ให้อดีตเป็นบทเรียน'ตูมตาม'หลงในชื่อเสียงจนชีวิตดิ่ง


เพิ่มเพื่อน    

 

          เป็นนักแสดงตลกชั้นครูอยู่ในวงการสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มมายาวนาน 40 ปี สำหรับ ตูมตาม เชิญยิ้ม ที่ได้มาเยือนรายการต้มยำอมรินทร์ ได้เล่าถึงบทเรียนชีวิตราคาแพงที่ทำเอาชีวิตเกือบพังเพราะหลงมัวเมากับแสงสี ทำงานเยอะ มีเงินมากแต่ไม่เหลือ

          “ตอนนั้นดังมาก เคยไปเล่นที่ต่างประเทศถึง 14 ประเทศ ไปกับพี่เป็ด เราก็ไปพูดเสียงช้าๆ ยานๆของเรา ฝรั่งถึงกับงงเลยครับ รายได้ก็ดีมาก ได้มาจากการเล่นตามคาเฟ่ เพราะ 1 คืน เราเล่น 9 รอบ คือ วิลล่า 2 รอบ ดารา 2 รอบ พระราม9 2 รอบ เราขึ้นเล่นหนึ่งรอบคือครึ่งชั่วโมง พอเราจบจากที่นี่เราก็วิ่งไปอีกที่แล้วก็กลับมาที่เดิม เข้าๆ ออกๆ

          แต่เราไปเล่นแต่ละที่เราก็เปลี่ยนมุกไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำเดิม เราก็ดูจากแขกแล้วก็วงที่เขาขึ้นก่อน คณะเราจะได้เล่นไม่ซ้ำกัน เริ่มเล่น 21.00 - ตี 4 ทุกวัน แต่พอเราเล่นตลกเสร็จก็ไม่กลับบ้านไปเล่นสนุ๊กเกอร์ต่อ แต่ ณ ตอนนั้นพอเราทำงานเสร็จในทุกๆ วันพอแบ่งเงินกันแล้วก็ตาสว่างแล้ว ตีว่าวันละ 4,000 บาท แต่เราแทบไม่มีเงินเก็บเพราะเราไปหมดกับสนุ๊ก เพราะเราเล่นตั้งแต่ตี 4 ถึงบ่ายโมง

          ตอนนั้นยอมรับว่าหลงระเริง หลงแสงสี ทางบ้านไม่ได้เลย ครอบครัวไม่ได้สักบาท เราติดหรู ติดแบรนด์เนมดังๆ พอเราเห็นเขาใช่รถบีเอ็ม เราก็เปลี่ยนไปใช้แบบเขา พอว่าเราส่งไม่ได้เขาก็ยึดไป ตอนที่เรามีเงินมากๆ ตอนนั้นคือ ติดผู้หญิง การพนันไม่ได้เล่น แต่เราติดสนุ๊กแล้วพอเราไม่มีเงินเราก็ยืมๆ จดหนี้มันทวีคูณขึ้นมา แต่เราใช้เงินเกินตัวทั้งๆ ที่ตอนนั้นคาเฟ่ยังรุ่งเรืองอยู่

          จุดพลิกผันมาเกิดตอนที่ไม่มีงานทำ คาเฟ่ค่อยๆ หายไป ตอนนั้นเราปรับตัวไม่ทัน เรียกว่าเป็นขาลงแบบสุดๆ ลงถึงขั้นที่ว่าไม่มีเงิน ไม่มีงาน มีหนี้ 3 อย่าง เครียดมากเพราะเราไม่มีงานเลย ไม่สามารถหาเงินเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้ เครียดจนขนาดที่ว่าไปซื้อยาเบื่อหนูคิดว่าจะกินทีเดียวแล้วก็ลาเป็นบางคน ตอนนั้นไปลาอาจารย์ (ท่านเป็นร่างทรง) อาจารย์ท่านกบอกว่าเอาไปทิ้งซะยา เพราะตอนนั้นมรสุมมันเยอะ หนี้เยอะ ทั้งเรื่องรถ ขึ้นศาล ท่านก็บอกว่าให้เราไปตั้งสติ อารมณ์ดีๆ แล้วค่อยโทรมา เราก็เชื่อท่านนั่งร้องไห้ แล้วคิดใหม่ หนึ่งเก็บ ไม่หมิ่นเงินน้อยไม่รอวาสนา ใครให้งาน ให้ทำอะไรทำหมด แล้วเงินให้ที่บ้านเก็บ

          มองตัวเองว่าทำแบบนั้นได้ยังไง ถ้าเราตายแล้วคนข้างหลังจะอยู่ยังไง เลยเริ่มต้นใหม่ พอสักระยะหนึ่งก็ดีขึ้นเราก็ไปของาน ทำทุกงานที่ทุกคนให้ ให้เท่าไหร่ก็ไปและเราต้องไปก่อนเขา เพื่อให้ครอบครัวของเรารอด ซึ่งหนึ่งในผู้มีพระคุณที่ช่วยเรา คือพี่เป็ด ช่วยเราใช้หนี้ ซึ่งตอนที่เราหลงอยู่ตอนนั้นมีคนเตือนแต่เราไม่ฟัง เพราะเราคิดว่าอันนี้ของฉันอย่ามายุ่ง แต่พอมาตอนนี้คือไม่ใช่แล้ว

          ตอนนี้ก็กลับมามีงานมากขึ้น รับงานละคร ถึงจะเป็นคนขับรถแต่ก็ภูมิใจมากๆ ตอนนี้ละคร 4 เรื่อง เราไม่ได้ใช้บุคลิกที่เราพูดช้าๆ ทุกเรื่องนะครับ แต่เราจะถามผู้กำกับก่อนว่าอยากให้เราพูดแบบไหน เล่นแบบไหน  แล้วก็เลิกเจ้าชู้แล้ว ส่วนเงินแม่บ้านก็เป็นคนเก็บหมดเลย ขอฝากด้วยนะครับ ดูผมเป็นตัวอย่างเป็นบทเรียนที่ไม่ควรทำตามเพราะฉะนั้นตอนนี้ใครที่หลงไปทางที่ไม่ดีกลับมาหาตัวเองนะครับ”

 

 

 


วันนี้ จะคุยแบบตีขลุม ก็เกรงไม่รู้เรื่อง เพราะเกิดปรากฏการณ์ "คนละเรื่องเดียวกัน" ของผู้คน ๓ นิ้ว สองคณะ มาชนกัน ที่ศาลอาญา ฉะนั้น อ่าน "เอาความ" กันก่อน อย่าเพิ่ง "อ่านเอาเรื่อง"

สามสัส 'วันพินาศ' มาถึง
เวนคืนที่วัด 'สัจจะ รฟม.'
"รื้อวัดทำสถานีรถไฟฟ้า"
'แอมมี่' คือ 'หนังตัวอย่าง'
'สสร.' หรือจะ 'ขันจอหว่อ'?
'แล้วรัฐบาลจะเอายังไง?'