
มื่อพูดถึงจ.พระนครศรีอยุธยา เมืองมรดกโลก หลายคนอาจนึกถึงความงดงามของวัดวาอารามและโบราณสถานอันทรงคุณค่าที่มีอยู่จำนวนมาก ความมีเสน่ห์ของจังหวัดนี้ยังมีเรื่องราวของชุมชนริมสายน้ำที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงความรุ่งเรืองของอาณาจักร ด้วยทำเลที่ตั้งบนเกาะเมืองซึ่งมีแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และลพบุรี โอบล้อมอยู่โดยรอบ ในอดีตกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นศูนย์กลางการค้าทางน้ำที่สำคัญของภูมิภาค เปรียบเสมือน “เมืองท่าอินเตอร์” ที่เปิดรับผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และอารยธรรมให้เข้ามาค้าขาย ตั้งถิ่นฐาน และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกัน จนก่อเกิดเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่ยังคงสะท้อนผ่านวิถีชีวิต อาหาร ความเชื่อ และสถาปัตยกรรมให้เห็นได้จนถึงปัจจุบัน
หนึ่งในพื้นที่ที่บอกเล่าเรื่องราวพหุวัฒนธรรมได้อย่างดีนั้นก๋คือ “ชุมชนคลองตะเคียน” ชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนาไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ และอิสลามที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เริ่มที่ “มัสยิดกุฎีช่อฟ้า” หนึ่งในมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีการเปลี่ยนชื่อจากสุเหร่ากุฎีเจ้าเซ็น เป็น “กุฎีช่อฟ้า” นามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสทางน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับประวัติความเป็นมาของชาวมุสลิมดั้งเดิมที่อพยพมาจากปัตตานี กลายเป็นชื่อที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

และได้มีการบูรณะครั้งใหญ่และกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งในปีนี้ หลังอาคารเดิมมีสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา การบูรณะครอบคลุมทั้งภายนอกและภายในอาคาร โดยภายนอกยังมีบางส่วนที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงเพิ่มเติม ขณะที่ภายในได้รับการตกแต่งอย่างงดงามด้วยงานไม้แกะสลักบริเวณเพดาน ประตู และหน้าต่าง ถ่ายทอดเอกลักษณ์ศิลปะอิสลามที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรายละเอียด ชวนให้รู้สึกสงบและสบายตาตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปเยี่ยมชม
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ โคมไฟพระราชทานหรือเครื่องสังเค็ดที่แขวนอยู่บนเพดาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อศาสนสถานแห่งนี้ โคมไฟสีเขียวได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่โคมไฟสีเหลืองได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร



ภายในมัสยิดยังคงรักษา มิมบัรและห์รอบ แบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของมัสยิดเอาไว้อย่างครบถ้วน ทั้งสองส่วนสร้างจากหินอ่อนและมีอายุหลายร้อยปี โดยมิมบัรถูกสร้างขึ้นก่อน ส่วนมิห์รอบสร้างเพิ่มเติมในเวลาต่อมา ลวดลายและรูปแบบสถาปัตยกรรมสะท้อนอิทธิพลศิลปะอิสลามที่ได้รับความนิยมในเปอร์เซียและอินเดียสมัยราชวงศ์โมกุล จนมีผู้สันนิษฐานว่าอาจเป็นรูปแบบที่หลงเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย
เดินทางมาต่อที่ “วัดนักบุญยอเซฟ” ศาสนสถานเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่โดดเด่นด้วยอาคารโบสถ์สีเหลืองอร่ามสะดุดตา เป็นอีกหนึ่งหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์เมืองอยุธยาที่มีอายุยาวนานกว่า 350 ปี ย้อนกลับไปในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2209 พระองค์ได้พระราชทานที่ดิน วัสดุ และพระราชทรัพย์สำหรับก่อสร้างวัดแห่งนี้แก่บาทหลวงแลมเบิร์ต เดอ ลา ม็อตต์ โดยเริ่มต้นจากโบสถ์ไม้หลังเล็ก ๆ ก่อนจะพัฒนาเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในเวลาต่อมา แม้จะเคยผ่านช่วงเวลาแห่งสงครามและได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ได้รับการบูรณะฟื้นฟูหลายครั้ง จนกลับมางดงามดังเช่นในปัจจุบัน

ก้าวเข้าสู่ภายในโบสถ์ ความสง่างามของสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์จะค่อย ๆ ปรากฏผ่านซุ้มโค้ง เสาสูง และหน้าต่างกระจกสีที่บอกเล่าเรื่องราวจากพระคัมภีร์อย่างวิจิตรบรรจง ยิ่งเมื่อแสงแดดส่องผ่านกระจกสีเข้ามาภายในอาคาร ยิ่งช่วยเติมชีวิตชีวาให้กับเรื่องราวทางศาสนาและสร้างบรรยากาศที่สงบ งดงาม และเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ทางศิลปะ
มาถึงจุดหมายสุดท้ายที่ “วัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง” หนึ่งในวัดสำคัญของกรุงศรีอยุธยา วัดแห่งนี้สร้างขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เมื่อ พ.ศ. 1896 หลังการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีได้เพียง 3 ปี ทำให้ปัจจุบันวัดมีอายุยาวนานกว่า 650 ปี และยังคงเป็นหลักฐานแห่งความรุ่งเรืองของราชธานีในอดีต ความพิเศษของวัดพุทไธศวรรย์คือการตั้งอยู่นอกเกาะเมืองอยุธยา จึงได้รับผลกระทบจากสงครามในอดีตน้อยกว่าวัดหลายแห่งภายในเมือง ส่งผลให้อาคารและโบราณสถานสำคัญจำนวนมากยังคงหลงเหลือให้เห็นในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แม้จะมีร่องรอยแห่งกาลเวลาปรากฏอยู่บ้างก็ตาม

เมื่อมาถึงวัด สิ่งแรกที่สะดุดตาคือพระอนุสาวรีย์ของบูรพกษัตริย์ไทย 5 พระองค์ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล จุดที่ไม่ควรพลาดคือ ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ อาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้นที่มีรูปทรงคล้ายเรือสำเภา
ภายในเต็มไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังอันทรงคุณค่า เป็นงานจิตรกรรมในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ สมเด็จพระเพทราชา ราวปี พ.ศ.2231 ถึงปี พ.ศ.2245 เล่าเรื่องไตรภูมิ เขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่สาย รวมถึงภาพพุทธประวัติและทศชาติชาดกต่างๆ และภาพสำคัญอย่าง เรื่องเกี่ยวกับประวัติสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ณ ประเทศลังกา แม้ภาพบางส่วนจะเลือนรางแต่ส่วนที่เหลืออยู่ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนให้หยุดมอง


เดินต่อมายัง พระอุโบสถมหาอุตม์ อาคารสำคัญอีกแห่งของวัดที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากพระอุโบสถทั่วไป แต่เดิมมีประตูเข้า-ออกเพียงด้านเดียว และไม่มีหน้าต่างเลย ซึ่งเป็นลักษณะของอาคารแบบมหาอุตม์ ต่อมา พระครูอุเทศธรรมวินัย (หลวงพ่อชม พรหมโชติ) อดีตเจ้าอาวาส ได้ดำเนินการบูรณะและสร้างประตูเพิ่มเติมบริเวณด้านหลังทั้งฝั่งซ้ายและขวา เพื่อความสะดวกในการใช้งาน
พระประธานด้านในคือ หลวงพ่อดำ พระประธานประจำพระอุโบสถ ซึ่งมีเรื่องราวผูกพันกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยเล่ากันว่าพระองค์เคยเสด็จมาประกอบพิธีอาบน้ำว่าน ณ วัดแห่งนี้ก่อนออกศึก และภายหลังทรงมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราช ผู้คนจึงถวายพระนามพระประธานองค์นี้ว่า “หลวงพ่อดำ” ตามพระนามลำลองของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมาเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ จึงได้ถวายพระนามอย่างเป็นทางการว่า “พระพุทธนเรศวรมหาราช” ซึ่งเป็นนามที่ได้รับการถวายโดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร


เมื่อมาถึงวัดแห่งนี้ก็ต้องไปสักการะ พระมหาธาตุ หรือปรางค์ประธาน ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางวัด องค์ปรางค์ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมขอม เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาลตามคติความเชื่อโบราณ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นสิ่งก่อสร้างที่อยู่คู่กับวัดมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของกรุงศรีอยุธยา เดินชมรอบองค์ปรางค์ จะพบพระระเบียงที่ล้อมรอบอยู่โดยรอบ ช่วยขับให้สถาปัตยกรรมโบราณดูยิ่งใหญ่และสง่างามยิ่งขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของวัด ทำให้ที่นี่เป็นมากกว่าแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสเรื่องราวของอดีตกว่า 650 ปีอย่างใกล้ชิด
การเดินทางมาเยือนอยุธยาฯ ไม่ใช่เพียงแค่การท่องเที่ยววัดวาอารามหรือโบราณสถานเท่านั้น แต่เป็นอีกมุมที่ทำให้เห็นเสน่ห์ของพระนครศรีอยุธยาในฐานะเมืองแห่งการหลอมรวมวัฒนธรรม ที่ยังคงมีเรื่องราวให้ค้นพบและเรียนรู้ได้ไม่รู้จบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จากอยุธยา…ไปถึงสามโลก
ปกติคนเขียนมาถึง “เปิดซองออนไลน์” มักจะมีเรื่องอยากชวนคุย มีอะไรอยากเล่า อยากบ่น หรือบางทีก็มีคำถามติดมาด้วย
สึกแล้ว! 'สมีโชติ' อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ยักยอกเงินวัด 92 ล้าน เสพเมถุน
สึกแล้ว! สมีโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.อยุธยา หลังถูกจับกุมตามหมายจับพร้อมสีกาคนสนิท ร่วมกันเบียดบังเงินวัด 92 ล้านบาท แปลงเป็นทรัพย์สินอื่น
ทัวร์ลงสนั่น! วัดพุทไธศวรรย์ อยุธยา ประกาศปิดพื้นที่ชั่วคราว
วัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แจ้งว่า ได้มีการปิดพื้นที่โบราณสถานเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะปรับปรุงระบบไฟฟ้าแล้วเสร็จ
นายกฯ คิกออฟ 'สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง' พร้อมโชว์ขับรถแทรกเตอร์
'นายกฯอนุทิน' เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ลดต้นทุนการผลิต วงเงินกู้เกษตรกรรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ย้ำรัฐมุ่งช่วยคนไทย ก่อนโชว์ขับรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า
รมช.อัครนันท์ ร่วมอาลัยครูเหยื่อกราดยิงอยุธยา มอบทุนลูก 2 คนจนจบ ม.6
“รมช.อัครนันท์” ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพ “ครูปภัสรา” เหยื่อเหตุกราดยิงอยุธยา พร้อมส่งกำลังใจให้ครอบครัว ยกย่องจิตวิญญาณความเป็นครู และมอบทุนการศึกษาส่วนตัวให้กับบุตรทั้ง 2 คนจนจบ ม. 6

