
อยุธยาในอดีตเจริญรุ่งเรือง ด้วยตำแหน่งราชธานีอยู่ในจุดที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างประเทศทางมหาสมุทรอินเดียและประเทศในแถบทะเลจีนใต้ และเป็นเมืองท่าที่มั่นคง ทำให้มีพ่อค้าต่างชาติจำนวนมากเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายและอยู่อาศัยภายใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์อยุธยา รวมถึงพ่อค้ามุสลิมด้วย จากหลักฐานจดหมายเหตุและบันทึกชาวต่างชาติ ได้กล่าวถึงชุมชนมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งเกาะเมืองและบริเวณโดยรอบ ซึ่งสืบทอดมาจนปัจจุบัน

นอกจากชุมชนมุสลิม ยังมีศาสนสถาน โบราณสถานของชาวมุสลิมปรากฎอยู่ หนึ่งในสถานที่สำคัญ คือ มัสยิดกุฎีช่อฟ้า ต.คลองตะเคียน อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย มัสยิดแห่งนี้ไม่เพียงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนมุสลิม แต่ยังสะท้อนเรื่องราวการอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากวัฒนธรรมในอดีต โดยมีการเปลี่ยนชื่อจากสุเหร่ากุฎีเจ้าเซ็น เป็น “กุฎีช่อฟ้า” นามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสทางน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับประวัติความเป็นมาของชาวมุสลิมดั้งเดิมที่อพยพมาจากปัตตานีกลายเป็นชื่อที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

อาคารมัสยิดหลังเดิมผ่านกาลเวลามายาวนานเกิดการชำรุดทรุดโทรม นำมาสู่การบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี 2567 ปัจจุบันการบูรณะศูนย์รวมใจชุมชนแห่งนี้แล้วเสร็จ ชาวมุสลิมคลองตะเคียนได้กลับมาประกอบศาสนกิจตามวิถีความศรัทธาชาวมุสลิมอีกครั้ง โดยพิธีเปิดมัสยิดกุฎีช่อฟ้า ประจำปี 2569 มี อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ผู้นำกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้นำศาสนาอิสลาม ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และคณะผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม ณ มัสยิดกุฎีช่อฟ้า เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2569

อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าวว่า มัสยิดกุฎีช่อฟ้าเป็นศาสนสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะเป็นหลักฐานสะท้อนให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของศาสนาอิสลามบนผืนแผ่นดินไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ผ่านยุคกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ มัสยิดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างเชื้อชาติและศาสนาในสังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลคลองตะเคียน ซึ่งเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมที่มีทั้งมัสยิด โบสถ์คริสต์ และวัดพุทธตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเคารพความแตกต่างทางศาสนามาอย่างยาวนาน
“ มัสยิดกุฎีช่อฟ้ายังมีความสำคัญในฐานะศาสนสถานที่ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทยมุสลิมที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับการเปิดมัสยิดแห่งนี้ได้กลับมาเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาและการบ่มเพาะจิตวิญญาณของชุมชนอีกครั้ง พร้อมทั้งเป็นเวทีรวมพลังของผู้ศรัทธาในการสานต่อภารกิจทางศาสนา และระดมทุนเพื่อพัฒนาภูมิทัศน์และสิ่งอำนวยความสะดวกของมัสยิดต่อไปในอนาคต “ อรุณ กล่าว

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วธ. กล่าวว่า มัสยิดกุฎีช่อฟ้า มิได้เป็นเพียงอาคารหากเป็นชีวิตที่ยืนหยัดผ่านประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคที่บรรพชนมุสลิมจากอาหรับ เปอร์เซีย อินเดีย มลายู และชาติพันธุ์อันหลากหลาย จนเกิดเป็นรากฐานแห่งความสัมพันธ์อันงดงาม ที่ดำรงมามากกว่าสามศตวรรษ สถาปัตยกรรมของมัสยิดแห่งนี้ สอนเราด้วยภาษาแห่งความงาม ช่อฟ้าและใบระกาที่ยื่นขึ้นสู่ท้องฟ้าในสมัยนั้น คือ สัญลักษณ์ที่ประกาศให้โลกรู้ว่า ความแตกต่างมิใช่เหตุแห่งความแตกแยก แต่คือพลังแห่งความงอกงาม เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานนามว่ามัสยิดกุฎีช่อฟ้าพระราชหัตถเลขานั้น มิได้เพียงตั้งชื่อสิ่งก่อสร้าง หากทรงสลักความจริงข้อหนึ่ง ลงในจิตใจของสังคมไทยว่า ความหลากหลาย คือ เกียรติยศของชาติ
“ มัสยิดกุฎีช่อฟ้ายังมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนในฐานะศูนย์กลางการช่วยเหลือประชาชน ช่วงเหตุอุทกภัยที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้เปิดเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับประชาชนทุกศาสนา เป็นจุดแจกจ่ายสิ่งของและถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย สะท้อนบทบาทของศาสนสถานที่เป็นมากกว่าสถานที่ประกอบศาสนกิจ การบูรณะศาสนสถานไม่เพียงช่วยอนุรักษ์อาคารและคุณค่าทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การเผยแผ่หลักคำสอนทางศาสนา การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม วธ.จะการอนุรักษ์และพัฒนาศาสนสถานอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนด้านงบประมาณ การส่งเสริมโครงการต่าง ๆ ให้ศาสนสถานทั่วประเทศสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนา วัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป ” รมว.วธ. กล่าว

สำหรับการบูรณะมัสยิดกุฎีช่อฟ้าครั้งนี้มีการปรับปรุงโครงสร้าง ประตู หน้าต่าง และเพดาน พร้อมตกแต่งด้วยลวดลายไม้ที่งดงาม แต่ยังคงรักษาองค์ประกอบดั้งเดิมที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สัญลักษณ์สำคัญเครื่องสังเค็ดพระราชทาน “โคมไฟติดเพดาน” เป็นโคมไฟสีเขียวได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 ภายหลังการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 5 ส่วนโคมไฟสีเหลืองได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มัสยิดยังคงอนุรักษ์ “มิห์รอบ” ซุ้มบอกทิศกิบละฮ์และจุดที่อิหม่ามยืนนำละหมาด รวมถึง “มิมบัร” แท่นยกสูงสำหรับกล่าวธรรมเทศนาหรือคุตบะฮ์ องค์ประกอบสำคัญของมัสยิดดั้งเดิมไว้ครบถ้วน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ซาบีดา' คิกออฟวัฒนธรรมสร้างสรรค์สัญจร ปี 4 ปั้นเยาวชนต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่อนาคต
คิกค์ออฟปักหมุดจังหวัดแรก “รมว.ซาบีดา” เปิดวัฒนธรรมสร้างสรรค์สัญจร ปี 4 และสัญจรสู่ 4 ภูมิภาค หนุนเยาวชนต่อยอดทุนวัฒนธรรม ชูแนวคิด
วธ. ร่วมงาน 'คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 22' เวทีแห่งเกียรติยศ ส่งเสริมคุณค่าวัฒนธรรม
งานประกาศรางวัล ”คมชัดลึก อวอร์ด“ เป็นเวทีแห่งเกียรติยศที่มุ่งส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม และเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทของศิลปะและวัฒนธรรมไทยในฐานะหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

