'หมู วรวุฒิ' รองหัวหน้าพรรคกล้า ขายธุรกิจพันล้านลุยการเมืองเต็มตัว


เพิ่มเพื่อน    

16 ก.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก พรรคกล้า เปิดตัวนายวรวุฒิ อุ่นใจ หรือ หมู ผู้ก่อตั้งธุรกิจ B2S-OfficeMate ใจเด็ดขายธุรกิจพันล้าน ร่วมงานพรรคกล้าเต็มตัว โดยมีเนื้อหาระบุว่า หมู-วรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคกล้า เปิดเผยกับสื่อด้านธุรกิจและการตลาด Marketeer ว่า ได้ลงนามความร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล ในการขายหุ้นซีโอแอล (COL) ที่ตัวเองถืออยู่ทั้งหมด 9% หรือ 57.5 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 19 บาทเมื่อวานนี้ (15 ก.ย.63) โดยจะนำเข้าพิจารณาในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่จะมีขึ้นในวันที่ 21 ต.ค. 63 ซึ่งหากผ่านคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ เขาก็จะได้เงินจากการขายหุ้นครั้งนี้ประมาณ 1,094 ล้านบาท ถือเป็นการปิดฉากการทำธุรกิจที่ตัวเองก่อตั้งและปลุกปั้นมานานเกือบ 30 ปี

สำหรับ COL เป็นผู้นำธุรกิจอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ สื่อบันเทิง สินค้าไลฟ์สไตล์ และ E-Book รวมถึงร้านเครื่องเขียนชื่อดัง B2S ชื่อเดิมคือบริษัท OfficeMate (OFM) ซึ่งวรวุฒิเป็นผู้ก่อตั้ง และนำเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2553 ต่อมาปี ปี 2555 กลุ่มเซ็นทรัลก็ได้เข้ามาขอควบรวมกิจการ “ออฟฟิศเมท” และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) โดยวรวุฒิยังนั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กระทั่งในเดือนกันยายน 2563 บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (CRC) ได้เสนอแผนเข้าซื้อธุรกิจและหุ้นทั้งหมดของซีโอแอล และเพิกถอนหลักทรัพย์จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ สิ่งที่กลุ่มเซ็นทรัลต้องการคือ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ของเซ็นทรัล รีเทล เช่นเดียวกับซีโอแอลก็จะได้อานิสงส์ความใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัลที่จะทำให้ธุรกิจในเครือซีโอแอล เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่วน วรวุฒิก็สามารถไปทำงานการเมืองได้อย่างเต็มที่

สำหรับวรวุฒิ ได้เริ่มต้นทำงานการเมืองอย่างเป็นทางการกับ พรรคกล้าภายใต้การนำของ "กรณ์ จาติกวณิช" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยวรวุฒิ ได้ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอของซีโอแอลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 และในวันเดียวกันก็ได้ลาออกจากประธานสมาคมผู้ค้าปลีก เพื่อลุยทำงานการเมืองในฐานะรองหัวหน้าพรรคกล้าอย่างเต็มตัว

“ผมเข้ามาทำงานการเมืองเพราะอยากช่วย SME และ Start up ไทย เพราะมั่นใจว่าเข้าใจความรู้สึกและปัญหาของ SME ไทยได้ดีกว่านักการเมืองอื่น ๆ และจากที่ได้ผ่านปัญหาต่าง ๆ ในการทำธุรกิจมามากมายมีความรู้และประสบการณ์ ก็ได้พยายามแบ่งปันและบรรยายให้ผู้ประกอบการ SME และ Start up ไทย มาตลอดเวลาร่วม 20 ปี อย่างไรก็ตามวันนี้ คิดว่าการบรรยายและทำคลินิก SME หรือ Start up คงยังไม่พอ” วรวุฒิ กล่าว

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 35 ปีก่อน วรวุฒิเริ่มทำงานกับครอบครัวที่เป็นร้านขายเครื่องเขียนเล็ก ๆ และเป็นธุรกิจที่อยู่ในภาวะใกล้ล้มละลาย มีหนี้สินมากมาย เอสเอ็มอีหลายรายต้องล้มหายตายจากไป แต่วรวุฒิสามารถพัฒนาธุรกิจออฟฟิศเมทขึ้นมาก จากโปรเจ็กต์จบสมัยเรียนปริญญาโทที่ นิด้า เป็นธุรกิจที่ขายสินค้าผ่านระบบ Catalog และเว็บไซต์ ที่เมื่อ 25 ปีก่อนไม่มีใครทำ คล้ายกับธุรกิจ Start up ในปัจจุบันที่ทำสิ่งที่ไม่มีมาก่อนในตลาดด้วยโมเดลธุรกิจแบบใหม่ เป็นบริษัทที่พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้อง ทั้งระบบบัญชีเล่มเดียว และโปร่งใส ซึ่งต้องแข่งกับคู่แข่งที่ทำนอกระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากแต่เขาก็ทำได้สำเร็จ สามารถทำรายได้ จาก 0-1 พันล้านบาท ได้ภายใน 15 ปีที่เปิดทำการ เป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จภายใน 15 ปีเช่นกัน

วรวุฒิ ยังเล่าอีกว่า เขาบริหารบริษัทที่เริ่มต้นจากความฝัน จนยอดขายปีล่าสุดมากกว่าหมื่นสองพันล้าน ถือเป็นผู้บริหารธุรกิจไม่กี่คนในประเทศไทยที่ผ่านทั้งธุรกิจออนไลน์และธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีสาขาร่วม 200 สาขาทั่วประเทศ การตัดสินใจสู่ถนนการเมือง ถือเป็นอีกความฝันที่มั่นใจว่าถ้านำความรู้ความเข้าใจที่มีต่อธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพมาเขียนนโยบายพัฒนา SME และ Start up ไทย ให้สามารถพัฒนาและเติบโตได้เหมือนกับที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว