
เมื่อ “สุขภาพดี” ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่เจ็บป่วย แต่คือการมีชีวิตที่แข็งแรงและมีคุณภาพมากขึ้น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับการดูแลสุขภาพ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจสุขภาพทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 240 ล้านล้านบาท
ขณะที่เศรษฐกิจสุขภาพไทยมีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท สะท้อนถึงโอกาสในการนำองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพที่มีมูลค่าเพิ่ม
ด้วยเหตุนี้การจัดงาน “ThaiFDA International Health, Wellness and Longevity Innovation Forum 2026” หรือ “ThaiFDA WELLNEXT 2026” ภายใต้แนวคิด “From Thai Innovation to Global Trust” โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ร่วมพัฒนานวัตกรรม ยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล พร้อมต่อยอดสู่ตลาดโลก ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอ อย. กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เพื่อแสดงบทบาทใหม่ของ อย. ในการทำงานเชิงรุกและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพและนวัตกรรมของไทย โดยมุ่งสร้างความร่วมมือกับนักวิจัย ผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นทาง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และแข่งขันได้ในระดับสากล
“เราเปิดโอกาสให้ประชาชน นิสิต นักศึกษา และนักวิจัย ได้เข้าถึงข้อมูลและเรียนรู้แนวโน้มของผลิตภัณฑ์สุขภาพและนวัตกรรม รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงศักยภาพและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและผ่านมาตรฐานของ อย. ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้นักลงทุนได้พบปะและทำความรู้จักกับผู้ประกอบการ เพื่อสร้างโอกาสในการจับคู่ทางธุรกิจและต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม” ภญ.สุภัทรา กล่าว
เลขาฯ อย. กล่าวต่อว่า การจัดงานยังมุ่งสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทย ตลอดจนสะท้อนศักยภาพของ อย. ในการเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอนุมัติและอนุญาต แต่พร้อมเป็นกลไกสนับสนุนระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรม เชื่อมโยงงานวิจัย ผู้ประกอบการ และนักลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ

นพ.พิเชษฐ์ พืดขุนทด รองเลขาธิการคณะกรรมการ อย. กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพในวันนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างสินค้าใหม่ แต่ยังรวมถึงการต่อยอดสู่บริการด้านสุขภาพ โดย อย. เดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน โรงพยาบาล และภาคธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ากับความต้องการของตลาด พร้อมสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ไทยสามารถเติบโตและขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้
นพ.พิเชษฐ์ กล่าวถึงเป้าหมายในการเป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ประกอบการ นักวิจัย นักลงทุน ไปจนถึงนักเรียนและนักศึกษา ให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างโอกาสร่วมกัน โดย อย. จะทำหน้าที่มากกว่าการกำกับดูแล ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง และนำออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และมองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมสุขภาพ
อย. ยังมีฐานข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์และการประเมินความเสี่ยงจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีและ AI มาช่วยวิเคราะห์และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ ทั้งในด้านการวิจัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการวางทิศทางตลาด ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ภาคส่วนต่าง ๆ มองเห็นโอกาสได้ชัดเจนขึ้น และร่วมกันผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้มีนวัตกรรม มีมาตรฐาน และแข่งขันได้ในระดับสากล

ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานมูลนิธิสถาบันการสร้างชาติ กล่าวว่า แนวโน้มการดูแลสุขภาพของโลกกำลังเปลี่ยนจากการรอรักษาเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ไปสู่การดูแลเชิงป้องกันและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือ Wellness ซึ่งประเทศไทยมีความเคลื่อนไหวด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสที่จะต่อยอดให้เป็นจุดแข็งของประเทศ โดยแนวคิด Wellness ไม่ได้ครอบคลุมเพียงสุขภาพกาย แต่เป็นการดูแลแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงสุขภาพกาย ใจ พฤติกรรม สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน จึงสามารถเป็นทั้งเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตและกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า การผลักดัน Wellness จำเป็นต้องเกิดขึ้นในหลายระดับ ตั้งแต่การพัฒนานโยบายของภาครัฐ การสร้างสภาพแวดล้อมและชุมชนที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ ไปจนถึงการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยประเทศไทยควรเดินหน้าสร้างองค์ความรู้และมาตรฐานของตนเอง พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อให้งานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงในแวดวงวิชาการ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Wellness ควรได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน เนื่องจากทั้งสองส่วนมีความเชื่อมโยงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศไทยได้อย่างมาก
“/ในระดับนานาชาติ ประเทศไทยมีโอกาสยกระดับศักยภาพด้าน Wellness ให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยการสร้างมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และวางบทบาทของไทยจากผู้ตามไปสู่ผู้กำหนดมาตรฐานและสร้างองค์ความรู้ใหม่ ขณะเดียวกันควรพัฒนาเวทีระดับนานาชาติที่รวมภาคธุรกิจ การลงทุน งานวิจัย และนโยบายไว้ด้วยกัน เพื่อดึงดูดผู้คนและเงินทุนจากทั่วโลกเข้ามาสู่ประเทศไทย การสร้างความน่าเชื่อถือในระดับโลกจึงต้องอาศัยการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านมาตรฐาน คุณภาพ เครือข่าย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Wellness ระดับโลก และใช้ Wellness เป็นกลไกในการยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ กล่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลห่วงผู้บริโภค สั่ง 'สคบ.-อย.' ตรวจเข้ม 'อกไก่ปั่นโปรตีน'
รัฐบาลเอาจริงคุ้มครองผู้บริโภค สั่งตรวจสอบ 'อกไก่ปั่นโปรตีน' หลังพบข้อสงสัยข้อมูลโภชนาการไม่ตรงฉลาก ผนึกกำลัง สคบ.–อย. ตรวจเข้มทั้งฉลากและโฆษณา

