
หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมให้คนมีบุตรกันมากๆ เหตุผลหนึ่งคือ จะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และจำนวนประชากรสูงๆ ยังแสดงถึงแข็งแรงใหญ่โตของประเทศนั้นๆอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดยุค Baby Boom แต่ละครอบครัวพากันมีลูกกันครอบครัวละ 5-6 คน แต่พอผ่านไปไม่กี่ปี จำนวนประชากรไทยชักจะเยอะมากขึ้น เพิ่มจากระดับ 30 ล้านคนกลายเป็น 40-50 ล้านคน ทำให้เกิดนโยบายใหม่ “แตะเบรก” อัตราการเกิด ดังจะเห็นได้จากการณรงค์ให้คุมกำเนิด ซึ่งมี”มีชัย วีระไวทยะ” ตัวแทนภาครัฐมาเป็นหัวหอกการรณรงค์ หรือถ้าเป็นสมัยนี้ก็เรียกว่าเป็น”อินฟลูเอ็นเซอร์” ก็ว่าได้
การรณรงค์ให้คนหันมาคุมกำเนิดได้ผลดีพอสมควร จำนวนประชากรไทยไม่พุ่งพรวดพราดเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นลักษณะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็ยังทำให้จำนวนประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นมาถึงระดับเกินกว่า 60 ล้านคน อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ยุคดิจิทัล ยุคเอไอ สภาพเศรษฐกิจที่บีบรัด ข้าวของแพงขึ้น ค่านิยม และรสนิยมการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่เป็นรุ่น เจนวาย เจนเอ็กซ์ มาถึงรุ่นอัลฟ่า เบต้า ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ได้หล่อหลอมทำให้เกิดค่านิยมใหม่การใช้ชีวิตไม่สนใจการมีลูก หันมาเลี้ยงหมา เลี้ยงแมว และเรียกเป็นลูกแทน ลูกคน
สำหรับคู่แต่งงานหลายคู่ ก็ไม่คิดมีลูกด้วยเช่นกัน เพราะมองว่าการใช้ชีวิตสองคนน่าจะสะดวกมีความสุขมากกว่า การมีลูกอาจจะกลายเป็นภาระหนักทางเศรษฐกิจ หรือบางคนก็มองว่าสังคมมันแย่ลงไม่อยากให้ลูกตัวเองมาเจอสิ่งแย่ๆ ก็เลยไม่ต้องมีไปเลย อะไรทำนองนี้
หันมามองภาพรวมประเทศไทย ที่กำลังเผชิญปัญหาวิกฤติประชากรอัตราการเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน โดยในปี2567 มีอัตราการเกิดประมาณ 416,574 คน เป็นเพศชาย 215,035 คน เพศหญิง 201,539 คน สวนทางอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าโดยมีจำนวน571,646 คน เป็นชาย 323,491 คน หญิง 248,155 คน โดยมีหลายจังหวัดที่มีอัตราการเกิดต่ำกว่า 1พันคน เช่น จังหวัดสมุทรสงคราม มีอัตราการเกิดต่ำสุด 598 คน รองลงมาจังหวัดชัยนาท 986คน และระดับ 1พันคนต้นๆ ได้แก่ . สิงห์บุรี 1,010 คน อ่างทอง 1,148 คนตราด 1,257 คน ระนอง 1,302 คน พังงา 1,354 คน แพร่ 1,373 คน อุทัยธานี 1,635 คน อำนาจเจริญ 1,759 คน
อัตตาการเกิดใหม่ที่ต่ำลงเรื่อยๆ และการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วของประเทศไทย ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในอีก 30ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรประมาณ 37 ล้านคน ลดลงจากปัจจุบันครึ่งหนึ่ง ซึ่ง หากปล่อยให้อัตราการเกิดตกต่ำรูดลงเรื่อยๆ แน่นอนว่าย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคตอย่างแน่นอน จุดแรกที่จะกระทบก็คือการขาดแคลนแรงงานในวัยทำงาน ย่อมกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะมีประชากรในวัยทำงานน้อย ทำให้ขาดกำลังหลักทั้งในด้านการผลิตและการบริโภคที่จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ส่วนประชากรสูงวัยที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี จะกลายเป็นภาระด้านสวัสดิการที่รัฐต้องดูแลในสัดส่วนที่สูง และจะกลายเป็นภาระงบประมาณที่หนักอึ้งในอนาคต ทั้งนี้คาดว่า สัดส่วนผู้สูงวัยที่เพิ่มสูงขึั้น จะทำให้ภายในปี 2587 คนวัยทำงาน 2 คน จะต้องมีภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 คน
การแก้ปัญหา รัฐบาลที่ผ่านมา มีนโยบาย “5×5 ฝ่าวิกฤติประชากร” เช่น เสริมพลังวัยทำงาน ดูแลเด็กเล็ก และสร้างสังคมน่าอยู่ ขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมผู้สูงอายุ และคนพิการให้กลับมามีส่วนร่วมผลิตในสังคม ไปพร้อมๆกับการสร้างสังคมน่าอยู่ (Ecology) สร้างสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่เพื่อจูงใจให้มีบุตร โดยหวังว่าด้วยกลยุทธิ์เหล่านี้จะสร้างทัศนคติคนรุ่นใหม่ที่ชะลอ หรือไม่ต้องการมีบุตร เปลี่ยนใจหันมามีบุตร ช่วยเพิ่มประชากรให้กับประเทศ
จากปัญหาวิกฤติประชากรที่จะกลายเป็นวิกฤติที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้เา กลายเป็นโจทย์ใหญ่ ที่แต่ละพรรคการเมือง หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นในการหาเสียง การเลือกตั้งปี 2569 ในภาพรวมแต่ละพรรคการเมือง ขายนโยบายกระตุ้นให้คนไทยคนมีลูกออกมา ด้วยข้อเสนอให้เงินอุดหนุนในระดับต่างๆกัน แต่ละพรรคมีข้อเสนอจูงใจอย่างไร
เริ่มจาก พรรคไทยสร้างไทย เสนอผลักดันนโยบายดูแลหญิงตั้งครรภ์ด้วยเงินอุดหนุนตั้งแต่ตั้งครรภ์-6 ปี ในอัตรา 2,000 บาท/เดือน และยังจะมีมาตรการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าฝากครรภ์ หรือการดูแลสุขภาพ
พรรคพลังประชารัฐ ชูนโยบาย “มารดาประชารัฐ” เน้นการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนคลอดถึงวัยเด็ก โดยให้เงินสนับสนุนแม่ตั้งแต่ครรภ์อายุ 4 เดือนไปจนถึงคลอด เดือนละ 1,500 บาท และหลังคลอด เด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 ปี จะได้รับเงินอุดหนุนเดือนละ 1,000 บาท เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงวัยที่ต้องใช้ต้นทุนการเลี้ยงดูสูง
พรรคประชาธิปัตย์ ผลักดันนโยบายการมีบุตร โดยให้เงินอุดหนุนมารดาและเด็กเดือนละ 5,000 บาท ระยะเวลา 12เดือน แบบถ้วนหน้า ไม่ต้องพิสูจน์ฐานะ ตั้งแต่ได้รับใบสูติบัตร และให้เด็กทุกคนมีเงินออมตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี เดือนละ 500 บาท และหากไม่มีการถอนเงินออม จะได้รับเงินพิเศษทุก 5 ปี ครั้งละ 10,000บาท เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและความมั่นคงในระยะยาว
พรรคประชาชน ชูนโยบาย เงินอุดหนุนเด็กเล็ก 1,200 บาทต่อเดือน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 ปี ส่วนพรรคภูมิใจไทย มีนโยบาย ผ่านแนวคิด “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” จ้างผู้ที่จบการศึกษาด้านพยาบาลลงพื้นที่ดูแลหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และประชาชนในชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อลดปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท
สำหรับคนที่วางแผนคิดจะมีลูก อ่านแล้วนโยบายอุดหนุนผลักดันเกี่ยวกับเด็ก การมีลูกของพรรคไหนโดนใจ ก็อาจจะเป็นแรงจูงใจกาเลือกพรรคนั้นเข้ามาบริหารประเทศ แต่ไม่ว่าพรรคไหน เข้ามาบริหารประเทศ ก็ไม่ควรรอช้าที่จะรีบคลายปม แก้ปัญหาประชากรเกิดใหม่ที่นับวันจะน้อยลงๆทุกวัน อย่างเป็นรูปธรรม เพราะกว่าเด็กคนหนึ่งจะเติบโตกลายเป็นทรัพยากรทรงคุณค่าของชาติได้นั้น ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' ขอพัก! วันนี้ไม่คุยพรรคการเมืองไหน
'อนุทิน' บอกยังไม่ได้คุย 'ธรรมนัส' วันนี้ไม่มีคุยพรรคไหน ขอพักบ้าง
'เทพไท' เตือน กกต.บอกอย่าให้ซ้ำรอยเลือกตั้งสกปรกปี 2500
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปและเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก
'อนุทิน' ปัดตอบยกหู ทาบทามพรรคการเมืองตั้งรัฐบาล ย้ำทุกอย่างมีขั้นตอน กกต.ยังไม่ประกาศผลทางการ
‘อนุทิน’ ย้ำชนะเลือกตั้งจาก ‘ปชช.’ ให้ความมั่นใจ ‘ภูมิใจไทย’ ชี้จัดตั้งรัฐบาลยังมีขั้นตอน ย้ำ ไทยมีรัฐบาลทำงานเต็มรูปแบบ ปัดตอบยกหูทาบทามพรรคการเมือง
กองทัพย้ำวางตัวเป็นกลาง ปรามนักการเมืองเลิกหาเสียงเหน็บแนม
'ผบ.ทบ.' สนับสนุนกำลังพลใช้สิทธิเลือกตั้ง ลงประชามติตามดุลยพินิจส่วนตัว แจงไม่มีการขอใช้พื้นที่ทหารเป็นหน่วยเลือกตั้ง อย่าพาดพิงชี้นำทำคนเข้าใจผิด ย้ำกองทัพวางตัวเป็นกลาง
จี้ กกต. สั่งพรรคการเมืองแก้ไขนโยบายประชานิยม ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ
ชาญชัย-สมชาย-คมสัน-ทนายนกเขา จี้กกต.สั่งให้พรรคการเมืองแก้ไขนโยบายประชานิยม ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ ขู่ให้เวลา 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะฟ้องเอาผิดแพ่งและอาญากกต.
ชำแหละ! ขบวนการป้ายสีเทา ดิสเครดิต 'ปชน.-ปชป.'
นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขบวนการทาสีเทาให้ทุกพรรค

