ขานรับแจก7พัน พยุงศก.โต2.5%


เพิ่มเพื่อน    

 

“สุพัฒนพงษ์-อาคม” พร้อมใจแจงมาตรการเยียวยาโควิด “ขุนคลัง” ยันจ่าย 3,500 บาทแค่ 2 เดือน เพราะต้องประหยัดงบให้มากที่สุด แต่ยันเงินรัฐบาลเพียงพอ โอ่ครอบคลุม 35 ล้านคนได้เฮ แย้ม “คนละครึ่ง” ต้องประเมินเป็นรายไตรมาส  “ดีอีเอส” คุยเจรจาเอกชนเตรียมช่วยค่ามือถือทุกประเภท พร้อมเพิ่มความเร็วเน็ตบ้าน “ม.หอการค้าไทย” ยกมือเชียร์ บอกเกาถูกที่คัน ชี้หากคุมโควิดอยู่ใน ก.พ.ได้จะเสียหายแค่ 2 แสนล้าน

เมื่อวันพุธที่ 13 มกราคม ยังคงมีความต่อเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ม.ค. ในการคลอดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณามาตรการด้านไฟฟ้าเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นเวลา 2 เดือน ในระหว่างเดือน ก.พ.-มี.ค.2564 ซึ่งได้เสนอต่อที่ประชุม ครม.และได้มีการเห็นชอบ 3 มาตรการ  
    นายสุพัฒนพงษ์กล่าวต่อว่า มาตรการที่ 1 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1.1 ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), ประเภทที่ 1.1.1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), ลูกค้ารายย่อยของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และประเภท 10 ของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กิจการไฟฟ้าสวัสดิการฯ) รวมจำนวน 10.13 ล้านราย จะได้รับค่าไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรกทุกราย มาตรการที่ 2 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1.2 และ 1.3 ของ กฟน.  ประเภท 1.1.2 และ 1.2 ของ กฟภ. ลูกค้ารายย่อยของ กฟผ. และประเภท 11 ของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการฯ รวม 11.83 ล้านราย จะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าในส่วนของหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากบิลค่าไฟฟ้าซึ่งใช้เดือน ธ.ค.2563 เป็นฐานในการคำนวณส่วนลด ทั้งนี้ ในการดำเนินงานดังกล่าวให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
    ส่วนมาตรการที่ 3 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดเล็ก ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจของ กฟน.และ กฟภ.ลูกค้าตรงของ กฟผ.และผู้ใช้ไฟฟ้าของกิจการไฟฟ้าสวัสดิการฯ ที่มีลักษณะเป็นการอยู่อาศัยร่วมกับการประกอบธุรกิจรายเล็ก จะให้ค่าไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรกทุกราย โดยจะแถลงรายละเอียดมาตรการความช่วยเหลือจาก กกพ., กฟน. และ กฟภ.อีกครั้งในวันศุกร์ที่ 15 ม.ค. 2564 นี้ โดยมาตรการดังกล่าวใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 8,202 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้า 23.70 ล้านราย หรือคิดเป็น 97% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ  
โวช่วยเหลือ 35 ล้านคน
       ขณะที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และในภาพรวมจะช่วยประคองเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการป้องกันการระบาดไม่ให้ขยายวงกว้าง โดยในส่วนของมาตรการเราชนะ จะเป็นการช่วยเหลือในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการดูแล ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่นอกระบบ เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คาดว่ามีอยู่ราว 30-35 ล้านคน ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเสนอรายละเอียดต่อ ครม.อีกครั้งก่อนเปิดให้ลงทะเบียน
         "วิธีการลงทะเบียนจะไม่ยาก ต้องการแค่ข้อมูลส่วนตัวและเลขบัตรประชาชนเท่านั้น รอบนี้เราจะพยายามทำให้การลงทะเบียนง่ายขึ้นกว่ารอบแรกหรือโครงการเราไม่ทิ้งกัน" นายอาคมกล่าว และว่า ส่วนความช่วยเหลือที่รัฐบาลกำหนดไว้เพียง 2 เดือนนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องประหยัดการใช้งบประมาณให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน
        นายอาคมยังกล่าวถึงโครงการคนละครึ่งทั้งเฟส 1 และเฟส 2 ว่าได้ผลตอบรับที่ดีมากจากประชาชน ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศที่ต้องการแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคในประเทศเป็นหลัก หลังจากที่รายได้ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งขณะนี้รัฐบาลขอพิจารณาสถานการณ์เป็นรายไตรมาสว่ายังจำเป็นต้องขยายเวลาโครงการในลักษณะนี้ออกไปอีกหรือไม่
       "ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำต่อ ยังมีโอกาส แต่หลักการที่เราจะดูคือ เวลานี้เศรษฐกิจของเราที่เคยอาศัยรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศขณะนี้ยังไม่มีเข้ามาเลย ดังนั้นเราต้องใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในก่อน เราจะดูไตรมาสต่อไตรมาส ยังไม่เคยบอกว่าจะไม่ทำต่อ ต้องดูว่ากำลังซื้อของประเทศดีขึ้นหรือไม่ และประชาชนได้ประโยชน์จริงหรือไม่ ถ้าได้ประโยชน์จริง รัฐบาลก็ยินดีจะพิจารณา" รมว.การคลังระบุ
      นายอาคมยืนยันว่า รัฐบาลยังมีเม็ดเงินเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยขณะนี้ยังมีเงินเหลือจากในส่วนที่กู้มาตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ส่วนที่กังวลว่าถ้าสถานการณ์โควิดรอบนี้ยาวนานเกินกว่า 2 เดือนที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้นนั้น คงไม่มีใครอยากเห็นภาพแบบนั้น ดังนั้นจึงต้องพิจารณาใน 2 ส่วนควบคู่กันไปคือ ทำอย่างไรไม่ให้ระบาดมากไปกว่านี้ และจำกัดพื้นที่ให้ได้น้อยที่สุด ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับเรื่องเศรษฐกิจ คือให้ยังเดินต่อได้ด้วย ซึ่งการระบาดในรอบใหม่นี้ถือว่าดีกว่ารอบก่อน เพราะรอบนี้มีความก้าวหน้าเรื่องวัคซีนที่จะนำมาใช้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะทำให้เกิดความมั่นใจได้มากขึ้นว่าการระบาดรอบนี้จะไม่กินเวลายาวนานและไม่ขยายวงกว้างมาก ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ไทยจะถือเป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจไม่ได้หยุดชะงักท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาด
         "ความท้าทายของปีนี้คือทำอย่างไรให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกันได้ สังเกตดูว่าที่โควิดระบาดรอบนี้ แม้แต่ในพื้นที่สีแดง การใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งก็ยังเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้หยุดชะงักไปหมด ยกเว้นกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันเป็นจุดเสี่ยง เพราะคนทั่วไปยังต้องกินต้องใช้ ถ้าทำได้สำเร็จ เราจะเป็นประเทศแรกๆ ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจกับเรื่องการแพร่ระบาดไปด้วยกันได้" นายอาคมกล่าว
        รมว.การคลังย้ำว่า การออกมาตรการแต่ละเรื่อง รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนมาโดยตลอด สำหรับมาตรการชุดแรกที่ออกมานี้ ในระยะต่อไปอาจพิจารณาเพิ่มเติม โดยจะพยายามให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไปได้ เช่น อาจช่วยเรื่องมาตรการเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
“14 ล้าน-คนรวย”แห้ว
    นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กลุ่มที่จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 3,500 บาท นาน 2 เดือน เบื้องต้นจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลอยู่แล้ว เช่น กลุ่มข้าราชการกว่า 3 ล้านคน พนักงานและลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ กลุ่มที่อยู่ในฐานระบบกองทุนประกันสังคม ตามมาตรา 33 อีก 11 ล้านคน รวมทั้งผู้ที่มีรายได้สูง ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีเกณฑ์มาวัดว่ารายได้เท่าใดจึงไม่ได้รับเงิน 3,500 บาท โดยพิจารณาบัญชีเงินฝาก รายได้เข้า-ออกเดือนต่อเดือน ฐานข้อมูลผู้เสียเงินภาษี เป็นต้น
    ส่วนนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ได้หารือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติม ในรูปแบบการสนับสนุนค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งลูกค้าในระบบรายเดือน (โพสต์เพด) และระบบเติมเงิน (พรีเพด) ผ่านการทะเบียนรับสิทธิในจำนวนที่กำหนด เช่น 5 ล้านสิทธิ์ เป็นต้น สำหรับผู้ใช้บริการเติมเงินทุกราย และผู้ใช้บริการรายเดือนที่ใช้แพ็กเกจรายเดือนต่ำกว่า 500 บาท ส่วนสิทธิและจำนวนเงินการสนับสนุนต่อรายนั้น รวมถึงเวลาในการสนับสนุนนั้น ยังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปร่วมกัน อาจเป็น 100 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน ขึ้นอยู่กับงบประมาณและจำนวนผู้ใช้งานว่าเป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นจำนวนเท่าไหร่ โดยจะรีบหาข้อสรุปก่อนเสนอ ครม.โดยเร็ว
“ก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือให้โอเปอเรเตอร์ไม่คิดค่าบริการดาต้าสำหรับประชาชนที่โหลดแอปพลิเคชันหมอชนะเป็นเวลา 3 เดือน เริ่ม 11 ม.ค. ซึ่งแอปฯ ดังกล่าวมีการเรียกหาตำแหน่งตลอดเวลามีการใช้ดาต้าเฉลี่ยวันละ 100 เมกะไบต์ คิดเป็นเดือนละ 3 กิกะไบต์ ซึ่งปกติโอเปอเรเตอร์มีแพ็กเกจ 3 กิกะไบต์ ที่เดือนละ 199 บาท ดังนั้นหากมีการใช้งานฟรีโดยไม่เสียดาต้า ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนใช้งานแอปฯ หมอชนะมากขึ้น ทำให้การเฝ้าระวังมีความแม่นยำ” นายพุทธิพงษ์ระบุ
นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า กสทช.ยังได้ร่วมกับโอเปอเรเตอร์ช่วยเหลือประชาชนในการใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านและเน็ตมือถืออีกเป็นเวลา 2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. ได้แก่ 1.ปรับเพิ่มความเร็วขึ้นไม่ต่ำกว่า 100/100 เมกะบิต สำหรับผู้ใช้บริการในโครงข่ายไฟเบอร์ และเพิ่มความเร็วให้เต็มขีดความสามารถของอุปกรณ์นั้นๆ ในกรณีที่ไม่ได้ใช้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ และ 2.การออกแพ็กเกจเสริมพิเศษในราคา 79 บาทต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ไม่จำกัดปริมาณการใช้งาน ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 10 เมกะบิต สำหรับการใช้แอปฯ เวิร์กฟรอมโฮมต่างๆ
ม.หอการค้าไทยชี้แก้ตรงจุด
     วันเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลออกมาถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่ง ม.หอการค้าไทยประเมินว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ จะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาทต่อเดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือนครึ่ง-3 เดือน ก็จะเสียหายประมาณ 3-4 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ได้ โดยสถานการณ์ทั้งหมดจะคลี่คลายในเดือน ก.พ.2564 ซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปี 2564 หดตัวเหลือ 2.2% จากที่คาดการณ์เดิมที่ 2.8%
    นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า มาตรการแจกเงิน 3,500 บาท 2 เดือน ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น โดยต้องโอนเงินเข้าถึงมือประชาชนเพื่อช่วยเพิ่มกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่าวิธีอื่นที่อาจไม่ทัน เป็นการแก้ไขได้ตรงประเด็น เพราะการขยายมาตรการคนละครึ่งถือว่าเต็มที่แล้ว และมีข้อจำกัด จากผู้รับสิทธิ์ 15 ล้านคน แม้จะเปิดเพิ่มอีก 1 ล้านสิทธิ์ ก็ยังเป็นตัวเลขตามกรอบเดิมอยู่ รวมถึงมาตรการเราเที่ยวด้วยกันก็ยังมีข้อจำกัด
         “มาตรการแจกเงินจะมีเงินเติมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปได้ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นล้านบาท น่าจะเพียงพอจุนเจือสถานการณ์ โดยประเมินว่าหากมีการแจกเงินถึง 15 ล้านคน จะใช้เงินมากกว่า 1.5 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ก็จะมีโอกาสโตได้เพิ่มอีก 0.5-0.6% และมีโอกาสขยายตัวมากกว่า 2.5%” นายธนวรรธน์กล่าว
         นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาให้คลี่คลายได้ภายในเดือน มี.ค.2564 และหลังจากนั้นต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2-3 ของปี 2564 ซึ่งอาจยังทำได้ไม่มาก จึงต้องใช้มาตรการเดิมที่มีอยู่ไปก่อน เช่น มาตรการคนละครึ่ง และเที่ยวด้วยกัน ซึ่งหอการค้าฯ เสนอให้รัฐบาลขยายเวลาโครงการให้ครอบคลุมถึงไตรมาส 2-3 ปี 2564 รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เช่น การสนับสนุนให้เกิดการเดินทาง อบรมสัมมนา การดูแลค่าเงินบาท การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการพยุงการจ้างงานไม่ให้มีการปลดคนงาน.
    
          

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.