กฎฟิสิกส์ว่าด้วยแรงกิริยา=แรงปฏิกิริยา


เพิ่มเพื่อน    

                                                        (1)

        แรงเหวี่ยง...หรือแรงสวิงไปทางด้านซ้ายสุด ประเภทอยากจะปลดแอก อยากเป็นคณะราษฎร หรืออยากจะเป็นสาธารณรัฐประเทศไทย ฯลฯลฯลฯ อะไรทำนองนั้น คงไม่ถึงกับน่าหนักอก หนักใจ มากมายซักเท่าไหร่ เพราะเอาไป-เอามา มันคงไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผลที่หนักแน่น มั่นคง แข็งแรง ที่เหมาะสม สอดคล้องกับ คุณลักษณะ ความเป็นไปของประเทศไทย สังคมไทย ไปจนกระทั่ง ความเป็นไทย แต่อย่างใด...

                                                     (2)

        แต่การเหวี่ยงกลับ ที่อาจก่อให้เกิดแรงสวิงในด้านตรงข้ามตามมา อันย่อมต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ หรือจะเรียกว่า กฎฟิสิกส์ ก็ย่อมได้ อันนี้นี่แหละ...ที่น่าห่วง!!! น่าหนักอก หนักใจ เอามากๆ เพราะถ้าเทียบสมการตามแบบฉบับของผู้ประดิษฐ์ คิดค้น หรือผู้ค้นพบความเป็นไปในลักษณะที่ว่านี้ จนนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า แรงกิริยา=แรงปฏิกิริยา หรือแรงเหวี่ยงไปในด้านใด-ด้านหนึ่ง ย่อมมีค่าเท่ากับแรงที่จะสะท้อนกลับมาในด้านตรงข้าม ดังนั้น...อะไรก็ตามที่ถูกชัก ถูกลาก ถูกฉุดกระชากลากถู ไปตามอารมณ์-ความรู้สึก อันปราศจากเหตุ ปราศจากผล ปราศจากน้ำหนักรองรับไว้อย่างมั่นคง แข็งแรง หรือหนักไปทางการ ระบายอารณ์ กันไปเป็นพักๆ มันอาจส่งผลให้เกิดอารมณ์-ความรู้สึกด้านตรงข้าม ที่ออกจะน่ากลัว น่าขนลุก ขนพอง มิใช่น้อย...

                                                       (3)

        คือเผลอๆ...อาจหนักซะยิ่งกว่าการไล่ทุบ ไล่กระทืบ แถวๆ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ช่วงวัน-สองวันที่ผ่านมา ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า โดยเฉพาะถ้าหากบรรดาพวกที่ชอบสนุกสนาน ชอบ เอามันซ์ซ์ซ์ ทั้งหลาย ยังคงพยายามสร้าง แรงเหวี่ยง หรือ แรงกิริยา ในแบบเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน ลุกลาม ลามปาม ละลาบละล้วงจ้วงจาบ ไปถึงสิ่งที่มิบังอาจ มิบังควร อย่างปราศจากเหตุ ปราศจากผล แม้แต่สิ่งที่เป็นที่ยึดมั่น ศรัทธา ของผู้คนจำนวนมหาศาล ชนิดแทบถือเป็น จิตวิญญาณทางสังคม เอาเลยก็ว่าได้ กลับถูกนำมาประณาม หยามเหยียด ดูหมิ่น ดูแคลน โดยแทบไม่ได้มี ความจำเป็น ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย หรือแทบไม่ได้ช่วยให้ตัวเอง กลุ่มก้อนของตัวเอง ดูดีขึ้นมาได้เลย อันนี้นี่แหละ...ที่มันอาจส่งผลให้ แรงปฏิกิริยา หรือ แรงเหวี่ยงในด้านตรงข้าม อาจเกิดอาการซัดๆ ส่ายๆ นอตหลุด นอตหลวม จนนำไปสู่ โศกนาฏกรรมทางสังคม ขึ้นมาได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์...

                                                      (4)

        พูดง่ายๆ ว่า...สิ่งที่เคยก่อให้เกิดอาการขนลุก ขนพอง น่ากลัว น่าสยดสยอง จนอาจถือเป็น มลทินทางประวัติศาสตร์ มันอาจหวนคืนกลับมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อสรุปว่าอะไรถูก-อะไรผิด อะไรเหมาะ-ไม่เหมาะ ควร-ไม่ควร อันเนื่องมาจากทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ หรือกฎฟิสิกส์ อย่างที่ว่าเอาไว้แล้วนั่นแหละ หรือถ้าพูดให้สูงขึ้นมาอีกซักหน่อย ก็คือต่างอยู่ภายใต้ กฎอิทัปปัจจยตา-ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง คือ ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไป อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ อะไรก็ตาม...ที่ถูกทำให้เหวี่ยง ให้สวิง ไปในทิศทางที่ไร้เหตุไร้ผล โอกาสที่จะนำมาซึ่งปฏิกิริยาในด้านตรงข้าม ที่ไร้เหตุ ไร้ผล เช่นเดียวกัน จึงเป็นอะไรที่น่าห่วง น่ากังวล น่าหนักอก หนักใจ เอามากๆ...

                                                        (5)

        และดูเหมือนว่า...บรรดาผู้ที่ออกไปในแนว กลางๆ ทั้งหลายนั่นแหละ ที่คงต้องออกเรี่ยว ออกแรง คงต้องพยายามหน่วงๆ รั้งๆ แรงเหวี่ยง แรงสวิง ในแต่ละฝ่าย แม้ว่าออกจะเป็นอะไรที่น่าเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า เป็นอย่างยิ่ง เหมือนอย่างช่วงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อครั้งอดีต กว่า 40 ปีที่แล้วนั่นแหละ คนอย่าง อาจารย์ป๋วย หรือ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ขณะดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ต้องถือเป็น มัชฌิมาปฏิปทา ฉบับของจริงและของแท้ ท่านพยายามออกเรี่ยว ออกแรง มิใช่น้อย ในการถ่วง การรั้ง เพื่อให้อะไรต่อมิอะไรกลับมาอยู่ในแนวกลางๆ อยู่บนความมีเหตุ-มีผล แต่สุดท้าย...ยังต้องจบด้วยการ ลาออก พร้อมกับโดนเด็กๆ ด่าไล่หลัง กันอีกชนิดพะเรอเกวียน...

                                                        (6)

        แต่ก็นั่นแหละ...แม้ความพยายามถ่วง พยายามรั้ง ในลักษณะที่ว่า อาจไม่ก่อให้เกิดผลดังที่หวัง ตั้งใจ กันได้ง่ายๆ หรือต้องออกเรี่ยว ออกแรง ชนิดผู้ที่อยู่ตรงกลาง อาจกลายเป็นผู้ที่ แบนแต๊ดแต๋ เพราะต้องเจอกับแรงเหวี่ยง แรงสวิง ทั้งสองด้าน สองฝ่ายที่พร้อมจะอัด จะบีบ อะไรก็ตามที่อยู่ตรงกลาง หรือไม่ได้อยู่ในฝ่ายเดียวกันกับตัวกู พรรคกู หรือพวกกู แต่ยังไงๆ...ก็คงต้องรั้งๆ เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นั่นแหละ ด้วยเหตุเพราะความน่าสลด หดหู่ น่าเกลียด น่ากลัว ของโศกนาฏกรรมเมื่อครั้งอดีตยังเป็นอะไรที่สามารถนำมาใช้เป็นบทเรียน เป็นเครื่องเตือนตา เตือนใจ เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ของผู้ที่ยังคงมี สติ และ ปัญญา ทั้งหลายได้เป็นอย่างดี แม้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อย...ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ คนชรา หลายต่อหลายราย จะปรับสภาพตัวเองให้กลายเป็นฝ่าย กิริยา หรือฝ่าย ปฏิกิริยา ไปแล้วก็ตามที หรือเป็นผู้ที่นักคิด นักปรัชญา เมื่อยุคอดีต อย่าง G.W.F. Hegel ท่านสรุปเอาไว้ด้วยถ้อยคำที่ว่า We learn from history that we do not learn from history หรือ เราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์...ว่าเรามิได้เรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เอาเลยแม้แต่น้อย นั่นแล...

                           -------------------------------------------------------------------


"วัคซีน" นี่ อยากให้เข้าใจกันชัดๆไม่ใช่ "ยารักษาโควิด"เป็นชีววัตถุหรือ "เชื้อโรค" ที่ฉีดเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มันสร้าง "แอนติบอดี" ขึ้นมา สร้างขึ้นมาทำไม.......

"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ
'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'
ขาลง 'สามนิ้ว-สามสัส'