เสนอ5แผนรับมือน้ำแปรปรวน ตั้งศูนย์'กันก่อนท่วม'ลดเสี่ยง

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านน้ำที่รุนแรงและถี่ขึ้น ตั้งแต่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำทะเลหนุน ไปจนถึงวิกฤต “ฝนสุดขั้ว” และ “ฝนแช่” ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วแต่ไร้ทิศทาง ขณะที่การบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมายังเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นและแยกส่วน ทำให้การรับมือไม่ทันต่อความรุนแรงของน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อชีวิต เศรษฐกิจ และประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” เพื่อเป็นกลไกกลางในการสื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้าบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไอเอ พร้อมเปิดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม : น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” (Water Resilience Forum 2026) เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบทเรียนจากผู้เชี่ยวชาญไทยและนานาชาติ ร่วมกับภาครัฐ ธุรกิจ ชุมชน และภาคประชาสังคม เพื่อเตรียมเมืองให้พร้อมรับมือความเสี่ยงน้ำอย่างยั่งยืน

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อมูลด้านน้ำจำนวนมากจากหลายหน่วยงาน แต่ปัญหาสำคัญคือข้อมูลกระจัดกระจาย แยกกันถือ แยกกันใช้ และไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้การบริหารจัดการล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ แม้จะมีหน่วยงานเกี่ยวข้องกว่า 30 แห่ง ทั้งชลประทาน น้ำบาดาล และหน่วยงานด้านสารสนเทศ แต่ยังขาดคนกลางที่เป็นกลาง ในการรวบรวมและประสานข้อมูลอย่างเป็นระบบ บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และเหตุการณ์ซ้ำซากทั่วประเทศชี้ชัดว่า ปัญหาน้ำไม่ใช่เรื่องพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำไม่อาจแก้ได้ด้วยโครงการเดียว แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องวางแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง  หากขาดฐานข้อมูลร่วมเหมือนสร้างบ้านโดยไม่ฝังเสาเข็ม ย่อมนำไปสู่ปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ สิ่งที่ประเทศต้องการวันนี้ คือ การรวมพลังทุกภาคส่วน ใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความรู้จากชุมชน มาบูรณาการเป็นฐานเดียว เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน ไม่ใช่รอให้เจ็บแล้วค่อยจำ เพราะวิกฤตน้ำจากโลกร้อน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเมืองชายฝั่งจะยิ่งรุนแรงขึ้นและคนรุ่นต่อไปคือผู้ที่ต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง “ ดร. สุเมธ กล่าว

สถานการณ์น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์  คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า  ย้อนไปปี 2554 ประเทศไทยเกิดวิกฤตมหาอุทกภัย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยต้องแบกรับสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท มูลค่าความเสียหายรวมคิดเป็นมูลค่าสูงถึงร้อยละ 70 ของงบประมาณแผ่นดินปี 54  ภาคการผลิตคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ความเสียหายส่วนใหญ่ 90% เกิดกับภาคเอกชน ยังไม่รวมถึงความมั่นใจในการลงทุน ความมั่นใจในการอยู่อาศัย ขณะที่กรุงเทพมหานครหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย

“  ปัจจุบันหากเกิดวิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ อาจสร้างความเสียหาย 10 ล้านบาทต่อนาที  GDP กรุงเทพฯ เสียหาย เป็นมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของพื้นที่กรุงเทพฯ  ธุรกิจเดินต่อไม่ได้ จราจรเป็นอัมพาต การติดต่อสื่อสารถูกตัดขาด  ตั้งแต่ปี 54 จนถึงปัจจุบันพบความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศจากปรากฏการณ์ฝนสุดขั้วในไทย  ปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม  1,500 มิลลิเมตร  นี่คือค่าเฉลี่ยฝนทั้งปีของไทย  แต่เมื่อธันวาคม ปี 2568 ที่ผ่านมา  ที่หาดใหญ่ฝนตกหนักต่อเนื่อง 7 วัน  ปริมาณน้ำฝน 1,250 มม.  คือฝนที่ตกในหาดใหญ่แค่สัปดาห์เดียว เท่ากับ 80% ของปริมาณน้ำฝนที่ตกทั้งปี แม้แต่ละเมืองมีระบบรองรับการระบายน้ำ ออกแบบให้รับน้ำแล้ว  แต่ภาวะโลกรวนสร้างวิกฤตการณ์มหาอุทกภัยหาดใหญ่ สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่าหนึ่งถึงสองหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว ไม่รวมการสูญเสียคนที่รัก คนในครอบครัว เป็นความทรงจำที่เจ็บปวด “ รศ.ดร.วิทยา กล่าว

 สถานการณ์และความเสี่ยงเชิงพื้นที่นี้ รศ.ดร.วิทยา ย้ำว่า กลุ่มเปราะบางมากกว่า 600,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 37 จังหวัดทั่วประเทศ  โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำสำคัญของภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ เผชิญความยากลำบากในการเอาชีวิตรอด  การอพยพ และเข้าไม่ถึงระบบแจ้งเตือนภัยที่ทันเวลา เราจะบริหารจัดการกลุ่มเปราะบางอย่างไร  ขณะที่ 10 จังหวัดวิกฤต ที่ขาดแคลนศูนย์พักพิง ประกอบด้วย นครราชสีมา ศรีษะเกษ และบุรีรัมย์ เป็นกลุ่มจังหวัดต้นๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน วิกฤตน้ำท่วมถึงแม้จะได้รับเงินชดเชยเยียวยาจากรัฐ ซึ่งมีงบประมาณจำกัด แต่ประชาชนและเอกชนต้องแบกรับความเสียหาย ซ่อมแซม ฟื้นฟูธุรกิจตัวเองเองร้อยละ 83  การป้องกันก่อนน้ำท่วมเพื่ออนาคตของเมือง

เป้าหมายของการตั้งศูนย์กันก่อนท่วม รศ.ดร.วิทยา ผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ กล่าวว่าร่วมกันป้องกันความเสี่ยงน้ำเพื่ออนาคตของเมือง สร้างรากฐานและความเป็นกลางทางวิชาการ  แพลตฟอร์มกลางที่เป็นมิตรและเป็นกลาง ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์   รวมถึงงานวิจัย และองค์ความรู้จากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการไทยและนานาชาติ เพื่อนำฐานข้อมูลนี้ไปใช้วางกลยุทธ์ทางออกที่ยั่งยืน  สื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นเจ้าของร่วมกัน  ไม่ตื่นตระหนก แต่ตระหนักต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ

ภายใต้ศูนย์”กันก่อนท่วม” เสนอแผนรับมือวิกฤตน้ำ  5 มิติ  คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า  1. พลิกโฉมวิศวกรรม เร่งความแข็งเกร่งในพื้นที่ เช่น  การเสริมความแข็งแกร่งโครงสร้างหลัก เร่งรัดและต่อยอดอุโมงค์ระบายน้ำ  อุดช่องโหว่แนวป้องกันน้ำท่วมถาวร สร้างโครงสร้างใต้ดินระดับโลก  เพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในพื้นที่  ปรับปรุงสถานีด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เรียลไทม์    ขยายขีดความสามารถโครงข่ายท่อระบายน้ำ  แม้กระทั่งระบบพื้นที่ปิดล้อมเพื่อรักษาพื้นที่สำคัญในอนาคต  2 .การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ เชื่อมโยงพื้นที่จัดการน้ำทั้งระบบ  รวมถึงมีมิติน้ำกิน น้ำใช้ น้ำต้นทุน น้ำแล้ง น้ำเสีย  ระบบนิเวศ และการบริหารจัดการ ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ตัดยอดน้ำก่อนเข้าเมือง  การจัดการพื้นที่ท้ายน้ำรับมือภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ทุกปีสูงไม่ต่ำ 4-5 มิลลิเมตร อีก 10 ปี ข้างหน้าจะเพิ่มอีกเท่าไหร่ ไม่พอต้องเพิ่มประสิทธิภาพการไหลออกของน้ำ  

3. ถอดบทเรียนนวัตกรรมระดับโลกสู่การปรับตัวของไทย ญี่ปุ่นเจอแผ่นดินไหว สึนามิ น้ำท่วม แต่ประเทศมีระบบการจัดการที่ดี ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย  นวัตกรรมจัดการน้ำในเมือง จีน สิงค์โปร สร้างเมืองฟองน้ำ ญี่ปุ่นทำอุโมงค์ยักษ์ใต้ดิน   หรือเนเธอร์แลนด์สร้างเขื่อนชายทะเลยุทธศาสตร์ ป้องกันชายฝั่งระยะยาว  ซึ่งต้องนำนวัตกรรมเหล่านี้ผสมความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น

 4.การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำอย่างยั่งยืน เปลี่ยนแนวคิดจากการต่อสู้สู่การอยู่ร่วมกับน้ำ โครงสร้างพื้นฐานพื้นที่เมืองสีฟ้า-สีเขียว  การบริหารจัดการและพลเมือง  สร้างความรอบรู้ด้านภูมิอากาศ และ 5.ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและงานวิจัยเชิงพื้นที่ สร้างองค์ปัญญาด้านน้ำ ตัดสินบนฐานข้อมูลและงานวิจัยนวัตกรรมตามบริบทพื้นที่   สร้างพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน   มีเทคโนโลยีวิเคราะห์มวลน้ำล่วงหน้า แบบจำลองอุทกวิทยา และอุทกพลศาสตร์  ระบบทำงานที่รวดเร็วตรงจุดรายชั่วโมง รายนาที   มีการขับเคลื่อนนโยบายและการมีส่วนร่วม

 มีตัวอย่างความร่วมมือ CU–MIT  กับมหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆ ที่จ.น่าน  ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ทำฝาย ลดภัยพิบัติ  ส่วน จ.ชัยนาท ปรับเกษตรลดเสี่ยงน้ำท่วม–แล้ง สร้างรายได้ จ.นครปฐม จัดการคุณภาพน้ำเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ GDP   และกรุงเทพฯ ร่วมจัดทำระบบติดตาม–พยากรณ์ฝนแม่นยำและฉับไว หากมีความร่วมมือลักษณะนี้จะมีต้นแบบการจัดการน้ำที่ทั้งปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น  การแก้ปัญหาประเทศต้องการ Super Team Thailand  ไม่ซ้ำซ้อน ป้องกัน ลดความเสี่ยง ความสูญเสียจากวิกฤตน้ำ  สร้างอนาคตมหานครที่ยั่งยืน

ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีความเสี่ยงน้ำท่วมจากน้ำฝนในพื้นที่ น้ำเหนือจากลุ่มเจ้าพระยา และน้ำทะเลหนุน การแก้ปัญหาต้องจัดการ 3 ปัจจัย ควบคู่กัน หัวใจของกรุงเทพคือระบบป้องกันและสูบน้ำออกเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ต่ำกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา หากไม่มีเขื่อน เมืองจะถูกน้ำท่วมทันที ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา กทม. พัฒนาระบบท่อ คูคลอง อุโมงค์ระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำฝนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา หลังท่วมปี 2554 ปรับปรุงโครงสร้างครั้งใหญ่ การรับมือน้ำเหนือดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความเสี่ยงในอนาคตเพิ่มขึ้นจากฝนสุดขั้ว ที่ตกหนักในเวลาสั้น และน้ำทะเลหนุนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะยาว

ชัชชาติ กล่าวต่อว่า กรณีน้ำฝน กทม. ใช้ข้อมูลและวิทยาศาสตร์แก้ไขปัญหาเป็นรายจุด จากจุดน้ำท่วมกว่า 700 จุด ได้รับการแก้ไขส่วนหนึ่ง ยังต้องดำเนินการต่อเนื่อง แต่ละจุดซับซ้อนและต้องใช้หลายโครงการร่วมกัน ส่วนน้ำทะเลหนุนใช้วิธียกระดับเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก แต่ในระยะยาวอาจไม่เพียงพอจำเป็นต้องวางแผนโครงสร้างป้องกันน้ำทะเลระดับลุ่มน้ำ และศึกษาโมเดลจากต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ หรือเวนิส อิตาลี  อนาคตการป้องกันไม่ใช่แค่โครงสร้าง แต่คือการจัดการข้อมูลและการเตรียมพร้อมของประชาชน กทม. กำลังพัฒนาแบบจำลองน้ำท่วมรายพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยและแผนอพยพในระดับรายบ้านเลขที่ให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าและต้องย้ายไปที่ใดเมื่อเกิดวิกฤต มุ่งเปลี่ยนจากการรับมือเฉพาะหน้าไปสู่การวางแผนเชิงรุกเพื่อให้เมืองและประชาชนอยู่ร่วมกับความเสี่ยงน้ำท่วมได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ อดีตอาจารย์สถาบันสันติศึกษา ม.สงขลานครินทร์ กล่าวว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เหตุการณ์ปี 2567–2568 สะท้อนชัดโครงสร้างระบายน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แม้จะมีคลองและระบบป้องกันน้ำ แต่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาสูงเกินศักยภาพของระบบเกือบสองเท่า น้ำท่วมรุนแรง และเกิดซ้ำสองรอบในช่วงเวลาสั้น ความสูญเสียที่คนภายนอกมองไม่เห็น คือ ชีวิตของคนจนเมืองที่อาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียว พื้นที่ลุ่มต่ำเผชิญน้ำสูงกว่า 2–5 เมตร บางคนต้องหนีน้ำขึ้นหลังคา บางรายเสียชีวิตในบ้าน หากมีการจัดการและเตือนภัยชัดเจนกว่านี้อาจหลีกเลี่ยงได้ ปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่โครงสร้างแต่คือความชะล่าใจและการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน การเตือนภัยที่คลุมเครือ ขาดการยืนยันสถานการณ์ ทำให้ประชาชนกลับเข้าไปอยู่บ้านทั้งที่ยังอยู่ในภาวะเสี่ยงนำไปสู่วิกฤตครั้งใหญ่ในคืนเดียว

“ หลังน้ำลดชุมชนลุกขึ้นช่วยเหลือกันเอง เปิดศูนย์ซ่อมมอเตอร์ไซค์ เพราะยานพาหนะคือหัวใจการทำมาหากินของคนจนเมือง จับมือกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ทำงานทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อปรับพื้นที่ให้อยู่กับน้ำได้ บทเรียนสำคัญหาดใหญ่ไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างเดิมอีกต่อไป ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ตจากป้องกันน้ำเป็นอยู่กับน้ำให้สูญเสียน้อยที่สุด สิ่งที่ภาครัฐควรทำเร่งด่วนจัดการข้อมูลให้เป็นระบบเดียวกัน ตั้งแต่ข้อมูลผู้เปราะบาง การเตือนภัยจนถึงการประสานงานด้านโลจิสติกส์ ในภาวะวิกฤตความล่าช้าและข้อมูลสะเปะสะปะแลกกับการสูญเสียชีวิต” ซากีย์กล่าว

รับมือความเสี่ยงน้ำอย่างเป็นระบบที่ไทยต้องปรับให้ทัน  Dr. Sai Ravela  จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) กล่าวว่า  ภัยพิบัติไม่ได้เกิดจากสภาพภูมิอากาศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ความเสี่ยงไปกระตุ้นจุดเปราะบางของระบบเมือง ซึ่งมักเป็นโครงสร้างสำคัญที่เชื่อมโยงกัน หากล้มเพียงจุดเดียว เมืองทั้งระบบอาจหยุดชะงักได้ การรับมือจึงต้องเปลี่ยนจากการแก้ไขหลังเกิดเหตุเป็นการมองล่วงหน้าและเตรียมพร้อมกับภัยที่จะมาถึงหรือความยืดหยุ่นของเมือง (Resilience) ภัยต่างๆ เช่น ฝน น้ำทะเลหนุน และความร้อน กำลังทวีความรุนแรงและซ้อนทับกันมากขึ้น แม้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ผู้คนกลับย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น ทำให้ความเสียหายขยายตัว การประเมินความเปราะบางของเมืองอย่างกรุงเทพฯ ต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะ AI วิเคราะห์จุดอ่อนระบบอย่างแม่นยำ

“ภาวะโลกร้อนทำให้เหตุการณ์น้ำท่วมที่เคยเกิดในรอบ 100 ปี อาจเกิดบ่อยขึ้น ขณะที่การออกแบบโครงสร้างยังอิงข้อมูลในอดีต โครงการความร่วมมือกับจุฬาฯ มุ่งพัฒนาแผนที่ฝนความละเอียดสูงและแบบจำลองความเสี่ยง ช่วยตัดสินใจเชิงนโยบายและด้านวิศวกรรมให้รอบคอบก่อนลงมือจริง ” Dr. Sai กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ปลอดประสพ' กระตุก 'ภท.' คำนึงถึงเรื่องน้ำท่วมใหญ่ เหมือนพรรค 'ดร.เอ้-ดร.เชน' บ้าง

โลกอยู่ในภาวะร้อนขึ้นและรวนหนัก ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนและมีทะเลสองฝั่ง จึงคาดเดาได้ว่า ปัญหาจะเป็น ฝนหนัก น้ำท่วม การเตือนภัย การเผชิญเหตุ จึงเป็นเรื่องสำคัญ