังนั้น...การดำรงตนเป็นคนกลาง ตัวกลาง หรือฝ่ายกลางๆ นั้น ใช่ว่า...ใครก็ตามสามารถจะเป็นได้ เพราะถ้า กลาง กันในแบบแค่อยู่เฉยๆ แค่ให้ อยู่รอดปลอดภัย เข้าไว้ก่อน หรือประเภทออกไปทาง กลาง-กลวง อะไรประมาณนั้น อันนั้น...แม้ว่าไม่ว่าใครต่อใครก็อาจเป็นได้ด้วยกันทั้งสิ้น แต่โอกาสที่จะเปล่งอานุภาพ เปล่งศักยภาพแห่ง ความเป็นกลาง แห่ง ทางสายกลาง เพื่อที่จะหยุดยั้ง ถ่วงรั้ง ไม่ให้เกิดความเจ็บปวดรวดร้าวของแต่ละฝ่ายมากเกินไปกว่านี้ หรือเพื่อไม่ให้ประเทศทั้งประเทศ สังคมทั้งสังคม อาจต้องพังพินาศ ต้องฉิบหาย-วายวอด กันในระดับ แพ้กันไปทั้งประเทศ ย่อมแทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เอาเลย...

                                            (5)

      หรืออย่างที่เคยได้มีโอกาสเงี่ยหู นั่งนึก นั่งฟัง บรรดาผู้ซึ่งเคยใกล้ชิด ติดตาม ผู้ที่เคยมีบทบาทเข้ามาเป็นตัวกลาง คนกลาง ในการคลี่คลายวิกฤตการณ์ ความขัดแย้ง ในระดับชาติ หรือระดับที่อาจส่งผลให้ไม่ว่าใครก็ใคร อาจต้อง แพ้กันไปทั้งประเทศ อะไรประมาณนั้น ก็พอนึกภาพ จินตนาการภาพ ออกมาได้บ้าง ว่านอกจากไม่ได้เป็นอะไรที่ ง่าย อย่างที่ใครคิดๆ กันไปเอง ยังออกจะเป็นอะไรที่ ยากซ์ซ์ซ์ แบบสุดฤทธิ์ สุดเดช ไม่ว่าในแง่จังหวะและโอกาส ไปจนถึงความ เข้าถึง-เข้าใจ ที่ต้อง รู้ลึก และ รู้จริง โดยเฉพาะที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น...ก็คือต้องอาศัยการสั่งสมบุญญาธิการ กฤษดาภินิหาร ไว้อย่างชนิดต่อเนื่อง ยาวนาน ระดับแทบไม่มีวัน เว้นวรรค หรือ เว้นว่าง ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย...

                                                                                                                                 (6)

      จนก่อให้เกิด สถานภาพ ในระดับที่พอจะเข้าไปสอด ไปแทรก ไปเกลี้ยกล่อม โน้มน้าว เพื่อให้เกิด ความเป็นไป ในทิศทางที่ควรจะเป็น โดยไม่ต้องเจอกับ ลูกหลง ที่ไม่ฝ่ายใดต่อฝ่ายใดนั่นแหละ ล้วนแต่พยายามสั่งสม พยายามแผ่อิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช ไปด้วยกันทั้งสิ้น การ ชั่งน้ำหนัก ถึงอำนาจ บารมี ของแต่ละฝ่าย ว่าน่าหวาดประหวั่น พรั่นพรึง กันไปถึงขั้นไหนต่อขั้นไหน ช่วงจังหวะไหนที่ลดลง หรือเพิ่มขึ้น ก่อนจะย่อยแยกลงมาเป็นรายละเอียดว่าโอกาสใด จังหวะใด ถึงจะเหมาะ-จะควร ในอันที่จะเข้าไปเกลี้ยกล่อม โน้มน้าว เพื่อไม่ให้ความเป็นไปของฉากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เบี่ยงเบนไปในทางอื่นอันไม่พึงประสงค์อันนี้...ต้องเรียกว่า ยิ่งกว่า ศิลปินแห่งชาติมาเอง ไม่รู้กี่ร้อย กี่พันเท่า...

                                                                                                                                       (7)

      เอาเป็นว่า...ที่ดันหวนกลับไปนึกๆ คิดๆ ในเรื่องทำนองนี้ ก็คงไม่มีอะไรมากมายหรอกทั่น อาจเป็นเพราะเห็นใครต่อใครเขาออกจะหวั่นวิตก ทุกข์ร้อน กังวล ต่อฉากเหตุการณ์ ฉากสถานการณ์ที่อาจกำลังใกล้อุบัติขึ้นมาในบ้าน ในเมือง อีกไม่นานนับจากนี้ ซึ่งทำท่าว่าออกจะ สวิง หรือ สุดโต่ง ไปในด้านใด ด้านหนึ่ง โดยที่ตัวกลาง คนกลาง หรือ แนวทางสายกลาง จะยังคงมีฤทธิ์ มีเดช มีความแข็งแกร่ง แบบเดิมๆ อยู่อีกหรือไม่??? โดยประดาสิ่งเหล่านี้ คงต้องถือเป็น คำถาม ที่ใครต่อใครคงต้องไปหา คำตอบ กันเอาเอง และอาจต้องเริ่มต้นจาก ตัวตนของตน นั่นแหละดีที่สุด...

                  --------------------------------------------------------------


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'