'สมพงษ์-วิรัช'ยกเหตุผลเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ


เพิ่มเพื่อน    

23 ก.ย.2563 – ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณา 6 ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน และผู้เสนอญัตติชี้แจงหลักการและเหตุผลญัตติของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 256 จะเดินได้ต้องมีมติจาก ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และมีเสียงจากพรรคการเมืองที่ไม่มีประธานหรือรองประธานสภาฯ หรือไม่มีคณะรัฐมนตรี(ครม.) อีกไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของพรรคการเมืองดังกล่าว และยังต้องทำประชามติ จึงเห็นควรให้กลับไปใช้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง ของรัฐสภา รวมถึงเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ชี้ว่ารัฐธรรมนูญควรแก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย จึงควรจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนหลักการร่างแก้ไขยกเลิกมาตรา 270 ถึง 272  เป็นหลักการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและขัดกับหลักการถ่วงดุลอำนาจ โดยเฉพาะมาตรา 272 เกี่ยวกับการให้ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีสิทธิร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการและประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงไม่ควรให้ ส.ว.มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป เห็นควรยกเลิกมาตรา 272 และแก้ไขมาตรา 159 ให้การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. รวมทั้งให้ยกเลิกมาตรา 279 เกี่ยวกับการประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำของ คสช.และหัวหน้า คสช. ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชน ขัดหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ได้รับการรับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ คสช. สิ้นสุดไปแล้ว แต่ยังคงบทบัญญัติไว้ ทำให้ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ส่วนหลักการและเหตุผลการแก้ไขระบบเลือกตั้ง นายสมพงษ์ กล่าวว่า การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวมีปัญหาหลายด้าน ยุ่งยากในทางปฏิบัติ ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชน ไม่เป็นธรรมต่อพรรคการเมือง การคิดคำนวณไม่แน่นอนชัดเจน สมควรนำวิธีการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ กลับมาใช้ ซึ่งเคยใช้มาหลายครั้ง และประชาชนเข้าใจ ไม่เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ
  
จากนั้นเวลา 10.45 น. นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เสนอร่างแก้ไขรัฐบาล ฉบับพรรคร่วมรัฐบาลว่า เนื่องจากเมื่อบังคับใช้รัฐธรรมนูญระยะหนึ่ง แต่มีปัญหาไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมประชาชน ปัญหาการกระจายอำนาจ ปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ จึงควรมีการศึกษาทบทวนรัฐธรรมนูญให้เกิดความชัดเจนและเหมาะสม เพื่อเป็นแม่แบบการดำเนินการด้านต่างๆ ให้ประเทศมีเสถียรภาพความมั่นคง ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ด้วยบทบัญญัติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยุ่งยาก จึงควรแก้ไขมาตรา 256 ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมาะสม ไม่ยุ่งยากเหมือนปัจจุบัน และควรมีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทำรัฐธรรมนูญที่เหมาะสม สอดคล้องเจตนารมณ์ประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการรับฟังความเห็นและออกเสียงประชามติ

นายวิรัช กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ก็ยังมีข้อบกพร่อง ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2560 หลายพรรคการเมืองชูประเด็นตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พรรคพลังประชารัฐไม่มีนโยบายแก้ไขเรื่องนี้ แต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาล ก็ปรากฏเป็นนโยบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มภาคประชาชนทั้งคณะประชาชนปลดแอก หรือกลุ่มไทยภักดีกำลังเคลื่อนไหว ดังนั้นไม่ว่าจะแก้ไขมากหรือน้อยก็ต้องเกิดปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งตนเองอยากเห็นบ้านเมืองสงบไม่แบ่งแยก ในญัตติพรรคร่วมรัฐบาลมีเจตนารมณ์แก้ในมาตราที่เป็นปัญหา แต่ยืนยันไม่แก้หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ซึ่งทุกคนมีความเห็นตรงกัน รวมถึงญัตติของผู้นำฝ่ายค้าน และเห็นร่วมกันว่าควรแก้ไขมาตรา 256 แต่ถ้าจะแก้ไขได้ จะต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ร่วมลงมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย และขอให้สมาชิกโหวตลงมติรับหลักการญัตติพรรคร่วมรัฐบาล และขอให้ร่วมกันพิจารณาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ขอขอบคุณสมาชิกที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนญัตติ และหวังว่าจะได้มติจากวุฒิสภา
 


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก