อนุสรณ์ชี้พิษโควิดทำเศรษฐกิจไทยกระเตื้องปลายไตรมาสสาม


เพิ่มเพื่อน    

21 ก.พ.64 - นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต ระบุว่า  คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3-4% โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้น่าจะยังหดตัวและติดลบประมาณ (-0.50) – (-1.0)% หากสามารถทยอยเปิดประเทศภายใต้การควบคุมตามมาตรฐานทางด้านสาธารณสุขและมาตรฐานองค์การอนามัยโลก การเปิดประเทศพร้อมกับการได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงของคนในประเทศจะทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสสองจะขยายตัวเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกในรอบห้าไตรมาส จากตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า เศรษฐกิจไตรมาสสี่ของปีที่แล้วหดตัวหรือติดลบน้อยกว่าคาดการณ์ คือ มีอัตราการขยายตัวติดลบ -4.2% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2563 ติดลบประมาณ 6.1% การลงทุนภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนเริ่มขยายเป็นบวกเล็กน้อยอันเป็นผลจากการเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการโอนเงินชดเชยรายได้ประชาชนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

 นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ภาคส่งออกทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจะปรับตัวทิศทางดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายไตรมาสหนึ่ง เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกโดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดสำคัญของสินค้าไทยฟื้นตัวชัดเจนหลังจากมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั้งการผลิต การบริโภค ยอดค้าปลีกกระเตื้องขึ้นจากการลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากไตรมาสสองปีที่แล้ว โดยประเทศที่มีฟื้นตัวเร็วที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ ไต้หวัน เป็นต้น การฟื้นตัวของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีความสำคัญต่อตลาดโลกจะทำให้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกน่าจะเติบโตได้มากกว่า 5% และ ปริมาณการค้าโลกน่าจะขยายตัวได้อย่างน้อย 6% ในปีนี้หลังจากที่ติดลบสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้วที่ -11%

นายอนุสรณ์ ระบุว่า ในปีนี้ โจทย์ของเศรษฐกิจไทย คือ ทำอย่างไรให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาเป็นบวกเพื่อรักษาการจ้างงาน รักษาระดับรายได้ของลูกจ้าง ซึ่งจะทำให้รักษาแรงเหวี่ยงโมเมนตันของภาคการบริโภคหลังจากมีกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านมาตรการการคลัง การเร่งฟื้นฟูการลงทุนและการจ้างงานมีความเร่งด่วนในการต้องทำให้เกิดผลก่อนเงินชดเชยรายได้หมดลงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า การปล่อยเงินเข้ามาในระบบอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามความจำเป็นเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนและรักษาการจ้างงานเอาไว้ได้ ส่วนการท่องเที่ยวของไทยนั้นเคยเป็นแหล่งรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.82-1.85 ล้านล้านบาทนั้น หากสามารถทยอยเปิดประเทศได้ในไตรมาสสองและสามเป็นต้นมา จะมีรายได้ได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติไม่เกิน 200,000-300,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเพียง 10-11% ของรายได้เดิมที่เคยได้รับ ฉะนั้น กิจการการท่องเที่ยวต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปรกติ การท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะไม่เติบโตเท่าในอดีตเนื่องจากกำลังซื้อของผู้คนทั่วโลกลดลง การท่องเที่ยวต่างประเทศยังมีความไม่สะดวก ต้องมีการกักกันตัวเพื่อตรวจสอบโรค การเดินทางไม่สะดวกเหมือนเดิม ต้นทุนสูงขึ้น จึงกลายเป็นกิจกรรมของผู้มีรายได้สูง ที่ท่องเที่ยวแบบ New Normal หรือ เป็นแบบ Villa Quarantine ได้ ผู้มีรายได้ระดับปานกลางหรือรายได้น้อยนั้นหมดสิทธิ์ในระยะปีสองปีนับจากนี้ 

นายอนุสรณ์  กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้นชัดเจนปลายไตรมาสสาม แต่ผลกระทบของการหดตัวอย่างรุนแรงปีที่แล้ว และ มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด Covid-19 ส่งผลต่อเกิดการปรับเปลี่ยนของโครงสร้างธุรกิจอุตสาหกรรม ยังคงมีธุรกิจอุตสาหกรรมที่ไปต่อไม่ได้ตัดสินใจหยุดกิจการและเลิกจ้างพนักงานภาวะดังกล่าวจะยังเป็นแนวโน้มระยะปานกลางและระยะยาวต่อไปจนกว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวเข้ากับห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติแบบใหม่ (New Global Supply Chain) อันเป็นผลจาก  การปรับเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัล การผลิตโดยหุ่นยนต์อัตโนมัติและสมองกลอัจฉริยะ อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน และ New Normal อันเกิดจากโรคอุบัติใหม่ต่างๆ เป็นต้น ธุรกิจอุตสาหกรรมไทยต้องพยายามก้าวข้ามการเป็นเพียง ผู้รับเหมาซัพพลายเออร์ (Turn-Key Supplier) ยกระดับตัวเองในห่วงโซ่การผลิต ยกระดับผลิตภัณฑ์ ยกระดับกระบวนการผลิต ลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและทักษะแรงงาน จัดการทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และกระบวนการ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่เรามีงบการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยรวมไม่ถึง 2% ของจีดีพีเป็นอุปสรรคสำคัญ นอกจากนี้ สัดส่วนในการทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) นั้นมาจาก SMEs ไม่ใช่รายใหญ่ มีรายใหญ่บางรายเท่านั้นที่ลงทุนใน R&D.
 


วันนี้ "๑๓ เมษายน" เป็นวัน "มหาสงกรานต์" เรารู้ แบบชินว่า..... ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่สากล ส่วน ๑๓ เมษายน วันสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย

หมอ 'สงกรานต์' หมอ
"สัตว์เศรษฐกิจ" ตัวใหม่
ฤๅ "ฟ้าใส" จะล่มรัฐบาล?
'ศิษย์-อาจารย์' ในวันจักรี
ประยุทธ์-ปรีดีใน 'ดี-เลว'
'จูราสสิก ปาร์ก' ภาค OctDem