สตรีฝรั่งเศสทำอย่างไรเมื่อรู้ว่า'โกษาปาน' มีภรรยา ๒๒ คน


   

การเดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสของ ออกพระวิสุทธสุนทร หรือโกษาปาน เมื่อกว่า  ๓๐๐ ปีที่ผ่านมา ยังมีเรื่องราวให้เล่าขานกันมากมายและล้วนน่าสนใจยิ่ง จากประชุมพงศาวดาร ภาคที่  ๕๗ โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๑ (๒๔๗๕) ระบุถึงการเดินทางครั้งนี้ โกษาปานได้วิสาสะกับสตรีชาวฝรั่งเศสอย่างออกรสชาติอยู่หลายครา เช่น...

เวลาบ่ายวันหนึ่งมีผู้ใหญ่หลายคนได้มาประชุมสโมสรที่ตำหนักราชทูต และในที่ประชุมนั้นมีสตรีรูปงามอยู่หลายนางด้วยกัน และตามธรรมดาที่ประชุมซึ่งมีผู้หญิงมากก็ต้องพูดมาก ตกลงวันนั้นเลยได้ไถ่ถามราชทูตกันยกใหญ่

ยังมีนางคนหนึ่ง ถามราชทูตว่า 

"ท่านราชทูตคะ ทำไมเจ้าคุณไม่พาภรรยาของเจ้าคุณมาเมืองฝรั่งเศสบ้างเล่า น่าจะใคร่เห็นหน้านัก"

ท่านราชทูตตอบเป็นเชิงย้อนถามว่า 

"หล่อนเป็นบุตรีหรือภรรยาของข้าราชการไม่ใช่หรือ ที่ต่างว่าบิดาหรือสามีของหล่อนจะต้องไปรับราชการเป็นทูตฝรั่งเศสไปเมืองสยาม หล่อนจะยินดีทิ้งบ้านทิ้งเมืองไปด้วยหรือไม่"

ที่ตรงนี้สตรีคนนั้นไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไร เพราะความจริงหล่อนคงไม่กล้ามาหาทางไกลเช่นนี้  (ปัญหาข้อนี้ถ้าทุกวันนี้ ราชทูตคงไม่ตั้งให้หญิงฝรั่งเศสแก้เสียแล้วเป็นแน่ เพราะหญิงชายเมืองฝรั่งไปมาในระหว่างเมืองฝรั่งเศสและเมืองไทยได้สะดวกแล้ว แต่ในขณะนั้นหาเป็นเช่นนี้ไม่ ขณะนั้นยังไม่มีผู้หญิงเมืองนอกมาเมืองไทยเลย ท่านราชทูตจึงพูดดังนี้)

 ขณะนี้ยังมีสตรีสาวๆ อีกคนหนึ่งถามเป็นทีสัพยอกเล่นกันว่า

"ท่านราชทูตเจ้าคะ ต่างว่าดิฉันยอมเป็นภรรยาของเจ้าคุณ เจ้าคุณจะรับดิฉันเป็นภรรยาไหม ที่จริงเจ้าคุณคงมีเมียอยู่แล้วมิใช่หรือ แต่เข้าใจว่าไม่เป็นที่รังเกียจเพราะเคยได้ยินใครเขาว่า ที่เมืองไทยโน้น ใครจะมีเมียสักกี่คนๆ ก็ได้ ไม่ถือเป็นผิดประเพณีสามีภรรยากัน"

ท่านราชทูตตอบว่า 

"เปล่าไม่เป็นที่รังเกียจมิได้ ถ้าหล่อนจะยินยอมดังนั้นแล้ว เราคงบำรุงเลี้ยงมิให้อนาทรร้อนใจ ถึงอนุภรรยาเรามีสักกี่คนๆ เราจะตั้งหล่อนให้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าเขาทั้งหลายเหล่านั้น ห้องหอที่อยู่กินนอน เราจะจัดให้ดีที่สุดซึ่งเราสามารถจะจัดได้ให้สมยศสมตระกูลของหล่อนทุกอย่าง"

หญิงคนนั้นจึงถามราชทูตต่อไปว่า 

"ก็เมียเล็กเมียน้อยนั้นเจ้าคุณมีสักเท่าไหร่ ดิฉันอยากรู้นัก เจ้าคุณช่วยบอกได้ไหมคะ"

"ได้ซิหล่อนได้ ทำไมจะไม่ได้ เรามี ๒๒ คนเท่านั้น"

"แหมเจ้าคุณ มีถึง ๒๒ คนเจียวหรือเจ้าคุณ แหมไม่ใช่น้อยเลย ๒๒ คน" 

"นี่แน่ะหล่อน อย่าพึ่งตกใจก่อน เราจะบอกให้ หล่อนเห็นแปลกในการที่เรามีเมียถึง ๒๒ คน เพราะยังไม่เคยได้ยินว่าใครในเมืองนี้มีมากถึงอย่างนี้ แต่ในเมืองไทยนั้นไม่มีใครเห็นแปลก ใครจะมีเท่าไรก็ได้ ยิ่งกว่านี้ใครยิ่งมีมาก เขายิ่งนับถือว่าเป็นคนมีบุญวาสนามากต่างหาก ก็เมื่อพื้นบ้านพื้นเมืองเขานิยมอย่างนี้แล้ว ใครเล่าจะอาจฝืนความนิยมของเขาได้ ใครทำก็ยากยิ่งกว่ากลิ้งครกขึ้นภูเขาเสียอีก  อย่าว่าที่อื่นไกลเลย ดูเอาแต่ในเมืองฝรั่งเศสนี้เถอะ ทุกวันนี้มีธรรมเนียมผัวเดียวเมียเดียวมิใช่หรือ? นี่หากจะมีธรรมเนียมใหม่ให้หญิงคนเดียวมีสามีได้ถึง ๒๒ คน ถ้าเคยเสียแล้วคงไม่เห็นแปลกอะไร จะกลับเห็นแปลกที่จะมีคนเดียวเสียอีก"    

ขอกลับว่าถึงสตรีชาวฝรั่งเศสซึ่งสนทนากับราชทูตไทยในวันนั้นว่า เดิมทีนางนึกว่าจะไล่เลียงราชทูตให้จนแต้มในเรื่องผัวๆ เมียๆ นั้นก็เลยจนแต้มไปเอง นี่ส่อให้เห็นว่าราชทูตเป็นคนฉลาดพูดมาก หาไม่คงจอดเป็นแน่ เพราะข้อที่ถูกซักนั้นหาใช่ข้อมงคลไม่ ท่านยังอุตส่าห์แก้กลบเกลี่ยความชั่วด้วยความดีได้ 

เวลาบ่ายวันหนึ่งยังมีเจ้านายและข้าราชการชั้นสูงหลายองค์หลายท่าน ทั้งหญิงและชายมีเป็นต้นคือท่านเจ้าดีเซงเคนกับท่านหญิงภรรยา ท่านเจ้าหญิงเดอเบอร์นงวิล และท่านหญิงมาคีสเดอลาวารแดง  ฯลฯ ต่างทรงม้าและขับขี่ม้ามาเยี่ยมเยียนราชทูตที่สำนักของท่าน 

ท่านหญิงและภรรยาข้าราชการที่มานั้นล้วนทรงเครื่องและแต่งตัวเหมือนผู้ชายหรือคล้ายๆ กัน คือเสื้อกั๊กสั้นรัดขารัดแขนแน่นอย่างธรรมเนียมนักกีฬาและพรายเนื้อเขานุ่งห่มใส่กัน 

ราชทูตไทยเห็นผู้หญิงฝรั่งไม่แต่งตัวเป็นแหม่มก็แปลกใจ เหตุฉะนี้ เมื่อท่านหญิงชายเหล่านั้นลงจากหลังม้าและคำนับราชทูตเสร็จแล้ว ราชทูตจึงถามท่านหญิงเหล่านั้นว่า 

"ทำไมจึงแต่งเหมือนผู้ชาย หาได้แต่งเป็นแหม่มไม่"

ก็มีผู้ตอบแต่ในบรรดาผู้ที่ออกมาหานั้นว่า 

"ท่านนุ่งห่มอย่างนี้เพราะเป็นที่สะดวกในการขี่ม้าและสำหรับไปในป่าในรก ถ้านุ่งห่มเสื้อแหม่มก็จะติดนี่ติดโน่นลำบากมาก"

ท่านราชทูตทราบดังนั้นก็เห็นด้วย แล้วท่านได้พูดชมบรรดาหญิงเหล่านั้นว่า

"ขี่ม้าเก่งน่าชมเหลือเกิน จะขึ้นลงดูว่องไงราวกับผู้ชายไม่มีผิด"

เมื่อสนทนากันเช่นนี้สักครู่หนึ่งแล้ว บรรดาผู้ที่ขี่ม้ามานั้นสังเกตดูท่าทางราชทูตอยากจะใคร่ดูแหม่มรำม้าเหลือเกิน จึงได้พูดกับท่านว่า 

"เจ้าคุณราชทูต อยากเห็นเราขี่ม้าตามทำนองต่างๆ เมื่อเราออกไปไล่เนื้อในป่าบ้างหรือไม่ ยินดีจะขี่ขับให้ดู"

ท่านราชทูตตอบว่า

"ข้อที่อยากเห็นนั้นไม่เป็นปัญหาเลย อยากดูเหลือเกิน ท่านเอาใจของเราแม่นทีเดียว แต่ไม่ถึงกับบังอาจขอให้ท่านออกแรงให้เราดูเล่นดอก เรานับถือท่านยิ่งกว่านั้น แต่ว่าเมื่อท่านยินดีอยากจะสำแดงโดยความพึงพอใจของท่านเองแล้ว เราไม่มีความรังเกียจ จะถือเป็นพระคุณพิเศษต่างหาก

พอตกลงกันว่าจะรำม้าให้ท่านดูแล้วฉะนี้ ท่านเจ้านายทั้งหญิงและชายก็ลงจากตำหนักไปยังลานหน้าตำหนักทันที และส่วนท่านราชทูตก็ออกมายืนดูที่ระเบียงข้างบน ส่วนท่านเจ้าดีเซงเคนและคนอื่นๆ ซึ่งตามเสด็จมาด้วยก็เสด็จและขึ้นขี่ม้าแล้วก็ขับไปมาเป็นขบวน และทำนองต่างๆ ประมาณสัก ๑๕ นาที แล้วต่างก็เสด็จและลงจากหลังม้าขึ้นมาบนตำหนักจะลาท่านราชทูตกลับไป

ขณะนั้นเกือบถึงเวลาที่ราชทูตจะรับประทานอาหารเย็นแล้ว ท่านจึงได้เชิญบรรดาท่านที่มาเยี่ยมนั้นให้อยู่รับประทานอาหารและเสวยอาหารเย็นด้วยกัน

คำชักชวนให้อยู่ต่อของท่านราชทูตเป็นคำน่าจับใจที่สุด เมื่อได้ยินต่างก็ยอมรอรับประทานอาหารอยู่กับท่าน 

เย็นวันนั้นท่านอัครราชทูตปฏิบัติต่อผู้ที่มาเยี่ยมนั้นอย่างพินอบพิเทาเข้าท่าเข้าทางทุกอย่าง บัดเดี๋ยวท่านยกเก้าอี้ให้เจ้าหญิงทรงนั่งบ้าง บัดเดี๋ยวยกเอาจานกับข้าวให้ทรงเสวยบ้างไม่หยุดหย่อนตลอดเวลาที่นั่งรับประทานนั้น พอรับประทานเสร็จ ท่านก็ยกแก้วกล่าวคำอำนวยพรให้ท่านทรงเจริญเป็นสุขอายุยืน ฯลฯ

ส่วนผู้ที่เป็นแขกมานั้นก็ได้ยืนขึ้นกล่าวคำอำนวยพรด้วยบ้าง และมีผู้หนึ่งในพวกนั้นยังแถมอำนวยพรไปถึงเมีย ๒๒ คนของราชทูตด้วยว่า 

"ขอให้อยู่เป็นสุขทุกๆ คน ถึงแม้มีค่อนข้างจะมากหน่อย เข้าใจว่าคำอำนวยพรจะแผ่ไปถึงเขาทุกคนได้"

ท่านราชทูตตอบว่า 

"จะมากมิมากก็ตามทีเถิด เราก็อยู่เป็นสุขเขาก็อยู่เป็นสุข ข้อนี้เป็นข้อสำคัญกว่าอะไรๆ หมด ส่วนเราอวยพรให้ท่านก็แทบนึกจะอวยพรให้มีภรรยาถึง ๒๒ คนเหมือนกับเราบ้างเหมือนกัน แต่เกรงใจว่าจะไม่เป็นที่พอใจของภรรยาที่ท่านมีไว้แล้ว หาไม่คงอวยพรและคงชี้วิธีให้สำเร็จไปตามนั้นเป็นแน่ แต่คราวนี้เราของดไว้ก่อน เป็นแต่เพียงกล่าวว่าเจริญๆ เทอญ"

คณะราชทูตได้มีโอกาสพบปะกับชนชั้นสูงของฝรั่งเศส ทั้งพระราชวงศ์ ขุนนาง นักบวช รวมไปถึงสตรีมีตระกูลจำนวนมากที่มักแวะเวียนมาพบออกพระวิสุทธสุนทร ผู้เป็นราชทูตและได้ร่วมโต๊ะอาหารกันหลายครั้ง หนึ่งในชนชั้นสูงชาวฝรั่งเศสที่ควรกล่าวถึง คือสตรีที่ท่านราชทูตให้การยกย่องว่ามีความงามเป็นเลิศ นามว่า มาดาม เดอ เซญเญอเลย์ 

มาดาม เดอ เซญเญอเลย์ มีชื่อจริงว่า คัทเทอรีน-เทเรส เดอ โกยง เดอ มาติญง-โทรีญี มีศักดิ์เป็นญาติกับ ฟรองซัวส์ มิเชล เลอ เทลลิเยร์ มากีส์ เดอ ลูวัวส์ อัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีกลาโหมแห่งฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ใน พ.ศ.๒๒๒๒ แต่งงานกับ ฌ็อง-บัพติสต์ โกลแบรต์ มาร์กีส์ เดอ  เซญเญอเลย์ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือฝรั่งเศส ด้วยเหตุนี้จึงนิยมเรียกชื่อนางตามบรรดาศักดิ์ของสามีว่า มาดาม เดอ เซญเญอเลย์ หรือ มาร์กีส เดอ เซญเญอเลย์ 

เรื่องของมาดาม เดอ เซญเญอเลย์กับออกโกษาปาน ปรากฏอยู่ในเอกสารสองชิ้น ชิ้นแรกคือ  Voyage des ambassadeurs de Siam en France ของ ฌ็อง ดงโน เดอ วีเซ (Jean Donneau de  Vise) ซึ่งเป็นจดหมายเหตุของคณะทูตสยามในฝรั่งเศสที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ.๑๖๘๖ ชิ้นที่สองคือจดหมายเรื่องคณะทูตสยามของบาทหลวงเบนีญ วาเชต์ (Benign Vachet) ผู้เป็นล่ามของคณะทูตสยาม. 

มาดาม เดอ เซญเญอเลย์


ช่วงไม่อยู่.....ก็อาศัยติดตามข่าวสารโซเชียลมีเดีย เปิดๆ ปิดๆ ติดบ้างไม่ติดบ้าง ทางมือถือ รับรู้ได้ว่า ที่ฮิตและพูดจากันอื้ออึง เห็นจะไม่พ้นเรื่อง ส.ส.แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.โดยเฉพาะราย ส.ส.อนาคตใหม่ ๓-๔ คน 

รัฐบาลปริ่มน้ำฝ่ายค้านปริ่มขาดใจ
มอง ส.ส.ผ่านบัญชีทรัพย์สิน
ภาพเชิงซ้อน 'การเมือง-การรบ'
แจกเงินเที่ยว 'รวยนักหรือ?'
เมื่อ 'ลางร้าย' มาถึงฝ่ายค้าน
'แล้งอีสานกับนักการเมือง'