จี้ กกต. สั่งพรรคการเมืองแก้ไขนโยบายประชานิยม ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ

"ชาญชัย -สมชาย-คมสัน -ทนายนกเขา" จี้กกต.สั่งให้พรรคการเมืองแก้ไขนโยบายประชานิยม ไม่ให้กระทบวินัยการคลังประเทศ ขู่ให้เวลา 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะฟ้องเอาผิดแพ่งและอาญากกต.

30 มกราคม 2569 - ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นายสมชาย แสวงการ อดีตสว. นายคมสัน โพธิ์คง นายพันธสัญญา โชติธนพุทธพงษ์ และนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธารตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช่จ่ายเงินของนักการเมือง พรรคการเมือง ที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ.2568 ว่าจากการที่ได้ตรวจสอบและได้ทราบจากการชูนโยบายหาเสียงโฆษณาของพรรคการเมือง 51 พรรคนั้น

มีพรรคการเมืองจำนวนหลายพรรคมีนโยบายที่เข้าข่ายประชานิยมของแต่ละพรรค ซึ่งตามที่ปรากฏในแบบฟอร์มที่ กกต.ให้ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบายนั้นหลายพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาชน ,พรรคเพื่อไทย,พรรคภูมิใจไทย ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรครวมไทยสร้างชาติ,พรรคกล้าธรรม ฯลฯ ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลถึงที่มาอย่างชัดเจน เช่น พรรคประชาชน ,พรรคเพื่อไทย,พรรคภูมิใจไทย ,พรรคประชาธิปัตย์,พรรครวมไทยสร้างชาติ,พรรคกล้าธรรม

โดยส่วนใหญ่อ้างแต่จะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือ ใช้วิธีการบริหารการจัดเก็บภาษีแบบกว้าง ๆ โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะนำใช้ในการดำเนินนโยบายว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไหร่ หรือ ถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติม ก็จะต้องมีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าไหร่ อย่างไร

“ถ้าไปดูการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภานั้น สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหนังสือด่วนที่สุดที่ นร 1113/5562 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ทำถึงเลขาครม.เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเห็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ระบุว่า "แรงกดดันด้านการคลังของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์สูง ท่านกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเพดานหนี้สาธารณะ ในขณะที่สัดส่วนรายจ่ายประจำยังอยู่ในระดับสูง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

จึงเห็นควรให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐเป็นลำดับแรกเพื่อลดความเสี่ยงจากการที่หนี้สาธารณะจะสูงกว่าเพดานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ เห็นว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยมโดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน”

นอกจากเงินในงบประมาณแล้ว นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลัง ซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 ซึ่ง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลตั้งงบประมาณคืนหนี้ 72,917 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.94% ของวงเงินงบประมาณรายร่ายจ่าย ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการกำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% และในปีงประมาณ 2569 รัฐบาลตั้งงบประมาณคืนหนี้มาตรา 28 ได้แค่ 58,249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.5496 สะท้อนให้เห็นความสามารถในการตั้งงประมาณมาคืนหนี้ตามมาตรา 28 มีแนวโน้มลดลง

หากพรรคการเมืองเดินหน้าใช้นโยบายประชานิยมจนเต็มเพดาน หรือ มีการแก้ไขประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ อาจส่งผลกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งที่ผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกหลายแห่ง ได้แสดงความกังวลต่อความยั่งยืนในระยะยาว โดยสะท้อนการปรับมุมมองทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (Outlook) ซึ่งเป็นสัญญาณเดือนถึงความเสี่ยงที่อาจะนำไปสู่การถูกบรับตดอันดับเครดิตของประเทศในระยะต่อไป

นายชาญชัย กล่าวว่าจากการที่ กกต.กำหนดให้พรรคการเมืองส่งนโยบายหาเสียงภายในวันที่ 19 มกราคม 2569 แต่ กกต.เพิ่งจะเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ กกต.เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ ซึ่งยังไม่เห็นชอบ และเป็นอำนาจของคณะกรรมการ กกต.และเลขาธิการ กกต.ที่จะเห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบหรือ จะให้พรรคการเมืองแก้ไข ดังนั้นขณะนี้ถือว่าเอกสารนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองเผยแพร่บนเว็บไซต์ถือว่ายังไม่สมบูรณ์

ขณะที่การดำเนินการแก้ไขตามอำนาจหน้าที่ของ กกต.ตามแนบท้ายประกาศคณะ กรรมการการเลือกตั้ง เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ.2568 นั้น ได้ระบุความสำคัญเป็นลำดับไว้ ดังนี้ คือ คือ ชื่อนโยบาย,วงเงินที่ต้องใช้,ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ,ความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย,ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย,ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายฯ เป็นต้น

ดังนั้น การจัดนโยบายของพรรคการเมืองที่มีการอ้างถึงการใช้เงินจากงบประมาณ กกต.ต้องตักเตือนให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณฯเคร่งครัดด้วย และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2661 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส..2561 มาตรา 73 (5) ฐานหลอกลวงประชาชนให้ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่หาเสียงก็ถือว่าผิดกฎหมายตามที่กล่าวมาทั้งหมด โดย กกต.มีอำนาจหน้าที่ระงับยับยั้งลงโทษ เป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อพบการกระทำความผิดจากการประกาศโฆษณาของพรรคการเมืองโดยผิดกฎหมาย มีอำนาจระงับหรือยับยั้งการกระทำความผิด แต่กลับเฉยละเลยต่อหน้าที่ โดยเลขากกต.ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ว่าพรรคการเมืองชงนโยบายหาเสียงต้องแจงที่มาของเงินให้ชัดพร้อมคอนเฟิร์มทันเวลาให้ประชาชนอ่านก่อนเลือกตั้ง พร้อมระบุ กกต.แค่ตั้งข้อสังเกตได้ แต่ยกเลิกนโยบายไม่ได้เอง..." ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ยับยั้งเท่ากับคณะกรรมการการเลือกตั้งปล่อยให้การเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมจะมีความผิดฐานปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นอกจากนี้ในช่วงที่มีการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้ประกาศนโยบายเติมเงิน 1หมื่นบาท ผ่าน Digital Wallet แก่ประชาชน 50 ล้านคน ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจาก กกต. ซึ่งตนและและคณะได้นำความไปปรากฏต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากเกิดความเสียหายต่องบประมาณของประเทศ โดยที่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจแต่อย่างใด กลับทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 แสนล้านบาท และไม่สามารถทำได้ตามที่เคยโฆษณาหาเสียงไว้ ซึ่งตนเองและประชาชนนับสิบล้านคน ไม่ได้รับเงินดังกล่าวตามนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยเลย แต่ต้องมาจ่ายภาษีเพื่อนำไปใช้หนี้จากการนโยบายประชานิยมที่ผิดพลาด ล่าสุด คณะกรรมการ ปปช.พิจารณความผิดนายเศรษฐา ทวีสินและคณะ ตามมาตรา 157 และอยู่ในขั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ทั้งนี้ ตนเองและคณะ ในฐานะประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งสส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ จึงขอแจ้งมายังประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยให้กรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา ทั้งนี้เพื่อเป็นการยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะใช้สิทธิในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

5 พรรคการเมืองรับลูก 'ปริญญา' ชงแก้กฎหมาย!

'5 พรรคการเมือง' รับข้อเสนอ 'อ.ปริญญา' แก้กฎหมาย ยกเลิกจำคุกแทนค่าปรับ-แก้ไขบัตรเลือกตั้ง สส.เขต เพิ่มชื่อผู้สมัครและพรรค ลดความสับสนปชช. -ปิดช่องใช้บัตรข้ามเขต

สว. รุมอัด กกต. รายงานผลจัดเลือกตั้ง อ้างโปร่งใส สวนทางประชาชนพูดตรงกัน 'อย่ามาแหวง'

ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2567 ตามมาตรา 22 (8) แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ 2560

เลขาฯกกต. รับจัดเลือกตั้ง 69 เกิดข้อผิดพลาด ฟุ้งนำกล้องวงจรปิดติดทุกหน่วยเลือกตั้ง

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการถอดบทเรียนการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ว่า ทาง กกต.ได้ถอดบทเรียนแล้ว มีทั้งสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น สิ่งที่ประชาชนสงสัย และสิ่งที่ กกต.เห็นเอง โดยทั้งสองเรื่องนี้ แต่ที่ยืนยันได้คือ ระบบเลือกตั้งของเราแข็งแกร่งมาก ส่วนตัวคิดว่าไม่มีใครที่จะสามารถเข้ามาแทรกแซงหรือบอกให้ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรได้

กกต. ส่งบัญชีพยาน 11 คน ถึงมือศาลรธน. สัปดาห์หน้า เมินดรามาประวัติส่วนตัว

กกต. เตรียมยื่นบัญชีพยาน 11 คน สู้คดีคิวอาร์โค้ด ถึงมือศาลรัฐธรรมนูญสัปดาห์หน้า เมินดรามาประวัติพยาน ยันทาบทามเหตุเชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน เชื่อศาลเน้นที่ข้อมูลไม่ใช่ตัวบุคคล