ทช. - เชฟรอน - จุฬาฯ นำร่องวางปะการังเทียมจากขาแท่นปิโตรเลียม 


เพิ่มเพื่อน    


การผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยดำเนินการมาเกือบ4 ทศวรรษ โดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติ 2 แหล่งใหญ่กลางอ่าวไทย คือแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่จะสิ้นสุดสัมปทานเดิมในปี 2565 และ 2566 ซึ่งตามกฎหมายและข้อตกลงในสัญญาสัมปทาน ได้มีข้อกำหนดให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมต้องดำเนินการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม ที่ภาครัฐไม่ได้รับโอนไปใช้ประโยชน์ต่อและจะต้องทำการรื้อถอนออกไปเฉพาะของแหล่งเอราวัณ มีแท่นที่ต้องรื้อถอน 49 แท่น จาก 191 แท่น


แนวทางหนึ่งที่ทั่วโลกใช้ในการจัดการส่วนของขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่เลิกใช้งานคือ การนำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมเหล่านั้นไปจัดวางเป็นปะการังเทียม (Rigs to Reefs) เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินงานในแหล่งเอราวัณปัจจุบัน ได้ร่วมดำเนินโครงการนำร่องการใช้ขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม จำนวน 7 ขาแท่น ไปจัดวางเป็นปะการังเทียม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล บริเวณเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


    นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทช. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจัดทำปะการังเทียม เพื่อเป็นการอนุรักษ์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในทะเล ปีละประมาณ 100 ล้านบาทอยู่แล้ว การที่นำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีความคงทน แข็งแรง ทำจากเหล็กกล้า (carbon steel) สร้างเพื่อใช้งานในทะเลมาจัดวางเป็นปะการังเทียมเพิ่มเติม โดยการสนับสนุนงบจากบริษัท เชฟรอนฯ ถือเป็นเรื่องที่ดี ในการช่วยรัฐประหยัดงบประมาณในการจัดทำปะการังเทียม

    “วัสดุที่เป็นขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมมีความสูงประมาณ 70-84 เมตร ความกว้างของฐานเมื่อวางในแนวนอนแล้วก็ยังสูง 20 กว่าเมตร เรานำมาจัดวางที่ระดับน้ำประมาณ 40 เมตร ก็เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ เพราะควรมีระยะห่างของยอดกองปะการังเทียมกับผิวน้ำไม่น้อยกว่า 15 เมตร สำหรับกองปะการังเทียมนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำวัยอ่อน ยังถือเป็นการเพิ่มมิติด้านแหล่งดำน้ำใหม่ๆ ในเขตน้ำลึก ซึ่งมั่นใจได้ว่า จะเป็นจุดรองรับเรือทัวร์ของนักท่องเที่ยวจากเกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่าในอนาคต รวมทั้งช่วยลดผลกระทบจากการดำน้ำในแนวปะการังธรรมชาติลงได้” 

    นายอรรจน์ ตุลารักษ์ ผู้จัดการแผนกรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เลิกใช้งานในกิจการปิโตรเลียม บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันขาแท่นทำหน้าที่เสมือนปะการังเทียมอยู่แล้ว เพราะมีโครงสร้างซับซ้อนและมีความทนทาน เหมาะในการลงเกาะของปะการังและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เป็นอย่างดี การย้ายขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมจากพื้นที่สัมปทานเพื่อนำมาจัดวางเป็นปะการังเทียมในบริเวณที่ใกล้กับชายฝั่งมากขึ้น ซึ่งห่างจากเกาะพะงันไปประมาณ 7.5 ไมล์ทะเล และเป็นจุดที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบร่วมกัน จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศในหลายด้าน ทั้งช่วยเพิ่มแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ สร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศทางทะเล ส่งผลดีต่อการประมงและธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

“การดำเนินงานโครงการดังกล่าว มีหน่วยงานภาครัฐคอยกำกับดูแลในทุกขั้นตอน และเชฟรอนเองก็ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในระดับสากล” นายอรรจน์ กล่าว

นายโสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากการจัดวางขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมทั้ง 7 ขาแท่นเสร็จแล้ว ทช. และจุฬาฯ ซึ่งได้รับงบประมาณจากทางเชฟรอน 22.8 ล้านบาท จะร่วมกันศึกษา ติดตาม และประเมินผลโครงการฯ ดังกล่าวในระยะแรกคือในช่วง 2 ปีนี้ ที่จะเป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการของทั้งในและต่างประเทศ ก่อนนำไปสู่การขยายผลในอนาคตต่อไป โดย ทช. ได้เตรียมออกประกาศให้พื้นที่จัดวางปะการังเทียมดังกล่าวเป็นพื้นที่คุ้มครอง เพื่อให้เกิดการจัดการและการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างเหมาะสมทั้งในด้านการประมง และการท่องเที่ยวต่อไปด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำขาแท่นมาจัดวางเป็นปะการังเทียมในระยะถัดไปนอกเหนือจากโครงการนำร่องนี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยจะพิจารณาจากผลการศึกษาของโครงการนำร่องนี้ ส่วนกระบวนการในระยะยาวจะได้ผลดีมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องมีการติดตามต่อไป แต่แนวโน้มเป็นไปด้วยดี นายโสภณ กล่าวทิ้งท้าย


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก