
28 ต.ค. 2564- พลันเมื่อมีข่าวมติ ครม.วันที่ 14 กันยายน 2564 เห็นชอบมาตรการในการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีความมั่งคั่ง 4 กลุ่ม เข้ามาพักอาศัยระยะยาวในเมืองไทย โดยตั้งเป้าจำนวน “1 ล้านคน” และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการบังคับใช้ภายในต้นปี 2565 วงการอสังหาริมทรัพย์ก็เหมือนได้น้ำทิพย์มาชโลมใจอีกหนึ่งรอบ จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนี่เป็นอีกข้อเสนอแนะที่ผู้ประกอบการภาคอสังหาฯเคยเสนอไปนานพอสมควรแล้ว แต่เพิ่งจะมีสัญญาณตอบรับกลับมาอย่างเป็นทางการสักที
มาตรการนี้จะเป็นการเพิ่มตัวช่วยกำลังซื้อจากลูกค้าต่างชาติโดยตรง ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กำลังซื้อจากต่างชาติ กลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดอสังหาบ้านเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม แต่หลังจากมรสุมทั้งค่าเงินบาท เศรษฐกิจถดถอย LTV จนมาเจอหมัดน็อกจากโควิด-19 อสังหาบ้านเราจึงสลบเหมือดมา 2 ปีแล้ว ทั้งๆที่ทั้งบ้านและคอนโดบ้านเรายังคงเป็นที่ต้องการจากตลาดต่างชาติอยู่ แต่ติดขัดจากหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะข้อกฎหมายหลายๆข้อที่ไม่เอื้ออำนวย มาตรการในครั้งนี้หากเกิดขึ้นจริง จะสามารถกระตุ้นตลาดให้กลับมาคึกคักได้ดีทีเดียว
จากการศึกษาและการวิจังตลาดหลายๆสำนักที่เราเคยเห็นผ่านตากัน เมืองไทยยังคงเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยงและชาวต่างชาติอยากมาอยู่กันมาก ล่าสุดจากการจัดอันดับ WORKATION CITY หรือเมืองที่น่าอยู่น่าทำงานน่าเที่ยวระยะยาวแบบ 2-3 เดือน กรุงเทพเราเป็นอันดับ 1 ของโลก และ ภูเก็ตติดอันดับ 10 เมืองไทยติด TOP 10 ถึง 2 เมืองไม่ธรรมดาจริงๆ แปลว่าหากนักท่องเที่ยว หรือนักลงทุนที่สามารถมาอยู่ได้นานๆแล้ว การใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้มีมากแน่นอน และเมื่อชาวต่างชาติสามารถพักในระยะยาวในเมืองไทยโดยขั้นตอนต่างๆด้านเอกสาร เช่น VISA หรือ WORK PERMIT ลดความยุ่งยากแล้ว คนกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามา ก็ต้องมีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมากขึ้น ส่วนคนกลุ่มเดิมที่ทำงานในไทยอยู่แล้วก็อาจจะมีการขยับขยาย หรือซื้อเพทื่อลงทุนมากขึ้นด้วย อานิสงค์จึงมาตกกับตลาดอสังหาฯและการบริโภคจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศมากขึ้นแน่นอน
สำหรับรายละเอียดใน 4 กลุ่มที่รัฐบาลจะส่งเสริมนั้นประกอบไปด้วย 1.กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง ได้แก่ มาลงทุนขั้นต่ำ 5 แสนดอลลาร์-มีเงินเดือนหรือบำนาญ 80,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป-มีทรัพย์สินขั้นต่ำ 1 บ้านดอลลาร์ 2.กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ ได้แก่ มาลงทุนขั้นต่ำ 2.5 แสนดอลลาร์-มีเงินบำนาญ 40,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป 3.กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย ได้แก่ มีรายได้ 40,000-80,000 ดอลลาร์ต่อปี 4.กลุ่มผู้มีทักษะความเชี่ยวชาญพิเศษที่มีรายได้ 40,000-80,000 ดอลลาร์ ต่อปี โดยจะเป็นการให้สิทธิพิเศษด้าน VISA รวมไปถึงคู่สมรสและผู้ติดตามและสิทธิพิเศษด้านภาษีบางประการด้วย
ซึ่งตอนนี้ทาง ครม.ได้กำหนดกรอบเวลาสำหรับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวเรื่องต่างๆไว้ตามตารางไว้แล้ว ซึ่งกว่าจะมีผลครบถ้วนก็เป็นช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 แต่กว่าที่จะเกิดการเข้ามาของคนกลุ่มนี้จริงๆจัง จนเกิดผลกระทบด้านบวกกับตลาดอสังหาฯมันคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก ซึ่งอย่างเร็วผมว่าน่าจะต้องเป็นช่วงกลางปี 2565 ไปแล้ว ซึ่งทุกคนพอจะรอได้ เพราะอย่างน้อยก็มีแสงสว่างปลายอุโมงค์บ้าง แต่เอาจริงๆแล้วแค่มาตรการด้านนี้ยังไม่เพียงพอให้ตลาดอสังาฯหากลับมาร้อนแรงแบบเดิมแน่ๆ ตราบใดที่ตลาดผู้ซื้อในประเทศเราเองยังไม่ฟื้น เพราะสภาพเศรษฐกิจ การจ้างงาน รายได้ประชากร ตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่างๆ ยังไม่กระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ที่ยังสูงอยู่มากๆ ถึงขนาดที่มีคอนโดบางโครงการต้องเอาห้องกลับมาขายกันใหม่ถึง เกือบครึ่งตึก ทั้งๆที่ขายไปเกือบหมดแล้ว แต่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ให้คนซื้อ นี่คือความเจ็บช้ำซ้ำๆของฝั่งผู้ประกอบการ ที่ในสภาวะตลาดแบบนี้ กว่าจะขายได้ก็เหนื่อยแล้ว แต่การมาลุ้นให้ลูกค้ากู้ผ่านกลับเหนื่อยหนักกว่าไปอีก
ความอ่อนแรงของกำลังซื้อหลักภายในประเทศยังคงเป็นปัญหาใหญ่ สิ่งนี้คือสิ่งที่ผู้ประกอบการยังหวังให้เกิดการแก้ไขให้ดีขึ้นรวมไปถึงปัญหาเรื่อง LTV ที่แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว ก็ยังคงไม่มีการผ่อนคลายลงมา รวมไปถึงมาตรการด้านภาษีและค่าจดจำนองที่จะหมดภายในสิ้นปีนี้ ก็ยังหวังให้มีการขยายเพดานที่อยู่อาศัยให้มากกว่า 3 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการโอนกรรมสิทธิ์ให้มากขึ้น ส่วนที่มีบางฝ่ายไม่เห็นด้วยกับมาตรการที่จะส่งเสริมให้ต่างชาติซื้ออสังหาฯบ้านเรามากขึ้นเพราะเกรงจะเป็นการขายชาตินั้น ผมว่าทุกๆเรื่องมีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น แต่ว่าหากมีเจตนาที่ดีแล้วการออกข้อบังคับต่างๆอย่างรอบคอบและมีของเขตชัดเจนทั้งเรื่องรายละเอียดและระยะเวลาแล้ว ทุกอย่างเชื่อว่าสามารถมีทางออกที่ดีได้ทั้งสิ้น
จับชีพจรอสังหา โดย โอภาส ถิรปัญญาเลิศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
KUN กางแผน 5 ปีเบรกโครงการใหม่เร่งเคลียร์สต๊อก
KUN โอด สต๊อกเหลือเพียบ มองเศรษฐกิจปี69ยังผันผวน ธุรกิจอสังหายังเผชิญความท้าทาย กางแผนธุรกิจ 5ปีไม่มีเปิดโครงการลดความเสี่ยงเร่งเคลียร์สต๊อก
‘เสนา’กางแผนปี 69 ทุ่มหมื่นล้านผุด8โครงการใหม่
‘เสนา’เปิดแผนปี 2569 ชูกลยุทธ์ FOCUS TO LEAD, EFFICIENT TO GROW โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ด้วย LivNex เช่าออมบ้าน เตรียมทุ่มหมื่นล้านผุด 8โครงการใหม่ พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้แตะ 14,000 ล้านบาท
พีดีเฮ้าส์ เผยตลาดรับสร้างบ้านปี68ทรุดตัว 21%มั่นใจปี69ฟื้น
พีดีเฮ้าส์ เผยตลาดรับสร้างบ้านปี 2568 ทรุดตัว 21% มั่นใจปี69ฟื้นตัวมูลค่าแตะ 1.8 หมื่นล้านโต 25% พร้อมกางกลยุทธ์รับมือยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ "Innovation & Trust" หลังอยักษ์ใหญ่อสังหาฯ รุกคืบสมรภูมิบ้านสั่งสร้าง ขณะที่เทคโนโลยี AI และเทรนด์ Green Home กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค

