
อาหารทะเลถือเป็นแหล่งโปรตีนหลักของประชากรกว่า 3,100 ล้านคนทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโภชนาการ ชีวิตความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก ท่ามกลางอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งปัญหาการทำประมงเกินขนาด ล้วนเป็นประเด็นรุมเร้าทำให้ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูปรายใหญ่ของโลก ตระหนัก และเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ทะเล และการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จนเป็นที่มาของ กลยุทธ์ความยั่งยืนที่เรียกว่า SeaChange ® ซึ้งโครงการครบรอบ 10ปีในปี2569 โดยโครงการ SeaChange ® ถือว่าเป็นกลยุทธิ์สำคัญที่ไทยยูเนี่ยนมองว่าจะทำให้การดำเนินงานของบริษัททั้งมวลไปสู่ Net Zero ได้ภายในปี2030 พร้อมกับการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ผู้ผลิตอาหารที่ยืนบนหลักการ Healthy Living, Healthy Oceans ซึ่งกรอบเวลาคาร์บอนเป็นศูนย์และด้านความยั่งยืน เป็นเป้าหมายองค์กรของไทยยูเนี่ยนทั่วโลก
นายอดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ SeaChange® คือการดูแลปกป้องผู้คนและระบบนิเวศที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมอาหารทะเล ที่มุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ชาวประมง แรงงาน และเกษตรกรสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี ควบคู่กับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลและชายฝั่ง เพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ในระยะแรกของการดำเนินตามกลยุทธ์ SeaChange® ทั้งการตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานแรงงานนั้นยังไม่สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งอุตสาหกรรม แต่ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยน ได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านการยกระดับมาตรฐานด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต

10ปีของการดำเนินตามกลยุทธิ์ SeaChange® สิ่งที่โดดเด่นที่สุด ก็คือ การเน้นเรื่องที่มาของวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานของอาหารทะเล ที่มีความพยายามให้มีผลกระทบน้อยที่สุด “ทูน่า” ถือว่าเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิต ความสำเร็จที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันบริษัทสามารถจัดหาทูน่าอย่างรับผิดชอบได้แล้ว 99% ซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการ ที่กำหนดนิยามและมาตรฐานการทำประมง
“กุ้งคาร์บอนต่ำ”ถือว่าเป็นมาตรฐานใหม่การเลี้ยงกุ้งที่อยู่บนคำว่าความยั่งยืน ปัจจุบันกุ้ง 68% ของไทยยูเนี่ยน เป็นกุ้งที่มาจากฟาร์มกุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือกับ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในไทย ตลอดจนการส่งเสริมของบริษัทนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในฟาร์ม อย่างเช่น ระบบ Hydro neo ที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก และเป็นตัวช่วยเพิ่มผลผลิต ตลอดจน การส่งเสริมระบบพลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้ในฟาร์ม ถือว่าเป็นการลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตกุ้งได้ราว 30% และลดต้นทุนค่าพลังงานในฟาร์มได้อย่างดี นอกจากนี้วัตถุดิบที่นำมาเลี้ยงกุ้ง ยังมีการตรวจสอบที่มาว่าเป็นอาหารสัตว์ที่อยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม และสังคม
“เราผลิตกุ้งคาร์บอนต่ำได้ไม่เท่ากับความต้องการของตลาดในยุโรป และสหรัฐ ที่มีความต้องการสินค้าคาร์บอนต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราได้พยายามขยายรูปแบบการเลี้ยงแบบนี้ให้มากขึ้น เพื่อสนองความร้องการของตลาด”นายอดัม เบรนเนน กล่าว
ในนิยามของความยั่งยืน ไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องของการลดใช้พลังงาน ดูแลวัตถุดิบการผลิตที่เป็นห่วงโซ่อาหารทะเล และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่านั้น นายอดัมกล่าวว่า ภาระหนี้สินของเกษตรกร ยังเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ ซึ่งจะมีคำแนะนำปรึกษา ปัญหาต่างๆ ให้กับเกษตรกร ทั้งการลดต้นทุนการผลิต ไปพร้อมๆกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง มีภาระหนี้มากเกินไป จนอาจส่งผลกระทบต่อวงจรธุรกิจ จนไม่สามารถรักษาจุดยืนการเป็นฟาร์มคาร์บอนต่ำได้ โดยบริษ้ทวางเป้าไว้ว่า 75 % ของสินเชื่อเกษตรกร จะต้องอยู่บนความยั่งยืน

เป้าหมาย Net Zero ในปี 2030 เป็นเป้าใหญ่ของไทยยูเนี่ยน เพราะเชื่อมโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายอดัม กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงงานลง 42% ในมาตรฐานของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ล่าสุดตั้งแต่ปี2564-2568 สามารถลดการปล่อยก๊าซในส่วนที่ควบคุมได้โดยตรงได้ถึง 29% ส่วนที่เหลือ เป็นปัจจัยจากส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต และอาจอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทโดยตรง แต่บริษัท ก็มีวิธีที่จะสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการมุ่งสร้างความเข้าใจและให้ความรู้กับซัพพลายเออร์ต่างๆ พร้อมกับการสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้
SeaChange® ยังมีภาคอื่นๆ ที่ถือว่าเป็นส่วนที่ช่้วยขับเคลื่อนสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม จาก 4 โครงการลดขยะทะเล พรภัสรา เอกกุล ผู้จัดการแผนกอาวุโส ฝ่ายการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หนึ่งในพันธสัญญาสำคัญภายใต้ SeaChange® 2030 นั้นก็คือการลดขยะพลาสติกในท้องทะเล ตามแม่น้ำลำคลอง ปากแม่น้ำต่างๆ หรือที่เรียกว่า Ocean Clean Up โดยมีเป้าการเก็บขยะพลาสติกให้ได้ 1,500 ตัน ภายในปี 2030 และจากการดำเนินงานมาได้ 4 ปี สามารถเก็บขยะพลาสติกได้ 512 ตัน หรือคิดเป็น 34% ของเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนการเก็บขยะทะเลนั้น เป็นกิจกรรมที่ร่วมกับพนักงาน หน่วยงานท้องถิ่น และพันธมิตร ทำกิจกรรมเก็บขยะ ปีละ 2 ครั้ง ในวัน World Ocean Day และ International Coastal Cleanup Dayซึ่งไม่ได้มีแต่บริษัทในไทยเท่านั้น แต่มีบริษัทในต่างประเทศด้วย ซึ่งในแต่ละปี ครอบคลุมมากกว่า 10 พื้นที่ทางทะเลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

โครงการที่สองคือความร่วมมือกับ Second Life ทำโครงการเก็บขยะทะเลในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดกระบี่และตรัง โดยจ้างคนในพื้นที่ คนว่างงาน เก็บขยะริมชายฝั่ง พร้อมให้ความรู้เรื่องมูลค่าของขยะแต่ละประเภท ว่าขยะแบบไหนมีมูลค่าเท่าไหร่ และนำไปรีไซเคิลผ่านพันธมิตร เช่น บริษัท วงษ์พาณิชย์ ในกระบี่ จนได้ผลิตภัณฑ์ปลายทางอย่างเส้นใยและเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ Ocean Cycle
อีกโปรเจ็กคือ ARRI (Aerial Recon & Recovery Initiative ) ใช้โดรนและเอไอ ระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ประมงที่สูญหายในทะเล ที่มีพวกแห อวน และวัสดุอื่นๆในการทำประมงที่เรียกว่าเป็นขยะ Ghost gear เพิ่งทำได้ 2ปี เพราะปกติ การหา Ghost gear จะไม่สามารถล่องเรือหรือจ้างเรือไปหาอย่างไม่มีทิศทาง การหาก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ซึ่งทำให้สิ้้นเปลืองทรัพยากรค่าใช้จ่ายมาก แต่โดรนของอารีย์ จะสามารถระบุตำแหน่งของขยะเครื่องจักรประมงได้อย่างแม่นยำ ทำให้การจัดเก็บขยะประเภทนี้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในพื้นที่เกาะพะงัน 12 ตารางกม.ถือว่ากว้างมาก การหาคือ ออกจากชายฝั่งไป 1 กม.ถือว่าไกลมาก การไปหาแบบไม่มีเครื่องมือระบุตำแหน่งยากมาก พอมีโดรนทำให้การหาง่ายขึ้น
“ขยะที่เป็นGhost gear มันสามารถเคลื่อนที่ พัดไปตามกระแสน้ำหรือ ระดับน้ำทะเลได้ วันนี้อยู่ตรงนี้ แต่อีกวันไปอยู่อีกที่แล้ว ตอนนี้ที่เราเจอขยะGhost gear เจอที่พะงันมากกว่าสมุย พะงันเจอประมาณ 4 พันตัน สมุย 3พันตัน จำนวนแห อวนที่เราเก็บได้ ถือว่าไ่ม่น้อย เพราะของพวกนี้มีน้ำหนักไม่มาก และเราจะเริ่มอีกที่คือ อันดามัน เพราะได้ทุนแล้ว “

Ghost gear ที่เป็นแห อวน ที่ได้ ถูกนำมารีไซเคิลมาเป็นส่วนผสมทำอิฐ ที่มีการทดสอบทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ามีเปอร์เซ็นต์การยึดเกาะมากกว่าอิฐธรรมดา ซึ่งถือว่านำขยะจากทะเลมาสร้างมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชน
“กล่าวได้ว่า การใช้โดรน ระบุตำแหน่ง ขยะทะเล ของเรา เป็นเจ้าแรกในโลก เพราะยังไม่มีประเทศอื่นๆ ใช้วิธีนี้ “พรภัสรากล่าว
โครงการ Seven Clean Seas & โครงการ HIPPO: นวัตกรรมดักขยะพลังงานแสงอาทิตย์ การร่วมมือ กับ Seven Clean Seas ในการติดตั้งเครื่องดักจับขยะอัจฉริยะระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ชื่อว่า HIPPO บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วัดจากแดง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสกัดกั้นขยะพลาสติกและผักตบชวาไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล โดยจ้างงานคนในท้องถิ่นเคัดแยกขยะ ซึ่งขยะพลาสติกบางส่วนจะถูกนำไปส่งต่อให้วัดจากแดง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นจีวรพระและวัสดุรีไซเคิลอื่นๆ โครงการนับว่าประสบความสำเร็จก็ว่าได้ เพราะจากที่เคยตั้งเป้าว่าจะเก็บขยะพลาสติกให้ได้ 100 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันพบว่าได้ขยะน้อยกว่าที่ตั้งเป้่าไว้ สะท้อนว่าขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยาอาจจะลดลง หลังจากมีการเก็บต่อเนื่องหลายปี

“ถ้าถามว่า SeaChange® ได้เเปลี่ยนอะไร ไปยังไงบ้าง ก็บอกว่า ในช่วง 10ปีที่ผ่านมา ไทยนูเนี่ยน ได้เปลี่ยน การหาวัตถุดิบมาผลิต แสดงถึงความรับผิดชอบของเราในการได้มาซึ่งวัตถุดิบ ซึ่งอาหารเราที่เราผลิต ส่งไปต่างปนระเทศ แอละในไทย ซึ่งไม่ว่าทูน่า หรือกุ้งคาร์บอนต่ำ การทำข้อกำหนดการทำประมง ที่เกี่ยวพันกับแรงงาน และการหาขยะทะเล พวกGhost gear ได้เปลี่ยนโครงสร้างการทำประมง และธุรกิจอาหารทะเล ” พรภัสรา กล่าว

