'ข้าวไทย'ในสมรภูมิการค้า 'นวัตกรรม'คือทางรอด

เครื่องดื่มรำข้าวสำเร็จรูปชนิดผง (ตราไรซ์ลี่) ชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2568

ข้าว ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจหลักของไทย หากแต่เป็นรากฐานของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดโลก การยกระดับข้าวไทยด้วย “นวัตกรรม” จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ผ่านการจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569” เวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นวัตกรรมจากข้าวไทยก้าวสู่การสร้างแบรนด์และการแข่งขันในระดับสากล

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การพัฒนาข้าวไทยด้วยนวัตกรรมไม่ใช่เพียงเรื่องสินค้าเกษตร แต่คือรากฐานของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงเล็งเห็นคุณค่าของข้าวไทยมาแต่ต้น ผ่านการจัดตั้งมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อดูแลอนาคตของข้าวและชาวนาไทย แม้ประเทศจะมุ่งสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ข้าวซึ่งเป็น “พื้นฐานชีวิต” กลับถูกมองข้าม ทั้งที่ในยามวิกฤต ข้าวคือสิ่งที่ประคองประเทศได้ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจึงยังคงมีความหมาย ในโลกที่เผชิญความผันผวนด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหาร

“หัวใจของการพัฒนาข้าวไทยวันนี้ คือ การเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม ไม่ใช่ขายข้าวสารราคาถูก โครงการประกวดข้าวไทยสะท้อนศักยภาพการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ตั้งแต่วัสดุการแพทย์ เครื่องสำอาง อาหารสุขภาพ ไปจนถึงอุตสาหกรรมที่เพิ่มมูลค่าข้าวได้หลายร้อยถึงหลายพันเท่าท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง โลกมีทางเลือกเพียงหนี สู้ หรือปรับตัวอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งคำตอบของข้าวไทยคือการปรับตัวด้วยนวัตกรรม ผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนจากฐานราก” ดร.สุเมธ กล่าว

ประทีป สันติวัฒนา

ด้านดรุณี เอ็ดเวิร์ดส เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัจจุบันทิศทางการพัฒนาข้าวไทยยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยมุ่งพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยจะทำให้กระบวนการพัฒนาเร็วขึ้น แม้ที่ผ่านมาอุปสรรคด้านกฎระเบียบจะทำให้การนำไปใช้จริงล่าช้า แต่ปัจจุบันเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นและเอื้อต่อการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ได้รวดเร็วกว่าเดิม

ดรุณี กล่าวถึง อีกประเด็นสำคัญคือการขึ้นทะเบียนและรับรองพันธุ์ข้าว ซึ่งหากผลงานวิจัยมีความพร้อมและน่าเชื่อถือ ก็ควรเร่งให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้เร็วขึ้น เพื่อเชื่อมต่อการวิจัยสู่การปลูกจริงอย่างครบวงจรในปี 2569 แม้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าวจะมีความพร้อมในหลายด้าน แต่เกษตรกรยังเป็นจุดเปราะบางจากปัญหาหนี้สินและรายได้ อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นนวัตกรรมที่ช่วยทั้งเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน เช่น การใช้ปุ๋ยน้ำที่ช่วยลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทำให้ต้นทุนลดลง สารตกค้างน้อยลง และเพิ่มความปลอด

ดรุณี กล่าวว่า อย่างไรก็ตามหากเกษตรกรเข้าใจนวัตกรรมอย่างแท้จริง จะเห็นว่านวัตกรรมมีหลากหลายรูปแบบที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น แนวคิดคาร์บอนต่ำในแปลงนาอย่างการลดการใช้น้ำ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ปัจจุบันเกษตรกรยังขาดความรู้จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจ เพื่อให้เห็นประโยชน์และพร้อมปรับตัว ขณะที่การส่งออกข้าว แม้ใครก็ทำได้ แต่ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิต เกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่จำกัดมักแบกรับต้นทุนขนส่งสูง ทางออกสำคัญคือการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดต้นทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก

“โดยตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา มีผู้ส่งผลงานนวัตกรรมข้าวไทยเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 821 ผลงาน เป็นผลงานด้านอาหาร 448 ผลงาน เครื่องสำอาง 256 ผลงาน กระบวนการผลิต 55 ผลงาน อุปกรณ์/เครื่องจักร 21 ผลงาน และอื่น ๆ 41 ผลงาน สำหรับการประกวดในปี 2569 ยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตื่นตัวด้านนวัตกรรมข้าวไทย รวมถึงยกย่องและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ริเริ่มคิดค้นและผลักดันนวัตกรรมข้าวไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน” ดรุณี กล่าว

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง-ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล-ดรุณี เอ็ดเวิร์ดส

 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(NIA) แสดงความเห็นถึงการนำนวัตกรรมด้านต่างๆ ทั้งการเพาะปลูกอินทรีย์ การลดการใช้สารเคมี หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในกระบวนการผลิต หากสามารถทำให้เกษตรกรไทยเข้าถึงและใช้นวัตกรรมเหล่านี้ได้จริง ข้าวไทยย่อมมีศักยภาพแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างไม่แพ้ชาติใด ทั้งจากจุดแข็งด้านสายพันธุ์ ความรู้ด้านการเพาะปลูก และความเหมาะสมของดินฟ้าอากาศ เพราะคือประเด็นสำคัญของการพัฒนาข้าวไทยในวันนี้ ซึ่งไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนนวัตกรรม หากแต่เป็นคำถามว่า จะทำอย่างไรให้นวัตกรรมที่มีอยู่แล้วสามารถขยายผลและกระจายไปถึงเกษตรกรทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า กุญแจสำคัญของข้าวไทยคือการพัฒนาตลาดเฉพาะกลุ่ม แทนการแข่งขันด้านราคาถูก เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับอุตสาหกรรมข้าวอย่างมีคุณภาพ การขยายผลนวัตกรรมอย่างทั่วถึงจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตข้าวคุณภาพระดับสากล ในระดับประเทศ การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางต้องอาศัยภาคเกษตรควบคู่กับอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะข้าวไทยที่มีศักยภาพทำตลาดได้ทุกระดับ ตั้งแต่ตลาดกลางถึงตลาดพรีเมียม ด้วยความหลากหลายของสายพันธุ์ สี และคุณประโยชน์ด้านสุขภาพ ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงข้าวคาร์บอนต่ำตั้งแต่การผลิตจนถึงการเก็บเกี่ยว ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสามารถต่อยอดสู่ฉลากเขียวเพื่อเพิ่มมูลค่าในอนาคต

สินค้าจากข้าวไทย

สำหรับปี 2026 ดร.กริชผกา คาดว่าอุตสาหกรรมข้าวโลกจะมีมูลค่าราว 43.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทของข้าวที่ก้าวไกลกว่าอาหารหลัก โดยเอเชียแปซิฟิกยังเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ขณะที่อเมริกาเหนือเติบโตเร็วจากกระแสอาหารสุขภาพ เปิดโอกาสให้ข้าวไทยต่อยอดนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าในหลายมิติ ทั้ง ข้าวฟังก์ชันนัลและโภชนาการเชิงป้องกัน ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยกว่า 35% ที่ใส่ใจสุขภาพ นวัตกรรมอาหารสำหรับสังคมผู้สูงอายุ และผลิตภัณฑ์โภชนเภสัชจากรำข้าวและข้าวเพาะงอกที่เติบโตมากกว่า 8% ต่อปี โปรตีนข้าว ทางเลือกใหม่ที่ไม่ก่อภูมิแพ้และเริ่มถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์กว่า 21% รวมถึง นวัตกรรมความงามจากสารสกัดข้าว ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ในเอเชีย และเป็นตลาดใหม่ที่ข้าวไทยมีศักยภาพก้าวสู่ระดับพรีเมียมได้อย่างชัดเจน

“เมื่อพูดถึงความคาดหวังต่อนโยบายรัฐบาลหน้า ที่ทุกพรรคมีเรื่องการส่งเสริมนวัตกรรม แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดไม่ใช่การสร้างนวัตกรรมใหม่ แต่คือการผลักดันให้นวัตกรรมที่มีอยู่แล้วเข้าถึงประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน นโยบายด้านราคาข้าวควรเอื้อให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอ ไม่ว่าจะใช้กลไกใดก็ตาม พร้อมกับการมองตลาดส่งออกในหลายมิติ เพื่อเลือกตลาดที่สร้างมูลค่าสูงสุดให้ข้าวไทย ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจในการบริโภคภายในประเทศ และการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวไทย” ดร.กริชผกา กล่าว

Thai Rice Clay ดินปั้นงานหัตถกรรมจากแป้งข้าวเจ้า

ประทีป สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ผู้ชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2568 เครื่องดื่มรำข้าวสำเร็จรูปชนิดผง (ตราไรซ์ลี่) กล่าวว่า การพัฒนาเครื่องดื่มรำข้าวสำเร็จรูปชนิดผง เกิดจากการต่อยอดรำข้าวสกัดซึ่งเดิมเป็นของเหลือจากการผลิตน้ำมันรำข้าวกว่า 300,000 ตัน ที่เคยจำหน่ายในราคาต่ำให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ด้วยองค์ความรู้และงานวิจัย จนพัฒนาเป็น “เครื่องดื่มรำข้าวชนิดผง ตราไรซ์ลี่” มีส่วนผสมรำข้าวมากกว่า 45% เป็นผลิตภัณฑ์ Non-GMO ที่มีงานวิจัยรองรับ อุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่และสังคมผู้สูงอายุ นวัตกรรมนี้สามารถยกระดับรำข้าวจากวัตถุดิบราคาต่ำสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มหลายร้อยเท่า สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ปี 2569 สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือติดต่อน.ส.ประภัสสร ฤทธิพิช โทรศัพท์ 02-942-7620 ต่อ 1, 064-919-7887 E-mail : [email protected] และ https://www.facebook.com/ThaiRiceFoundationTh

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พาณิชย์ยกระดับข้าวไทยหลากสายพันธุ์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กว่า 8,000 ล้านบาท

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยสถิติข้าวไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI รวม 24 รายการ จาก 31 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถสร้างมูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนใน 3 ไตรมาสแรก (ม.ค. - ก.ย.) ปี 2568 มากกว่า 8,000 ล้านบาท สะท้อนคุณภาพและอัตลักษณ์ข้าว GI เป็นที่ยอมรับของตลาด ทั้งในฐานะสินค้าบริโภคหลักภายในประเทศและสินค้าส่งออกสำคัญที่มีตลาดรองรับทั่วโลก ช่วยสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนกว่า 6 แสนครัวเรือน

โมเดลสร้างเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ‘นิลมังกร’ แปลงร่างคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่ของเศรษฐกิจท้องถิ่นไทย

ในโลกธุรกิจระดับสากล องค์กรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดมักถูกขนานนามว่า “ยูนิคอร์น” ซึ่งเน้นการเติบโตแบบทวีคูณ แต่สำหรับเมืองไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

'ดร.สุวิทย์' ชู เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม ขับเคลื่อนประเทศด้วยรากแห่งจารีต ปีกแห่งนวัตกรรม

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงเชิงนวัตกรรม” (Sufficiency Innovation Economy): ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยรากแห่งจารีต × ปีกแห่งนวัตกรรม มีเนื้อหาดังนี้

NBAและAWSร่วมมือระยะยาว ยกระดับวงการบาสเกตบอล ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย

AWS ได้รับเลือกให้เป็นพาร์ทเนอร์ด้าน Cloud และ Cloud AI อย่างเป็นทางการของ NBA, WNBA, NBA G League, Basketball Africa League และ NBA Take-Two Media แพลตฟอร์ม Cloud AI ใหม่ที่สร้างขึ้นบน AWS จะช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมในทุกลีกการแข่งขัน พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้แก่แฟน NBA ทั่วโลก