ชีวิตไม่เหมือนเดิมแล้ว 'จตุพร' บอกแกนนำม็อบเมื่อตัดสินใจสู้ต้องยอมรับสัจธรรม ชีวิตจะวนเวียนอยู่ศาล อยู่เรือนจำ


เพิ่มเพื่อน    

แฟ้มภาพ

21 ก.ย.63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมวันที่ 19-20 ก.ย. ที่ผ่านไป ว่า เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น หนทางอีกยาวไกล สำหรับคนที่ผ่านทางอย่างตนมองหลากหลายปรากฏการณ์ หลังจากนี้มีอีกหลายเรื่องราว ให้คิดว่าคือการเดินทาง หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม จะยากขึ้นตามลำดับ มองเพียงแค่ปรากฏการณ์เดียวไม่ได้ ในสมรภูมิการต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น 

“ผมพยายามนำเสนอความคิดว่ารัฐเองต้องไม่ใช้หลักนิติศาสตร์นำรัฐศาสตร์ เพราะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การที่ฝ่ายรัฐได้ใช้กลไกตำรวจขออนุมัติหมายเรียก หมายจับ แล้วก็ทยอยจับทีละคนสองคน ในกระแส 1 เดือนก่อนการชุมนุม ถ้าถามว่าใครสร้างกระแสให้เกิดการชุมนุมเป็นจำนวนมาก ก็เพราะกลไกรัฐนั่นเอง เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายมันไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ มันควรเอาหลักรัฐศาสตร์นำหลักข้อกฎหมาย” นายจตุพร กล่าว 

นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนสังคมจะต้องตระหนัก พูดคุยแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่พัฒนาสู่การแตกแยกใหม่อีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายต้องทนเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันได้ ตนก็ได้แสดงจุดยืนเห็นด้วย 3 ข้อเรียกร้อง ที่เหลือยังเห็นต่าง ไม่ว่าจะเห็นด้วยเห็นต่างทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองให้มีชีวิตอย่างปลอดภัย เราต้องเคารพสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ยืนยันว่ารัฐควรใช้หลักเมตตาธรรมมากกว่าใช้ข้อกฎหมายดำเนินการ กฎหมายอย่างเดียวแก้ไขปัญหาไม่ได้ และพิสูจน์มาแล้วในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา 

 ผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นต่อกรณีแกนนำผู้ชุมนุมการปักหมุดคณะราษฎร 2563 ที่สนามหลวง ซึ่งถูกถอนในเวลาต่อมา นายจตุพร กล่าวว่า คนที่เอาหมุดไปติดย่อมรู้ว่าอย่างไรก็ต้องถูกดึงออก เพียงแค่นั่งลุ้นว่าจะครบหนึ่งวันหรือไม่ ถ้าใครคิดว่าหมุดจะอยู่ตลอดคงไม่มีใครกล้าคิดอย่างนั้น มันเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมศิลปากรก็แสดงตนแล้วว่าเขาเป็นคนเอาออก ไม่ต้องไปควานหา 

 นายจตุพร กล่าวถึงการป้องกันความรุนแรงว่า ทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกัน นักศึกษาประชาชนต้องยึดแนวทางสันติวิธี รัฐต้องดูแลรักษาความปลอดภัยป้องกันโรคแทรก ต้องอำนวยความสะดวกทุกอย่างไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง รักษาบรรยากาศ การชุมนุมเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย ถ้าคิดจัดการกับอีกฝ่ายก็กระทบกระทั่งเรื่องลุกลาม จบอีกแบบหนึ่ง หลักคิดการชุมนุมทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองในชีวิตและทรัพย์สิน ในการใช้สิทธิเสรีภาพ ไม่ควรมีคนมาตายเพราะเรียกร้องประชาธิปไตยอีก แต่ละฝ่ายต้องไปทบทวน ต้องยอมรับเมื่อตัดสินใจมาสู้แล้ว ชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกเลย เป็นสัจธรรม หลังจากการชุมนุมอยู่ศาล อยู่เรือนจำ แต่คนตัดสินใจสู้ไม่มีความกลัวใดๆ อยู่แล้ว การตัดสินใจใดๆ ก็ตาม ต้องยึดหลักมีเหตุผล ได้ประโยชน์ รู้ประมาณ ถ้ายึดกันได้ การชุมนุมโดยสันติวิธีก็บังเกิดได้ เนื้อหาก็พิจารณาว่าอะไรควรไม่ควร 

เมื่อถามถึงข้อเสนอเกี่ยวกับการยุบสภา นายจตุพร กล่าวว่า การยุบสภาเป็นทางออก บ้านเมืองมีปัญหาก็เอาอำนาจกลับไปให้ประชาชน เพียงนายกรัฐมนตรีแสดงเจตนาว่า ส.ว. ต้องทำตามเจตนารมณ์ของประชาชน ส.ส.เลือกใครเป็นนายกฯ ส.ว.ต้องโหวตตาม เราก็ไม่ต้องวิตก ม.272 กันอีก ต้องยอมรับเศรษฐกิจพังพินาศแล้ว ต้องคิดแล้วประเทศจะอยู่อย่างไรต่อไป.
 


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก