เหตุผลโลกเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น


เพิ่มเพื่อน    

ภาพ : ขีปนาวุธข้ามทวีป Dongfeng-41ของจีน

ที่มา : http://eng.chinamil.com.cn/view/2019-10/01/content_9641753.htm

สงครามใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ภายใต้หลักคิดของรัฐบาลสหรัฐมองว่ากำลังถูกคุกคาม ประเทศตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงจำแก้ไข เกิดความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์

 

       

        สงครามใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะส่งผลกระทบทั่วโลก ยิ่งเป็นสงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบยิ่งมีโอกาสน้อยมากเพราะทำลายล้างโลก อารยธรรมโลกถูกทำลายถอยหลังหลายสิบหลายร้อยปี แต่นักวิชาการส่วนหนึ่งเห็นว่าโลกเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น ทำไมจึงคิดเช่นนั้น บทความนี้นำเสนอเหตุผล 6 ประการล่าสุดตามบริบทขณะนี้

      ประการแรก สนธิสัญญานิวเคลียร์หลายฉบับถูกฉีก

        เช่น ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน (JCPOA) สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (Intermediate Nuclear Forces treaty) Open Skies Treaty (ยอมให้เครื่องบินลาดตระเวนของอีกประเทศบินเหนือน่านฟ้า ไม่มีพื้นที่ยกเว้น เพื่อลาดตระเวนถ่ายรูป การจัดวาง การเคลื่อนย้ายกำลังพลอีกฝ่าย รวมทั้งที่ตั้งนิวเคลียร์)

        เป็นหลักฐานว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคมหาอำนาจนิวเคลียร์ต่างคนต่างคิด ต่างสะสมอาวุธนิวเคลียร์

        ประการที่ 2 การปิดล้อมจีน

      ยุทธศาสตร์ในสมัยทรัมป์ประกาศชัดว่าจีนคือรัฐปรปักษ์ ความบาดหมางลงลึกไปถึงระดับประชาชน คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเกลียดชังคนจีนด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าเป็นคนจีน

        ทรัมป์ฉีกทิ้งสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางเพียงฝ่ายเดียว อ้างว่ารัสเซียละเมิดสนธิสัญญามานานแล้ว (สนธิสัญญานี้เกี่ยวข้องกับการเผชิญหน้าด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในยุโรป) ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับจีนโดยตรง มีข่าวหลายชิ้นบอกว่ารัฐบาลทรัมป์หวังติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในแถบเอเชียแปซิฟิกด้วย (ไม่ใช่แค่ยุโรปอีกแล้ว)  รัฐบาลสหรัฐอยากติดตั้งในออสเตรเลีย สมาชิกอาเซียน แม้รัฐบาลออสเตรเลียกับฟิลิปปินส์ปฏิเสธไปแล้ว แต่รัฐบาลสหรัฐไม่ลดละความพยายาม ยังเสาะหาประเทศในเอเชียที่ยอมให้ติดตั้งนิวเคลียร์ของตน

        ล่าสุด รายงานกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่นำเสนอเมื่อต้นเดือนกันยายน เผยจีนมีแผนเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เท่าตัว มีขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงใส่อเมริกาได้ทุกจุด และใกล้จะสามารถยิงอาวุธนิวเคลียร์จากภาคพื้นดิน อากาศและทะเล ครบ 3 วิธี แต่จีนปฏิเสธแผนเพิ่มหับรบนิวเคลียร์เท่าตัว ไม่ว่าเหตุผลข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เห็นชัดว่ารัฐบาลสหรัฐมุ่งที่จีนเป็นภัยคุกคามมากขึ้น ซึ่งเป็นจริงอยู่ไม่น้อย

        John Mearsheimer จาก University of Chicago ชี้ว่านโยบายบรรทัดสุดท้ายของสหรัฐคือจะไม่ปล่อยให้จีนเป็นมหาอำนาจเทียบเคียงตน

        ภายในแนวคิดนี้จีนกำลังก้าวขึ้นมาสุ่มเสี่ยงเกิดสงครามนิวเคลียร์มากขึ้น

      ประการที่ 3 การฟื้นฟูกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซีย

        เมื่อสหภาพโซเวียตแตกและเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยขณะนั้นอ่อนแอมาก อาวุธจำนวนมากถูกทิ้งร้าง มีคำถามว่าอาวุธนิวเคลียร์ยังเก็บมิดชิดปลอดภัยหรือไม่ การก้าวขึ้นมาของประธานาธิบดีปูติน นำประเทศค่อยๆ ฟื้นตัว ไม่กี่ปีหลังนี้พัฒนาอาวุธใหม่ๆ เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกอแวนการ์ด (Avangard) ที่บอกว่าสามารถหลบรอดระบบป้องกันขีปนาวุธสหรัฐ

        ในมุมมองของสหรัฐ การฟื้นตัวของรัสเซีย ความร่วมมือทางทหารระหว่างจีนกับรัสเซียเพิ่มความกังวลเป็น 2 เท่า

      ประการที่ 4 สหรัฐปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ครั้งใหญ่

      ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจีน รัสเซีย การคงความเป็นเจ้าของสหรัฐ เหล่านี้เป็นเหตุผลมากพอที่รัฐบาลประกาศพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ ยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review: NPR) ฉบับล่าสุดปี 2018 ประกาศชัดว่า รัฐบาลมีหน้าที่คงกำลังอาวุธนิวเคลียร์ให้เหนือทุกประเทศใดโลก ด้วยความเชื่อว่านอกจากปลอดภัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเจรจา เรื่องนี้สัมพันธ์กับเศรษฐกิจประเทศโดยตรง

        บริบทโลกในขณะนี้และอนาคตอันใกล้ล้วนชี้ว่าชาติมหาอำนาจทั้ง 3 เผชิญหน้าทางทหารมากขึ้น แน่นอนว่าหมายถึงอาวุธนิวเคลียร์ด้วย

        ประการที่ 5 สหรัฐมีนโยบายยิงก่อนถ้าจำเป็น

        รัฐบาลสหรัฐรวมทั้งนักวิชาการหลายคนพยายามพูดว่าสหรัฐจะไม่เป็นฝ่ายยิงก่อน โอกาสที่จะใช้นิวเคลียร์มีน้อยมากและปกติไม่คิดจะใช้เลย คำอธิบายทำนองนี้ชี้ว่าโอกาสใช้น้อยมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้เลย รวมถึงเป็นฝ่ายใช้ก่อนด้วย

        เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่านับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ถูกใช้ไปแล้ว 2 ลูก สหรัฐใช้ระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลูกเพื่อหยุดญี่ปุ่น คนอเมริกันสมัยนั้นส่วนใหญ่เห็นด้วย สงครามเกาหลี (1950-53) เป็นอีกครั้งที่สหรัฐคิดใช้ระเบิดนิวเคลียร์ นายพลดักลาส แมกอาร์เธอร์ (Douglas MacArthur) เสนอให้โจมตีจีนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แต่ประธานาธิบดีทรูแมนไม่เห็นชอบ

        โอกาสที่จะใช้จึงมีและเคยทำมาแล้ว

      ประการที่ 6 กระแสสงครามล้างโลก

        มีกลุ่มคนที่คิดถึงเรื่องสงครามล้างโลกอยู่เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ คนเหล่านี้มักจะพูดในทำนองว่า จะเกิดสงครามนิวเคลียร์แล้ว เช่น กรณีอิรักในสมัยซัดดัม ฮุสเซน ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน การทดลองนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้งการเผชิญหน้าระหว่างชาติมหาอำนาจในขณะนี้

        ถ้าติดตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ ย้อนหลัง 10 ปี, 20 ปี, 30 ปี หรือไกลกว่านั้น (ยุคสงครามเย็น) แทบทุกปีจะมีคนพูดว่า จะเกิดสงครามล้างโลกแล้ว การเอ่ยถึงสงครามล้างโลกบ่อยๆ ทำให้เกิดกระแสคิดว่าสงครามนิวเคลียร์ใกล้แล้ว หลายคนพลอยคิดว่าจะเป็นเช่นนั้น แม้ไม่อยากให้เกิดแต่ยอมรับว่าวันหนึ่งเป็นเช่นนั้น

        โดยรวมแล้ว ชาติมหาอำนาจขัดแย้งกันมากขึ้น เผชิญหน้ากันมากขึ้น หลายคนชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคสงครามเย็นใหม่อีกครั้ง จึงไม่แปลกถ้าจะพูดว่าโลกเสี่ยงเกิดสงครามนิวเคลียร์ เหมือนยุคสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างสะสมนิวเคลียร์จำนวนมาก แสดงท่าทีพร้อมใช้ถ้าจำเป็น เกิดวิกฤติใกล้นิวเคลียร์เป็นระยะ

        ต้องจับตาท่าทีรัฐบาลสหรัฐเพราะมีแนวโน้มว่าสหรัฐจะเป็นฝ่ายข่มขู่ยั่วยุก่อน รัฐบาลสหรัฐจะแสดงท่าทีชัดเจนมากขึ้น

จับตาการเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ปี 2021 :

        New Strategic Arms Reduction Treaty (New START) เป็นสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐกับรัสเซียฉบับเกิดเมื่อปี 2010 จำกัดการเก็บสะสมนิวเคลียร์ สนธิสัญญานี้จะหมดอายุในกุมภาพันธ์ 2021 รัฐบาลทรัมป์แสดงท่าทีชัดเจนว่าการเจรจารอบใหม่จะต้องมีจีนร่วมโต๊ะเจรจา เป็นไปได้ว่าสหรัฐต้องการปรับเงื่อนไขนิวเคลียร์ใหม่หมด (เป็นที่มาของการฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์พิสัยกลางกับ Open Skies Treaty ก่อนหน้านี้) ซึ่งจีนแสดงท่าทีเรื่อยมาว่าไม่เห็นด้วย ตั้งเงื่อนไขว่าจะเข้าร่วมเจรจาหากจีนเพิ่มหัวรบนิวเคลียร์เท่ากับสหรัฐ หรือสหรัฐจะปรับลดจำนวนหัวรบให้เท่ากับจีน (ปัจจุบันสหรัฐกับรัสเซียมีประเทศละ 6 พันหัวรบ ส่วนจีนมี 300 หัวรบ)

        อีกแนวทางคือจีนพร้อมเจรจานิวเคลียร์ในหมู่ 5 สมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (สหรัฐ รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส) ไม่ใช่แค่ 3 ประเทศตามที่เสนอมา

        ประเด็นอยู่ที่จีนต้องการเป็นชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ยืนได้ด้วยขาตัวเอง ไม่พึ่งความมั่นคงจากรัสเซีย เป็นไปได้ว่าจีนจะค่อยๆ เพิ่มกำลังรบนิวเคลียร์ตามหลักคิดประเทศที่ก้าวขึ้นมา ต้องก้าวขึ้นมาทุกด้าน ไม่เฉพาะเศรษฐกิจเท่านั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าจีนพัฒนาและขยายแสนยานุภาพทางทหาร รัฐบาลจีนไม่ยอมให้ก้มหัวให้ใคร จีนมีศักยภาพที่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ให้มากเท่าสหรัฐ อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่

      เป็นไปได้ว่ารัฐบาลสหรัฐอาจใช้เรื่องนี้ยกเลิกสนธิสัญญาดังกล่าว เปิดทางสร้างสะสมอาวุธนิวเคลียร์ตามใจชอบ ปี 2021 จะเป็นปีแห่งความวิตกกังวลเมื่อชาติมหาอำนาจขัดแย้งเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ เป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญหน้าการบั่นทอนบ่อนทำลายอีกฝ่าย.


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'