รองหน.พรรคกล้า ชำแหละ 'ธุรกิจเพศพาณิชย์' ซับซ้อนเกินกว่าระบบสาธารณสุขจะจัดการ


เพิ่มเพื่อน    

8 เม.ย.64 - นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า จำได้ไหมครับผมพูดแล้วพูดอีกว่ากรุงเทพจะแตกเพราะเล้านจ์ ผมว่าระบบสาธารณสุขไทยดีมาก ครับลงพื้นที่กักกันป้องกันจัดโซนนิ่งทำได้ดีมาก แต่เครือข่ายธุรกิจเพศพาณิชย์ ซึ่งหมายถึงว่าจะขายตัวหรือไม่ขายตัว ผมขอใช้คำว่าเพศพาณิชย์ทั้งสิ้นเพราะคือธุรกิจที่หากินบนเรือนร่างของหญิงสาวเหมือนกัน  ธุรกิจนี้มันซับซ้อนเกินกว่าระบบสาธารณสุขจะไปจัดการ

ผมเคยเตือนไปแล้วว่าอย่าเอาคนกรุงเทพ 10,000,000 คนไปแลกกับธุรกิจเพศพาณิชย์ไม่กี่แห่ง ทองหล่อนั้นที่ดังๆมีอยู่ 4-5 แห่งที่เหลือกระจายไปตามเอกมัย-รามอินทรา เหม่งจ๋าย ศรีนครินทร์ บางใหญ่ สุขาภิบาล ตรงนี้ต้องยอมเจ็บครับ ปิดยาวๆไป เพราะลูกจ้างเกือบทั้งหมดเป็นลูกจ้างไม่ประจำทั้งสิ้น ส่วนเงินก็เป็นสีเทาซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่เจ็บ ไม่ตายครับ

สิ่งที่ทำให้คลัสเตอร์ธุรกิจเพศพาณิชย์น่าห่วงเป็นเพราะธุรกิจนี้แตกต่างจากเมื่อ 10 ถึง 20 ปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง 10-20 ปีก่อนตั้งแต่สมัยฟอร์เต้ คาริบเบี้ยน น้องๆที่ทำถ้าไม่ว่างงานก็จะเป็นนักศึกษาจากต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนอยู่ตามมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เมื่อทำงานกลางคืนเสร็จก็จะไปกระจุกตัวอยู่ตามห้วยขวางบ้าง โชคชัยสี่บ้าง เป็นเพราะตรงนั้นเป็นเขตอพาร์ทเม้นท์ให้เช่าราคาไม่แพงเดินทางง่าย สังคมกลางคืนยุคนั้นแยกกันชัด

แต่ในยุคที่ธุรกิจเพศพาณิชย์เฟื่องฟูขึ้นอย่างมาก จะเป็นเพราะค่านิยมที่เปลี่ยนไป เป็นเพราะการศึกษาไม่ตอบโจทย์ เป็นเพราะเด็กไม่เห็นอนาคต หรือเป็นเพราะไม่มีตลาดแรงงานดีๆรองรับเค้าเลย ก็เลยเกิดปรากฏการณ์ที่เด็กกรุงเทพ และเด็กชั้นกลางเดินเข้าสู่ธุรกิจนี้เยอะขึ้นด้วยเพราะได้เงินเยอะ เงินเร็ว รวยเร็ว ซื้อของอวดเพื่อนเร็ว ถ่าย IG กับชีวิตแพงๆได้เร็ว จนมีคำกล่าวว่า โง่แต่ขยันให้ไปทำงานเซเว่น ฉลาดแต่รักสบายให้ไปอยู่เล้าจน์

ธุรกิจเหล่านี้ตั้งแต่เด็กนวดกระปู๋ เด็กไซด์ไลน์ เด็กเล้านจ์ ไปจนถึงหมอนวด รายได้ต่อเดือนโง่ๆก็ 50,000 บาท เก่งๆก็ 1.5-2 แสนบาท ถ้าเก่งกว่านั้นมีเบนซ์รุ่นล่าสุดแถมให้อีกคัน เงินอาเสี่ย นักการเมือง พ่อบ้านหลงผิดซะครึ่ง เงินจากรายได้สีเทาอีกครึ่ง ทิปทีละ 10,000 ห้อยพวงมาลัยทีละ 1-3 หมื่น เราเห็นทุกคืน 

ผมขอพูดแบบไม่เกรงใจมหาวิทยาลัยนะครับ 10-20 ปีก่อนการค้าบริการทางเพศนั้นแทบจะหาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำไม่ได้เลย แต่ในยุคนี้จะหาจากไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1-5 ของประเทศ ไม่ว่าจะขับรถเบนซ์เปิดประทุน หรือนั่งแท็กซี่มาทำงาน หาได้ทั้งนั้น

มันจึงเกิดการผสมสถานที่ท่องเที่ยวและสังคมที่เคยแยกออกจากกันมารวมกันเป็นหนึ่ง เด็กเล้านจ์ หมอนวด นวดกระปู๋ เรามาเจอได้ในสถานที่เที่ยวไฮโซกลางทองหล่อ จะเป็นชื่อหอยทาก จะเป็นเทปเพลง จะเป็นผับดังกลางอาร์ซีเอ คราวนี้มาผสมกันหมด เราจะเห็นพริตตี้มอเตอร์โชว์ชื่อดังไปเที่ยวผับไฮโซกับเพื่อนที่ใช้โอกาสนอกเวลาเรียนมานุ่งบิกินี่ปิดแค่หัวนมมาเดินแบบอยู่ตามเล้านจ์แล้วมาต่อที่ร้านเหล้าที่โชคชัย 4 ที่แอบเปิดถึงเช้า แล้วธุรกิจแบบนี้บอกว่ามีมาตรการป้องกันโควิด? จะเชื่อได้เหรอครับ? ผมขอใช้โอกาสนี้ตำหนิรัฐบาลแกมหัวเราะดังๆสักครั้ง

ลองนึกว่าพี่ๆที่เป็นผู้บริหารรัฐบาลอยู่กับสาวๆหน้าตาดีนุ่งน้อยห่มน้อย กินเหล้าเข้าปาก เอาแค่แก้วที่สอง ผมว่าก็มึนจนหน้าชิดกันแทบจะเป็นผัวเมียแล้วครับ ไหนจะอยู่ใกล้กัน ไหนจะกินเหล้าแก้วเดียวกัน ไหนจะตะโกนคุยกับโต๊ะข้างๆพร้อมน้ำลายฟูฟ่อง ไหนจะถูกใจไปเที่ยวต่อ ไหนจะเรียกมาม่ามาถามว่าหิ้วน้องคนไหนกลับบ้านได้บ้าง

เราก็จะพบว่าความสัมพันธ์แบบห่างที่สุดก็คือ กินเหล้าแก้วเดียวกัน ส่วนความสัมพันธ์แบบใกล้ที่สุดก็คือใส่ชุดแรกเกิดนอนทับกันอยู่บนเตียง หลังจากนั้นก็กระจายไปเซ็นทรัลลาดพร้าว ไปผับตามทองหล่อ ไปศูนย์ราชการเพื่อไปปฎิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติในวันรุ่งขึ้น

มันถึงบรรลัยยังไงหละครับ


วันนี้ "ไม่คุยโควิด" ถ้าจะคุยในประเด็นว่า มันจะจบกันเมื่อไหร่ ก็คงต้องคุยยาวต่อเนื่องไปถึงชาติหน้า ก็ยังไม่จบ เพราะมันจะไม่หายไปไหน มันจะอยู่กับมนุษย์โลกตลอดไป อยู่แบบเชื้อเอดส์ เชื้อไข้หวัดนก เชื้อซาร์ส เชื้อเมอร์ส เชื้ออหิวาต์ ประมาณนั้น

กลเกม 'ในศาล-ในถนน'
"โชคดี-โชคร้าย"ในโควิด
โควิด 'พาคิดไม่รู้จบ'
'มหาสงกรานต์' คืออะไร?
หมอ 'สงกรานต์' หมอ
"สัตว์เศรษฐกิจ" ตัวใหม่