ระหว่าง "เทพ" และ "วีรชน" กับ "คนธรรมดา"


เพิ่มเพื่อน    

                                                         (1)

        ขณะต้นฉบับชิ้นนี้...ออกสู่สายตาท่านผู้อ่าน ก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองจะไปถึงไหน ต่อถึงไหน กันมั่งแล้ว!!! เพราะเห็นว่าพวกหนูเล็กๆ และเด็กๆ ทั้งหลาย เขาจะจับกลุ่ม รวมกลุ่ม ก่อม็อบ ก่อการ ในช่วงวันเสาร์ที่ 19 กันยาฯ ขณะที่ต้นฉบับชิ้นนี้คงตีพิมพ์เผยแพร่ช่วงวันอาทิตย์ที่ 20 กันยาฯ โดยที่ต้องลงมือขีดๆ เขียนๆ จิ้มๆ ทิ่มๆ ไว้ตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ 18 กันยาฯ โน่นเลย...

                                              (2)

        ดังนั้น...สรุปเอาเป็นว่า คงได้แต่ต้องนั่ง ภาวนา แบบเดียวกับคุณน้อง สุรวิชช์ วีรวรรณ แห่งเว็บไซต์ ผู้จัดการ เขานั่นแหละ คือภาวนาขออย่าให้เกิดความรุนแรง ขออย่าให้เกิดมือที่สอง ที่สาม หรือที่ไหนๆ ก็แล้วแต่ เข้ามาสร้างสถานการณ์ให้เหตุการณ์ต้องลุกลาม บานปลาย รวมทั้งภาวนาขอให้ผู้มีอำนาจ หน้าที่ รับผิดชอบ อย่างรัฐบาล ท่านสามารถหาวิธีบริหาร จัดการ กับบรรดาม็อบๆ ทั้งหลาย ได้อย่างละมุนละม่อม เพื่อมิให้อะไรต่อมิอะไรมันต้องออกไปทางร้ายๆ อันเป็นอะไรที่น่าห่วง น่ากังวล เป็นอย่างยิ่ง...

                                                      (3)

        คืออันที่จริง...ไอ้ความรู้สึกเป็นห่วง เป็นใย ในลักษณะที่ว่านี้ มันคงไม่ได้มีที่มาจากความแก่ ความชรา เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะอย่างที่เคยเล่าสู่กันฟังไปแล้วนั่นแหละว่า ช่วงที่ยังหนุ่มๆ แน่นๆ ยังเป็น นักข่าวกรมตำรวจ ที่เอ๊าะๆ ที่สุดเมื่อเทียบกับนักข่าวในประเภทเดียวกัน ความรู้สึกตอนนั้น คงไม่ต่างไปจากตอนนี้มากมายซักเท่าไหร่ หลังจากได้เห็น การปาระเบิด ใส่บรรดานิสิตนักศึกษา ที่ยกขบวนมาแถวๆ สยามสแควร์ ได้ยินเสียงวี้ดๆ ว้ายๆ ของพวกนักศึกษาหญิง ได้เห็นเลือด เห็นเนื้อ ของผู้ที่เคยรู้จักมักจี่ ต้องหลั่งไหลโลมดิน จนอดไม่ได้ต้องยื่น บัตรสมาชิกสมาคมเสือก ต้องหาทางเหนี่ยวๆ รั้งๆ ไม่ให้เกิดเงื่อนไข เหตุปัจจัย อันจะนำไปสู่ ความรุนแรง ไม่ว่าจะโดยใครก็ตาม...

                                                      (4)

        แต่ก็อย่างที่ว่าไว้แล้ว...ว่าสุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้อง เงิบ ไม่ต่างไปจากคุณทวด ไซรรงค์ หรือกระทั่งอาจารย์ ป๋วย ก็แล้วแต่ และแม้ว่าหลังจากนั้นอีกซักพักใหญ่ๆ หรือหลังจากที่พวกนิสิต-นักศึกษาทั้งหลายที่ หนีเข้าป่า เขาเกิดอาการ ป่าแตก ด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที ต้องทยอยออกมาจากป่าเป็นสายๆ จนทำให้หน่วยงานองค์กรหรือบริษัทสิ่งพิมพ์ที่ อันตัวข้าพเจ้าเอง จัดตั้งขึ้นมา ณ ช่วงขณะนั้น กลายสภาพเป็น ศาลาพักใจ หรือ ศาลาคนเศร้า ของบรรดาคนหนุ่ม-คนสาวจำนวนไม่น้อย ก็ยิ่งมีโอกาสได้เก็บรับอารมณ์-ความรู้สึกทำนองนี้ หนักยิ่งขึ้นไปใหญ่...

                                                          (5)

        เรียกว่า...ต้องนั่งฟัง นอนฟัง คำบ่น คำระบาย ของบรรดาผู้คนเหล่านี้เป็นคืนๆ ถึงความเจ็บปวด รวดร้าว ไม่ว่าทางร่างกาย หรือจิตใจ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้ จบ อยู่เพียงแค่เฉพาะเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่ง ไม่ใช่พอ หนีเข้าป่า ตามเงื่อนไขและเหตุปัจจัยที่ใครสร้างขึ้นมาก็ตาม แล้วจะสามารถอยู่รอดปลอดภัย หรือสดชื่นเหมือนยืนอยู่บนเนินเขาก็หาไม่ นอกจากต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อกระสุน ระเบิด จากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ยังดันต้องไปเจอความแปลกแยก แตกต่าง ระหว่าง คนป่า กับ คนเมือง ระหว่าง ชาวนา กับ ปัญญาชน ฯลฯ เจอแรงกด แรงบีบทางอารมณ์และความรู้สึก คล้ายๆ บรรดาพวกที่ไล่ฟัด ไล่งับกันเอง ในต่างประเทศ จนตราบเท่าทุกวันนี้...

                                                    (6)

        คือพูดง่ายๆ ว่า...สุดท้ายมันกลายเป็นเรื่องของ ชีวิต ส่วนเรื่อง การเมือง เป็นเพียงแค่ จุดเบี่ยงเบน ให้เส้นทางชีวิตของแต่ละราย ต้องไป เผชิญกรรมยามศึก ตามโชคชะตาวาสนาของใครก็ของมัน แต่โดยสรุปแล้ว...ล้วนแต่ต้องเจ็บปวด รวดร้าว ไปด้วยกันทั้งสิ้น บางรายถึงขั้น...กู่ไม่กลับ ต้องรักษาพยาบาลเยียวยากันนานแสนนาน บางรายต้องเผชิญกับ ศึกรัก ระหว่าง ศึกรบ ต้องอ้างว้าง โดดเดี่ยว ชนิด ลูกสาวใคร...มายืนร้องไห้หน้า บขส. อะไรประมาณนั้น ฯลฯ ถึงแม้ไม่ได้เป็น เทพ เพราะยังไม่ได้ตาย เป็นได้แค่ วีรชน เพราะโดนจับ หรือไม่โดนจับก็ตาม แต่ออกจะเป็นอะไรที่โหดร้ายเอามากๆ สำหรับ ชีวิต แต่ละชีวิต ที่ถูก การเมือง เบี่ยงเบน ให้หนีไม่พ้นต้องไปเผชิญกรรมยามศึกกันเอาเอง...

                                                         (7)

        ด้วยเหตุนี้นี่เอง...เลยทำให้อดเป็นห่วง เป็นใย ต่อบรรดาใครๆ ที่กำลังฮึดๆ ฮัดๆ ช่วงนี้ขึ้นมามิได้ ยิ่งมีความแก่ ความชรา บวกเข้าไปอีก ก็ยิ่งได้แต่ถอนหายใจ หรือได้แต่สวดมนต์ ภาวนา กันไปตามสภาพ ไม่สามารถออกแรงยุ แรงเชียร์ใดๆ ได้เลย แม้อาจเป็นสิ่งที่พวกเด็กๆ เขาปรารถนาและต้องการเพียงใดก็เถอะ คือไม่อาจ ซาดิสต์ ไปได้ถึงปานนั้น เนื่องจากสิ่งที่เคยได้รับรู้ ได้สัมผัสมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น เทพ หรือเป็น วีรชน ก็ตาม ยังไงๆ...ย่อมไม่ได้เหนือไปกว่า คนปกติธรรมดา โดยทั่วไปเป็นอันขาด เพราะโดย กฎเหล็กแห่งธรรมชาติ แล้ว ชีวิต ที่ ปกติ นั่นแหละ คือชีวิตที่เพียบพร้อมและสมบูรณ์ที่สุด...

                              ----------------------------------------------------------


"ธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์"ถึงวันนี้ (๒๖ ต.ค.๖๓).......ประเมินสถานการณ์ผ่านแนวรบด้านถนนและด้านรัฐสภาแล้ว เป็นไงบ้างครับ?"ล้มเจ้า" สำเร็จแน่?

หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?