สยามไบโอฯแจงไม่กำไร


เพิ่มเพื่อน    

 

“สยามไบโอไซเอนซ์” แถลงแล้ว เผยเป็นบริษัทผลิตยาชีววัตถุแห่งแรกและแห่งเดียวที่ก่อตั้งตามพระราชปณิธาน “พ่อหลวง ร.9” ย้ำนโยบายไม่กำไร  ไม่ขาดทุน no profit, no loss “บิ๊กตู่” ฮึ่มอย่าโยงไปพันการเมือง เพราะบริษัทอยู่ในพระปรมาภิไธย โวยอาจทำให้ไทม์ไลน์ฉีดวัคซีนสะดุดหาก AstraZeneca ระอา “ก้าวไกล-ม็อบ 3 นิ้ว” แท็กทีมส่ง ก.ก.บุก สธ.ขอดูสัญญา ส่วน  “เพนกวิน” ลุยที่ตั้งบริษัทสยามไบโอฯ
    เมื่อวันจันทร์ที่ 25 ม.ค.ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งถูกนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้มีการชี้แจง โดยนางนวลพรรณ ล่ำซำ ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ได้ส่งเอกสารข้อมูลชี้แจงสถานะของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด โดยระบุว่า "เป็นบริษัทผู้ผลิตยาชีววัตถุแห่งแรกและแห่งเดียวของไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2552 ตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย
ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ผลิต ได้แก่ ยารักษาโรคชีววัตถุ  อาทิ ยาเพิ่มเม็ดเลือดแดงให้ผู้ป่วยที่มีอาการไตวายเรื้อรัง  และยาเพิ่มเม็ดเลือดขาวให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด โดยยาทั้ง 2 ตัวผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพชั้นสูง สามารถบำบัดรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไทยลดการพึ่งพายาจากต่างชาติ ช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน และด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับโลกของโรงงาน บริษัทฯ จึงได้รับการรับรองมาตรฐานสากล PIC/S GMP, ISO9001, ISO17025 และ ISO13485 อีกทั้งได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตยาและชุดตรวจโรคให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศตั้งแต่ปี 2563 ที่ทั่วโลกรวมถึงไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19
    บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาและผลิตชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบ RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีตรวจวินิจฉัยโรคตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO)  และได้มอบให้หน่วยงานราชการใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยในประเทศมากกว่า 100,000 ชุด ก้าวสำคัญต่อมาคือ การผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และบริษัท แอสตร้าเซเนก้า ผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำของโลก
    ในเดือนตุลาคม 2563 บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์,  บริษัท เอสซีจี, แอสตร้าเซเนก้า และกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงในความร่วมมือเพื่อที่จะให้วัคซีนนี้ได้มีใช้อย่างแพร่หลายในภูมิภาคอาเซียน จากหนังสือแสดงเจตจำนงดังกล่าว ได้นำไปสู่สัญญารับจ้างผลิตระหว่างแอสตร้าเซเนก้า และสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งสัญญานี้แสดงให้เห็นว่าสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นบริษัทที่มีความสามารถทางเทคโนโลยีชั้นสูงสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานสากล จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีของแอสตร้าเซเนก้าส่งผลให้สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าที่มีมากกว่า 20 แห่งทั่วโลก"
ยึดหลักไม่กำไร-ไม่ขาดทุน
    "สำหรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของแอสตร้าเซเนก้าใช้เทคโนโลยีในการผลิตใกล้เคียงกับการผลิตยาชีววัตถุจากเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งสยามไบโอไซเอนซ์มีประสบการณ์ในการผลิตยาชีววัตถุด้วยเทคโนโลยีนี้และมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแล้วทั้งในประเทศ และส่งออก สยามไบโอไซเอนซ์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 โดยสยามไบโอไซเอนซ์ได้ดำเนินการผลิตวัคซีนโดยยึดนโยบายไม่กำไร ไม่ขาดทุน  หรือ no profit, no loss ในช่วงที่มีการระบาดนี้ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกันกับของแอสตร้าเซเนก้า
    ภารกิจผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จำนวนเงินประมาณ 600 ล้านบาท และจากบริษัท เอสซีจี 100 ล้านบาท เพื่อต่อยอดศักยภาพของโรงงานให้มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนให้ได้เร็วที่สุด  เมื่อผลิตวัคซีนได้สำเร็จ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์จะสั่งซื้อวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 จากแอสตร้าเซเนก้าเป็นมูลค่าเท่ากับจำนวนเงินทุนที่ได้รับเพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลในการดูแลสุขภาพของคนไทยต่อไป
    สยามไบโอไซเอนซ์มีความภาคภูมิใจที่ได้รับเลือกจากแอสตร้าเซเนก้าให้เป็นฐานการผลิตวัคซีน ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลกในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ของสยามไบโอไซเอนซ์ทุกคนเร่งทำงานแข่งกับเวลา  โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ตัดสินใจปรับแผนการผลิตยาชีววัตถุเดิม โดยทุ่มสรรพกำลังในการผลิตวัคซีนที่ได้ตรงตามมาตรฐานของแอสตร้าเซเนก้าในเวลารวดเร็วที่สุด เพื่อที่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติ เศรษฐกิจไทย รวมถึงประชาชนและเศรษฐกิจระดับภูมิภาคจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ดังปณิธานของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ที่มุ่งมั่นที่จะทำให้คนไทยและทั่วโลกมีวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า" นางนวลพรรณระบุ
    ขณะเดียวกัน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ.กล่าวถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้คนไทยตามแผนที่กำหนดไว้  3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย.64 ซึ่งวัคซีนยังมีปริมาณจำกัด จะดำเนินการในพื้นที่ที่มีการระบาด  โดยฉีดให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาชนกลุ่มเสี่ยง และเจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย โดยตั้งเป้าหมายฉีดในวันที่  14 ก.พ.64 ระยะที่ 2 ช่วงเดือน พ.ค.-ธ.ค.64 เมื่อจัดหาวัคซีนได้มากขึ้นจะขยายพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายจากระยะที่ 1 ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และระยะที่ 3 ช่วงเดือน  ม.ค.65 เป็นต้นไป เมื่อมีวัคซีนอย่างเพียงพอจะฉีดให้แก่ประชาชนทั่วไปทุกคน
    วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงข่าวถึงการชุมนุมเกี่ยวเนื่องกับวัคซีนโควิด-19 ว่า ยังไม่ใช่เวลานี้  ต้องเข้าใจว่าการใช้วัคซีนต้องตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะเราต้องระมัดระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้เราก็ทำตามไทม์ไลน์ที่เรากำหนดอยู่แล้ว ไม่อยากให้เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองหรือเรื่องอื่น เพราะอันตราย เนื่องจากเราไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์วัคซีน เราเพียงแต่อยู่ในวงโซ่การผลิตของเขา และของบริษัท AstraZeneca ภายนอก และการนำเข้ามาจำเป็นต้องมีโรงงานในการผลิต ซึ่งเป็นการรับจ้างการผลิตบริษัท AstraZeneca
“ขออย่านำไปเกี่ยวข้องกับสถาบันอะไรทั้งสิ้น ให้เป็นเรื่องของการดำเนินการทางธุรกิจ เนื่องจากบริษัทนี้เป็นบริษัทที่อยู่ในพระปรมาภิไธย รัฐบาลจำเป็นต้องขอพระราชทานเพื่อเข้ามาอยู่ในการพิจารณาการผลิตวัคซีน"  พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ผวากระทบไทม์ไลน์ฉีดวัคซีน
    เมื่อถามถึงการบังคับใช้มาตรา 112 ว่าต่อไปจะบังคับใช้กับทุกรายใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คนละเรื่องกัน ต้องเข้าใจว่ากฎหมายมีทุกมาตรา ที่ผ่านมาในช่วงแรกได้ให้โอกาสไม่ต้องการใช้มาตรา 112 ปิดปากคน หรือทำร้ายใครทั้งสิ้น ต้องไปดูว่าสิ่งที่เขาทำมา ทำซ้ำมากี่ครั้งแล้ว  ไม่ว่าจะเด็กหรือใครก็ตามก็ผ่านการให้โอกาสมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้หลายคนอาจมีอยู่หลายคดีที่ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งเช่นเดียวกับทุกคดีที่มีการดำเนินการตามกฎหมาย หากคิดว่าตัวเองถูกกฎหมายก็ต่อสู้ด้วยกระบวนการยุติธรรม และรัฐบาลไม่ต้องการที่จะเอาเรื่องนี้มาพันกับเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ตราบใดก็ตามที่มีการทำความผิด ทุกคนก็ต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมายไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่อยากให้เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นสำคัญและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
    เมื่อถามว่า การชุมนุมจะส่งผลกระทบต่อไทม์ไลน์เรื่องวัคซีนที่วางเอาไว้จนต้องเลื่อนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็นั่นน่ะสิ อย่านำมาเกี่ยวกับการเมือง วันนี้การเจรจาการตกลงก็เป็นไปได้ด้วยดี พอเราประโคมข่าวเรื่อยๆ ก็จะเกิดปัญหาความหวาดระแวง ก็ไม่อยากให้ไปอยู่ในเรื่องของการเมือง นักการเมืองก็ต้องระมัดระวังด้วย  การพูดจาอะไรต่างๆ ออกไปบางครั้งทำให้เกิดผลกระทบ  ซึ่งตอนนี้ยังคาดว่าเราชี้แจงทำความเข้าใจกับเขาได้ เพราะฉะนั้นคนของเราเองอย่าทำในเรื่องเหล่านี้ เรามีผลกระทบกับคนทั้งประเทศ ในการที่จะได้รับวัคซีนเพื่อฉีดตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ ตามไทม์ไลน์ของเรา หากทําให้เกิดความเสียหายทุกคนก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบตรงนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้"
    เมื่อถามว่า นายธนาธรเรียกร้องให้เปิดรายละเอียดเอกสารการจัดซื้อวัคซีน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รายละเอียดต่างๆ ให้ไปว่ากันในสภา ซึ่งจะมีคนชี้แจงอยู่แล้ว  เมื่อถามย้ำว่า นายธนาธรบอกพร้อมขอโทษหากเข้าใจผิด  พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า "ไม่ต้อง ผมคิดว่าผมไม่ได้ผิดอะไร" ส่วนที่แจ้งความดำเนินคดีกับนายธนาธรนั้นก็ไม่ได้เลือก  หากการดำเนินการเข้ากับกฎหมายใดก็แจ้งกฎหมายนั้น   ซึ่งก็มีทั้งหมด 112, 116 มีอยู่หลายมาตรา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากผิดตรงไหนก็ต้องโดน ถ้าไม่อยากถูกดำเนินคดีก็อย่าทำ กฎหมายมีให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
    "ไม่อยากให้ไปให้เครดิตในเรื่องเหล่านี้ ให้เครดิตกับคนที่ทำความผิดโดยเจตนา ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าผิดหรือถูกเพราะเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ผมได้ย้ำไปว่าให้เจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมาย และทุกคนก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากคิดว่าตัวเองไม่ผิดก็ไปสู้คดีกันไป ก็เช่นเดียวกับคดีอื่น"
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สธ.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล ยื่นหนังสือต่อปลัด สธ.เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาและข้อตกลงระหว่างบริษัท AstraZeneca และสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ว่าตามกฎหมายนั้นมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารอยู่แล้ว ซึ่งมีขั้นตอนว่าถ้าอยากได้ข้อมูลข่าวสารแบบไหนต้องทำอย่างไร ไม่ใช่ใครมาพูดแค่นี้แล้วเราต้องจัดให้เลย นอกจากนี้เรื่องของสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่มีหมวดที่เป็นความลับระหว่างคู่สัญญา ถ้าเราจะมาเปิดเผยอะไรต้องได้รับความเห็นชอบจากคู่สัญญาก่อน ซึ่งทุกอย่างมีขั้นตอน เราพร้อมอยู่แล้ว แต่ต้องทำตามกฎหมาย คนที่มาขอก็ต้องทำตามกฎหมาย เราไม่มีปัญหา แต่อยู่ดีๆ ถ้าเราให้ไปก่อนเราอาจจะทำผิดกฎหมาย ก็ต้องไปดูขั้นตอน
    "สมมติถ้าเราทะเล่อทะล่าออกไปเลย แล้วคู่สัญญาบอกว่ายังไม่ยอม ไปเปิดเผยข้อมูลโดยที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบ แล้วเขาขอยกเลิก ขอปรับราคา เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องวุ่นวายหมด ดังนั้นเราทำตามขั้นตอนดีที่สุด" นายอนุทินกล่าว
    ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้านายวิโรจน์ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อปลัด สธ.เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาข้อตกลงและเงื่อนไขผูกพันระหว่างรัฐบาลกับบริษัท AstraZeneca และสยามไบโอไซเอนซ์ เกี่ยวกับการจัดหาและซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยขอข้อมูล 1.สัญญาระหว่างรัฐบาลกับ AstraZeneca ที่ระบุการจัดซื้อ เงื่อนไขการส่งมอบ  เงื่อนไขราคา เงื่อนไขผูกพันต่างๆ 2.สัญญาระหว่างรัฐบาลกับสยามไบโอไซเอนซ์ ที่ระบุเงื่อนไขการจัดซื้อ เงื่อนไขการส่งมอบ เงื่อนไขผูกพันต่างๆ และ 3.สัญญาระหว่าง AstraZeneca กับสยามไบโอไซเอนซ์ ที่มีผลกระทบต่อรัฐ  งบประมาณหรือประชาชน
    ต่อมาในช่วงบ่าย ที่หน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน น.ส.เบนจา อะปัญ แกนนำกลุ่มราษฎร 63 เดินทางมาทำกิจกรรม "กระชากหน้ากากสยามไบโอไซเอนซ์" โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ พร้อมกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชนรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนารอบอาคาร โดยผู้ชุมนุมได้ทำกิจกรรมและกล่าวโจมตีความล่าช้าของรัฐบาลในการจัดการเรื่องวัคซีน ก่อนจะพยายามขอเข้าไปในอาคารเพื่อยื่นป้ายข้อความที่เตรียมมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต แต่ตัวแทนของฝ่ายบริหารอาคารศรีจุลทรัพย์ได้ออกมารับป้ายข้อความแทน ซึ่งก่อนกลับ 2 แกนนำยืนยันจะเกาะติดเรื่องนี้ต่อไป.