'อนุสรณ์'ชี้โควิดรอบ3อาจกระทบศก.ไตรมาสสองถึงขั้นติดลบ


เพิ่มเพื่อน    

11 เม.ย.64-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองอาจทรุดหนักถึงขั้นติดลบได้เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกจากการแพร่ระบาดระลอกสามและทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีไม่น่าจะถึง 2% ต้องดำเนินมาตรการไม่ให้เกิดการตื่นกลัวเกินกว่าเหตุจนเกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจรุนแรง การกระจายอำนาจตัดสินใจไปยังจังหวัดเป็นเรื่องที่เหมาะสม การเปิดเสรีนำเข้าวัคซีนและให้เอกชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการวัคซีนจะทำให้สถานการณ์การเข้าถึงวัคซีนดีขึ้น รวดเร็วขึ้น แนวโน้มเงินบาทอ่อนตัวต่อเนื่องจากเงินทุนระยะสั้นทยอยไหลออก ขณะที่เงินไหลเข้าจากรายได้ท่องเที่ยวจากต่างชาติและการส่งออกอาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์  

นายอนุสรณ์กล่าวว่า การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวไตรมาสสามอาจไม่เกิดขึ้นหากการแพร่ระบาดระลอกสามไม่สามารถควบคุมได้ภายในเดือนพฤษภาคม กระแสเงินทุนจะไหลไปยังประเทศที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนและเป็นประเทศที่สามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มากกว่า 70% และเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ อย่างสหรัฐอเมริกาสามารถระดมฉีดวัคซีนได้ 3,033,045 โดสต่อวัน ทำให้ใช้เวลาสามเดือนจากนี้จะสามารถทำให้ประชาชนประมาณ 75% ได้รับภูมิคุ้มกัน ทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปรกติและกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปรกติ 

อย่างไรก็ตาม การหยุดการแพร่ระบาดของ Covid-19 นั้นเป็นการร่วมมือในการฉีดวัคซีนกันทั่วโลกในลักษณะ Global Vaccination Campaign แต่มีความเหลื่อมล้ำอย่างมากของประเทศต่างๆในการเข้าถึงวัคซีน ขณะนี้มีวัคซีนที่พร้อมฉีดให้ประชาชนทั่วโลกในประเทศต่างๆ 748 ล้านโดสใน 154 ประเทศซึ่งครอบคลุมเพียงแค่ 5% ของประชากรโลก ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ Bloomberg ยังพบว่า กลุ่มประเทศร่ำรวย 27 ประเทศ ครอบครองวัคซีนกว่า 39.3% แต่มีประชากร 11.1% การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ทั่วโลกจึงเกิดขึ้นได้ยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยภายในระยะเวลาสองสามปีข้างหน้านี้ 

"ค่อนข้างชัดเจนว่า การระบาดระลอกสามและการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดสะท้อนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในไทยและความเหลื่อมล้ำในเกือบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาส สิทธิและเพศสภาพ ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายและการเข้าถึงความยุติธรรมรวมทั้งสะท้อนถึงโครงสร้างสังคมไทยที่มีปัญหาต้องเยียวยาโดยด่วน ปัญหาการติดเชื้อและเกิดการแพร่กระจายเป็นกลุ่มก้อน ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นระลอกแรก ระลอกสอง ระลอกสาม ล้วนสะท้อนปัญหาในเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยอีกด้วย ทุกๆครั้งจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาผิดกฎหมาย ไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย และ มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่มักจะก่อปัญหา และ ทำให้คนทั้งสังคมและเศรษฐกิจทั้งหมดเดือดร้อน การกระทำเหล่านี้เป็นการแสดงถึงความไม่รับผิดชอบต่อสังคม สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ"