ออสเตรเลียผ่านกม.เก็บค่าคอนเทนต์ข่าวจากเฟซบุ๊ก-กูเกิล


เพิ่มเพื่อน    

รัฐสภาออสเตรเลียผ่านกฎหมายที่กำหนดให้กูเกิลและเฟซบุ๊กต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทสื่อของออสเตรเลีย สำหรับค่าคอนเทนต์ข่าวที่นำไปใช้ในแพลตฟอร์มของตน

    ร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งได้รับการแก้ไขแล้ว ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้านี้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาไปแล้ว ทำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุญาโตตุลาการของรัฐบาลสามารถกำหนดราคาที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จะต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทสื่อในประเทศสำหรับค่านำคอนเทนต์ข่าวมาใช้ ถ้าการเจรจาระหว่างเอกชนล้มเหลว

    จอช ฟรายเดนเบิร์ก รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของออสเตรเลีย และพอล เฟลทเชอร์ รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสาร แถลงเรื่องนี้ร่วมกันเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กฎหมายนี้จะสร้างความมั่นใจให้กับธุรกิจสื่อสารด้านข่าวที่จะได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมสำหรับคอนเทนต์ข่าวที่พวกเขาผลิตและเผยแพร่ และช่วยสนับสนุนผลประโยชน์สาธารณะของผู้สื่อข่าว

    ฟรายเดนเบิร์กให้สัมภาษณ์ทางวิทยุในวันเดียวกันว่า เฟซบุ๊กจะเลิกแบนการเข้าถึงคอนเทนต์ข่าวของผู้ใช้เฟซบุ๊กในออสเตรเลียในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งการแบนสำนักข่าวของออสเตรเลีย รวมถึงแบนหน่วยงานด้านสาธารณสุขของออสเตรเลียที่เผยแพร่ข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับโควิด-19

    ทั้งรัฐบาลออสเตรเลียและเฟซบุ๊กต่างอ้างชัยชนะของตน หลังรัฐบาลออสเตรเลียเจรจากับเฟซบุ๊กและเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ว่า ให้ขึ้นกับดุลพินิจของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่จะไม่บังคับกูเกิลและเฟซบุ๊กต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ถ้าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งสองแห่งนี้สามารถพิสูจน์ว่าได้สร้างคุณประโยชน์ที่มีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมข่าวของออสเตรเลีย

    ในการแก้ไขกฎหมายนี้ ขยายกำหนดช่วงเวลาที่ให้กูเกิลและเฟซบุ๊กเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงถึงจำนวนเงินที่ต้องจ่ายค่าคอนเทนต์ข่าวให้กับบริษัทสื่อ ก่อนที่รัฐบาลจะเข้าแทรกแซง และจะทบทวนกฎหมายนี้ภายใน 1 ปี หลังกฎหมายนี้บังคับใช้ แต่ยังไม่ได้ระบุถึงวันที่แน่นอนที่กฎหมายฉบับนี้จะบังคับใช้. 


บ้านเมืองป่วยไข้ด้วยโควิดรุมเร้า ก็ดีไปอย่าง ทำให้เข้าใจคนไทยดีขึ้น ว่าคนไทยวันนี้ ทั้งรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ มีทัศนคติกับชาติบ้านเมืองตัวเองอย่างไร?

จุฬาฯ"เน่าที่หน่อหรือราก?"
'เจาะเวลาหาจุดจบโควิด'
"เชียงใหม่ แซนด์บ็อกซ์"
"สงครามข่าว"ที่มองข้าม
"คนมีบุญ"อย่าง"หมอบุญ"
ทีมแพทย์ 'ศูนย์วิจัย' จุฬาฯ